"ถ้าความหมายของการมาซ้อมดนตรีในห้องนี้ คือการยืนทำหน้าเป็นหุ่นยนต์ไร้จิตวิญญาณ... ผมแนะนำว่าคุณควรกลับไปท่องบทโต้วาทีให้ลิ้นพันกันตายอยู่ที่ชมรมวาทศิลป์จะดีกว่าครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจงใจกระแทกกระทั้นลงกลางห้องซ้อมดนตรีสากล สายตาสีเข้มที่มองลอดกรอบแว่นสายตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและรำคาญใจ คีย์ยืนกอดอกพิงกับขาตั้งไมโครโฟน ใบหน้าคมคายบึ้งตึงจนแทบจะเป็นเส้นตรง ปลายนิ้วเรียวยาวที่ปกติมักจะดีلاتคอร์ดกีตาร์ได้อย่างนุ่มนวล ตอนนี้กลับเคาะรัวลงกับลำตัวอย่างกระวนกระวาย
พริ้มชะงักมือที่กำลังจะเก็บชีทเนื้อเพลงลงกระเป๋า หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนเกือบจะทะลุปรอท เธอกวาดสายตามองหน้าคนปากเสียที่กลับมาโหมด "ซึนเดระขั้นสุด" อีกครั้ง หลังจากเมื่อวานเพิ่งจะมีโมเมนต์ชวนใจเต้นแรงแถวบันไดหนีไฟจนเกือบจะละลาย
ให้ตายเถอะ! ผู้ชายคนนี้มีสวิตช์เปิดปิดความกวนประสาทไว้ตรงไหนกัน แค่เผลอทำหน้าเหม่อคิดเรื่องโปรเจกต์ดีเบตระหว่างชมรมเมื่อกี้ ถึงกับต้องพ่นวาจาเผาขนใส่กันขนาดนี้เลยหรือไง
"อ๋อเหรอคะ... เอ๊ย! หมายถึง อ๋อเหรอครับ ประธานชมรมดนตรีผู้แสนจะอารมณ์ดีคนนี้" พริ้มแกล้งกระแอมเปลี่ยนสรรพนามกระทันหันเมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังอยู่ในโหมดจำยอมมาเป็นผู้ช่วยชั่วคราว เธอยกยิ้มมุมปาก ส่งสายตากวนประสาทกลับไปแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน "ถ้าการที่ฉันยืนเงียบๆ มันทำให้หูของคุณคีย์ระคายเคือง งั้นคราวหน้าฉันคงต้องพกนกหวีดมาเป่ารายงานความเคลื่อนไหวทุก ๆ ห้าวินาทีดีไหมล่ะคะ... เอ้ย! ครับ!"
คีย์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อโดนย้อน ปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ความจริงไม่ใช่ว่าเขาเกลียดขี้หน้าเธอหรอก... ตรงกันข้าม เสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามยามที่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอลอยมาแตะจมูกเมื่อครู่ต่างหาก ที่ทำให้เขาต้องรีบสร้างกำแพงน้ำแข็งหนาทึบขึ้นมาปิดกั้นความรู้สึกตัวเองไว้ให้เร็วที่สุด
ยิ่งใกล้ชิด ยิ่งหวั่นไหว... ยิ่งหวั่นไหว ก็ยิ่งต้องปากร้ายกลบเกลื่อน นี่คือคติประจำใจของคีย์ในยามที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้
"ไม่ต้องมาประชดประชันผมหรอกครับพริ้ม หน้าที่ของคุณคือช่วยตรวจเนื้อร้องภาษาอังกฤษสำหรับโปรเจกต์คอนเสิร์ตใหญ่ ไม่ใช่มานั่งทำหน้าเหมือนคนท้องผูกอยู่ตรงนี้" คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ สายตาคมกริบเบนหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาจับผิดของหญิงสาว "ถ้าไม่มีปัญญาทำก็บอกมาตรงๆ ผมจะได้เปลี่ยนคน... ชมรมผมไม่ได้ขาดแคลนคนฉลาดขนาดนั้น"
"อุ๊ย! ปากคอเราะร้ายแบบนี้ สงสัยตอนเด็กๆ แม่คงให้กินพริกไทยสดแทนข้าวสารสินะคะ... เอ๊ย! ครับ!" พริ้มก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวร่างสูงที่สูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงตัว ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อค้นหาพิรุธ "ปากบอกว่าไม่อยากให้ฉันอยู่ แต่เมื่อคืนใครกันนะที่... อื้ม!"
