"ถ้าเจ้ายังคั่วใบชาชุดนี้ด้วยไฟแรงอีกเพียงลมหายใจเดียว กลิ่นหอมหมื่นลี้ที่หมักบ่มมาแรมปีจะกลายเป็นแค่เศษเถ้าถ่านไร้ราคา"
เสียงทุ้มต่ำของอาหลางดังขึ้นเหนือเตาดินเผา ทำลายความเงียบงันในโรงคั่วชาโบราณ รินรดาชะงักมือที่กำลังถือพัดใบตองสำหรับควบคุมความร้อน ดวงตากลมโตตวัดมองชายหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้ไผ่ สีหน้าของเขาเรียบเฉย ทว่าแววตาคมกริบนั้นสะท้อนความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ความดุดันตามวิสัยของคนดูแลไร่ชา
หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาว วางพัดในมือลงบนโต๊ะไม้ไผ่ช้าๆ ความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อหัวไหล่ ตั้งแต่ที่เธอตัดสินใจทิ้งความวุ่นวายจากเบื้องล่างขึ้นมาซ่อนตัวบนยอดเขาเมฆาคล้อยแห่งนี้ นี่คือบททดสอบที่ยากที่สุด—ไม่ใช่การปลูกผักหรือทำอาหาร แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะ "รอคอย" และ "ฟัง" เสียงของธรรมชาติผ่านใบชา
"ฉันแค่กลัวว่าถ้าไฟอ่อนเกินไป กลิ่นของมันจะไม่ซึมลึกพอ" รินรดาเอ่ยเสียงแผ่ว นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย ปลายนิ้วเรียวสัมผัสถ้วยชาอุ่นๆ ที่อาหลางรินทร์ไว้ให้ก่อนหน้านี้ น้ำชาสีทองใสส่งกลิ่นหอมละมุนของดอกหมื่นลี้ผสมผสานกับกลิ่นอายดินหลังฝน
อาหลางเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายเฉพาะตัวของบุรุษผู้เติบโตมากับผืนป่าและไร่ชาลอยมาปะทะจมูก เขาหยิบกาน้ำดินเผาขึ้นมาเทน้ำร้อนลวกใบชาในกาอีกชุดอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งและมั่นคง ราวกับภูเขาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุฝน
"ชาไม่ได้ต้องการความเร่งรีบ เช่นเดียวกับชีวิตของเจ้า... รินรดา" อาหลางวางถ้วยแรกลงตรงหน้าเธอ สายตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานกว้างที่เปิดโล่งรับไอหมอกยามสาย "เจ้าหนีความกดดันจากเมืองกรุงขึ้นมา เพื่อตามหาความสงบ แต่บางครั้ง เจ้าก็ยังเอาความรีบร้อนนั้นติดกระเป๋าขึ้นมาด้วย"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นในใจ รินรดานิ่งงัดไป ภาพเหตุการณ์ในอดีต—กองเอกสารท่วมโต๊ะ เสียงโทรศัพท์มือถือที่แผดเสียงไม่เว้นแต่ละวัน และสายตากดดันจากหัวหน้างาน—ไหลย้อนกลับมาในหัวราวกับฉายภาพยนตร์ เปลวไฟในใจที่เคยคิดว่าดับมอดไปแล้ว กลับถูกสะกิดให้ระอุขึ้นมาอีกครั้งในรูปแบบของความอึดอัดใจ
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาสั่นไหวเล็กน้อย "แล้วฉันควรทำอย่างไรเล่า? อาหลาง... ในเมื่อความสงบที่ฉันตามหามันช่างเปราะบางเหลือเกิน ขยับตัวนิดเดียวก็พังทลายแล้ว"
อาหลางไม่ตอบในทันที เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่เยียวยาบรรยากาศระหว่างกัน เสียงลมพัดยอดสนด้านนอกดังหวีดหวิว ราวกับเสียงกระซิบจากธรรมชาติที่คอยเตือนสติ
"เจ้าไม่ต้องพยายามทำให้มันสงบหรอกครับ" อาหลางวางถ้วยมาลงกระทบโต๊ะเบาๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "แค่ยอมรับว่าตอนนี้มันกำลังพายุเข้า แล้วกอดเข่ารอให้มันผ่านไปก็พอ ชาก็เช่นกัน หากมันถูกคั่วด้วยไฟที่ร้อนรุ่มเกินไป ก็ย่อมขมฝาด แต่ถ้าเราปรับจังหวะให้เข้ากับไฟ... รสชาติที่ได้จะหวานล้ำลึกจนลืมความขมไปเลย"
รินรดานิ่งฟัง หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความร้อนรุ่มค่อยๆ สงบลงตามน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงใจของชายหนุ่ม เธอพยักหน้ารับช้าๆ หยิบพัดใบตองขึ้นมาถือไว้อีกครั้ง คราวนี้มือของเธอไม่สั่นเทา ลมที่พัดโบกเข้าสู่เตาดินเผาถูกควบคุมด้วยจังหวะที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอมากขึ้น กลิ่นหอมหวานของใบชาที่เริ่มคั่วได้ที่ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ปลุกความสดชื่นให้กลับคืนมาอีกครั้ง
บรรยากาศภายในโรงคั่วชาอบอวลไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ไม่ออกจากปากคำพร่ำ and
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่ทางเดินหินนอกเรือนพัก เสียงโวยวายด้วยภาษาถิ่นที่ไม่คุ้นเคยดังแทรกเข้ามา ทำลายบรรยากาศอันรื่นรมย์ในทันที
อาหลางขมวดคิ้วมุ่น วางถ้วยชาในมือลงทันที แววตาที่เคยสงบนิ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังอย่างรวดเร็ว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดสายตามองไปที่ประตูไม้ที่ปิดสนิท
ปัง!
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้รินรดาต้องสะดุ้งสุดตัว
"อาหลาง! ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง! เรื่องที่เราตกลงกันไว้เมื่อวาน แกคิดจะเบี้ยวหรือไง!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับความเงียบสงบและกลิ่นอายของขุนเขาด้วยกันเสมอนะครับ
กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย•ตอนที่ 45
บทที่ 45
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!