มือหนาพุ่งเข้ามาปิดปากกระจับของหญิงสาวไว้ทันท่วงทีก่อนที่เธอจะพูดประโยคที่ทำลายเกียรติภูมิของประธานชมรมดนตรีจนไม่เหลือชิ้นดี ไออุ่นจากฝ่ามือที่แนบชิดกับริมฝีปากทำให้หัวใจของทั้งคู่กระตุกวูบพร้อมกัน คีย์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนประหม่า สัมผัสความนุ่มหยุ่นใต้ฝ่ามือส่งกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วไขสันหลังจนเขาต้องรีบชักมือกลับราวกับโดนน้ำร้อนลวก
"วะ... วาจาพล่อยๆ แบบนั้นเอาไว้เก็บไปพูดตอนโต้วาทีเถอะครับ!" คีย์เสandหันหน้าหนีไปมองหน้าต่างเพื่อซ่อนใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่พยายามดัดให้เข้มข้นเมื่อครู่สั่นเครือเล็กน้อยจนน่าเอ็นดู "ใครเขาอยากจะไปจำเรื่องไร้สาระแบบนั้นกัน อย่าสำคัญตัวผิดให้มันมากนักเลยพริ้ม"
พริ้มลูบปากตัวเองเบาๆ แววตาส่อประกายรู้ทันระคนขบขัน เธอแอบอมยิ้มกริ่มเมื่อสังเกตเห็นอาการ "หูแดง" ของคนปากแข็งที่ยืนเก๊กกอดอกหันหลังให้อยู่ตรงหน้า ต่อให้ฝีปากจะคมกริบแค่ไหน แต่ปฏิกิริยาทางร่างกายของเขามันฟ้องชัดเจนเสียยิ่งกว่ากระดาษคำตอบ
"อ๋อ... เรื่องไร้สาระสินะคะ งั้นฉันคงจำสลับกับความฝันไปเองแหละเนอะว่าใครบางคนแถวนี้แอบ..."
"พริ้ม!" คีย์หันขวับกลับมาดุเสียงเขียว ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิมเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ "ถ้าคุณยังไม่หยุดพูดจาไร้สาระและเลิกกวนประสาทผม... วันนี้เราคงไม่ได้เคลียร์งานนี้กันแน่ๆ นั่งลงแล้วเปิดสมุดชีทเพลงหน้าสิบห้าซะ!"
พริ้มหัวเราะคิกคักในลำคอกับท่าทางเหมือนแมวหวงก้างที่พยายามพองขนขู่ เธอยอมเดินกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมอย่างว่าง่ายแต่โดยดี แม้ในใจจะแอบหมั่นไส้ความซึนของพ่อหนุ่มนักดนตรีคนนี้อยู่ไม่น้อย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจังหวะหัวใจของเธอก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่ได้ต่อปากต่อคำกับเขาเช่นกัน
บรรยากาศในห้องซ้อมกลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงกระดาษพลิกดังแกร๊กกรากและเสียงถอนหายใจเบาๆ ของคีย์ที่นั่งลงประจำที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม นิ้วเรียวเคาะดินสอไม้กับโต๊ะเป็นจังหวะรัวเร็วเพื่อระบายความอึดอัด พริ้มก้มหน้าก้มตาตรวจเนื้อร้องในมือ แต่หางตาก็ยังคงแอบลอบมองใบด้านข้างของคนตัวสูงที่กำลังนั่งขมวดคิ้วเคร่งเครียดกับโน้ตเพลงตรงหน้า
แสงไฟสีส้มวลอบอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบโครงหน้าคมคายสันจมูกโด่งเป็นสันและแพขนตายาวที่ทาบทับลงบนเปลือกตา ทำให้ภาพของแบดบอยประจำชมรมดนตรีดูละมุนละไมขึ้นมาอย่างน่าประหลาด จนพริ้มเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
ครืดดด—!
เสียงเปิดประตูห้องซ้อมดนตรีดังขึ้นกะทันหันจนทำลายความเงียบงันลง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยลอยเข้ามาแตะจมูก ทำให้คีย์และพริ้มต้องหันไปมองพร้อมกัน
ร่างสูงโปรดของธันวา รองประธานชมรมดนตรีเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง แต่วแววตาที่มองตรงมายังพริ้มกลับเต็มไปด้วยประกายความไม่เป็นมิตรอย่างปิดไม่มิด มือเรียวถือแก้วกาแฟสองแก้วเดินตรงเข้ามาหาคีย์อย่างถือวิสาสะ
"อ้าว คีย์ ยังอยู่เคลียร์งานอยู่อีกเหรอครับ นึกว่ากลับไปพักผ่อนตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วซะอีก" ธันวาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม แสร้งทำเป็นมองข้ามร่างของพริ้มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามราวกับเธอเป็นอากาศธาตุ "นี่ฉันซื้อกาแฟคาปูชิโน่ร้านโปรดนายมาฝากด้วยนะ พอดีเห็นว่าช่วงนี้ต้องเครียดกับโปรเจกต์ใหญ่เยอะ กลัวนายจะพักผ่อนไม่พอ"
คีย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกอึดอัด เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากปฏิเสธ ธันวาก็ถือวิสาสะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะใกล้กับมือของเขา พร้อมกับเอื้อมมือทำทีจะแตะไหล่หนาของประธานหนุ่มเพื่อแสดงความสนิทสนมเกินเลย
พริ้มหรี่ตาลงทันที เคมีคุกรุ่นบางอย่างพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอก ความรู้สึกหวงก้างแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยตีรวนขึ้นมาจนเธอต้องกระแอมไอเสียงดังเพื่อขัดจังหวะ
"อุ๊ย! ขอโทษทีนะคะ พอดีแถวนี้อากาศมันเริ่มเป็นพิษ หายใจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ สงสัยออกซิเจนจะไม่พอสำหรับคนหน้าตาดี... เอ๊ย คนที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของคนอื่น" พริ้มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง น้ำเสียงหวานใสเอื้อIนออกมาด้วยรอยยิ้มหวานหยดแต่แฝงไปด้วยความเชือดเฉือน
ธันวาหันขวับมามองหน้าพริ้มด้วยแววตาแข็งกร้าว รอยยิ้มปลอมๆ บนใบหน้าเกือบจะหลุดออกทันที "นี่เธอ... เข้ามาวุ่นวายอะไรในห้องซ้อมดนตรีไม่ทราบ ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนกลางของชมรมเรานะ ไม่ใช่ที่ที่คนนอกจะมาทำตัวรุ่มร่ามพูดจาไร้มารยาทได้ตามใจชอบ"
"อ๋อเหรอคะ? นึกว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของใครซะอีก ถึงได้ทำตัวเหมือนเจ้าของบ้านคอยไล่แขกไม่รับเชิญ" พริ้มยักไหล่ใส่หน้าอย่างไม่เกรงกลัว เธอเดินเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของคีย์มากขึ้น สายตาคมกริบมองสบตากับธันวาอย่างท้าทาย "แล้วอีกอย่าง... ฉันไม่ได้มาเองนะคะ ประธานชมรมคนนี้ต่างหากที่เป็นคน 'เชิญ' ฉันมาเองกับปาก... จริงไหมคะคุณคีย์?"
ประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปมองหน้าคนตัวสูงที่นั่งนิ่งอึ้งอยู่กับเก้าอี้ คีย์ชะงักไปชั่วขณะเมื่อเจอสายตาสีเข้มของพริ้มที่ส่งคำถามคาดคั้นส่งตรงมาให้ ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความอึดอัดที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว
ธันวาหันขวับไปมองหน้าคีย์ด้วยแววตาตื่นตระหนกและไม่พอใจอย่างชัดเจน น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความหึงหวง "คีย์... นายพาผู้หญิงคนนี้เข้ามาในห้องซ้อมส่วนตัวเนี่ยนะ? นายก็รู้ว่าเรามีกฎ—"
"พอได้แล้วธันวา!" คีย์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวตัดบทขึ้นทันทีเพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ที่กำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ใบหน้าคมคายตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีเข้มมองสลับระหว่างธันวาและพริ้มด้วยความปวดหัว
บรรยากาศในห้องซ้อมตึงเครียดจนแทบจะตัดขาดได้ด้วยมีด ธันวากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความแค้นเคือง ส่วนพริ้มก็ยืนกอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมก้มหัวให้ใครเช่นกัน
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังจดจ้องรอคำขาดจากประธานหนุ่ม คีย์ก็หันขวับมาสบตาเข้ากับพริ้มเต็มรัก ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและปากร้ายเมื่อครู่ กลับฉายแววความลังเลและความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนเร้นไว้ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด
และก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรทำลายความเงียบนั้น... คีย์ก็เอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของพริ้มไว้แน่นต่อหน้าต่อตาธันวา ก่อนจะดึงร่างบางให้เดินตามหลังเขาออกไปจากห้องซ้อมดนตรีโดยไม่หันกลับมามองเพื่อนร่วมชมรมที่ยืนหน้าเสียอยู่เบื้องหลังแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโบยบินในท่วงทำนองหัวใจบทนี้นะครับ!
ดีเบตหัวใจให้ตรงจังหวะ•ตอนที่ 8
กำแพงที่ยังไม่พัง
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีเบตหัวใจให้ตรงจังหวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!