"ระวังเท้าด้วยครับรินรดา ตรงร่องหินนั่นตะไคร่น้ำขึ้นหนา ถ้าก้าวพลาดไป มีหวังได้ไถลลงไปเป็นปุ๋ยให้ต้นชาข้างล่างแน่"
เสียงทุ้มต่ำของอาหลางดังขึ้นพร้อมกับมือหยาบกร้านที่ยื่นมาคว้าข้อศอกของผม—ไม่ใช่สิ ของรินรดาไว้แน่น แรงดึงนั้นหนักแน่นและมั่นคงจนผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากฝ่ามือของเขาผ่านเนื้อผ้าเสื้อแขนยาว
รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจของเธอเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความเหนื่อยหอบจากการปีนป่าย แต่เพราะภาพตรงหน้า ก้อนหินที่อาหลางเตือนนั้นปกคลุมด้วยมอสสีเขียวสดดุจกำมะหยี่นุ่ม หากมองผ่านๆ มันดูชวนหลงใหล แต่หากก้าวลงไปเพียงนิด ความลื่นปรื๊ดของมันอาจเปลี่ยนการผจญภัยในวันนี้ให้กลายเป็นฝันร้ายได้ทันที เธอสูดหายใจลึก กลิ่นไอของดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของเฟิร์นป่าเตะจมูก
"ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณมากค่ะอาหลาง" เธอเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นตระหนก สายตาจับจ้องไปที่มือของเขาที่ยังไม่ยอมปล่อย ก่อนจะรีบดึงมือกลับเบาๆ อย่างประหม่า
อาหลางไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวป่ากวาดมองไปรอบพงไม้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ ปลายนิ้วชี้ไปที่โคนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่รากชอนไชไปตามดิน
"เห็นนี่ไหมครับ?" เขาถามพลางใช้นิ้วเขี่ยใบเล็กๆ รูปทรงคล้ายหัวใจที่ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่ริมทาง "นี่คือ 'ผักกูดดอย' รสสัมผัสกรอบและมีความหวานในตัวแบบที่หาซื้อจากตลาดข้างล่างไม่ได้หรอกครับ คนที่นี่มักเก็บมันไปลวกจิ้มน้ำพริกตอนแดดอ่อนๆ กลิ่นมันจะหอมเหมือนยอดอ่อนของต้นชาที่เพิ่งผ่านการคั่วใหม่ๆ"
รินรดาขยับเข้าไปใกล้ เธอโน้มตัวลงมองสิ่งที่อาหลางชี้ให้ดู ความสงสัยในใจที่เคยมีต่อป่าทึบเบื้องหลังไร่ชาเริ่มเปลี่ยนเป็นความหลงใหล เธอไม่ได้มองมันเป็นเพียงวัชพืชอีกต่อไป แต่มองเห็น 'วัตถุดิบ' ที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้โดยไม่ต้องร้องขอ
"มันทานได้จริงๆ หรือคะ?" เธอถามพลางเอื้อมมือไปสัมผัสผิวใบที่เย็นเฉียบ
"ได้สิครับ" อาหลางตอบพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาบดบังแสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ลงมา "แต่ที่น่าสนใจกว่าผักกูด ก็คือสิ่งที่อยู่ถัดจากพุ่มไม้นั่น... คุณลองตามผมมาสิครับ แต่อย่าส่งเสียงดังจนเกินไปนะ"
ทั้งสองเดินลัดเลาะเข้าไปในส่วนลึกของป่าที่ต้นไม้เริ่มเบียดเสียดกันแน่นขนัด บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง รินรดารู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่เขตหวงห้ามของธรรมชาติที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้ำกราย อาหลางหยุดกะทันหันก่อนจะทำสัญญาณมือให้เธอนิ่งสนิท
เขาชี้ไปที่โขดหินกลางลำธารเล็กๆ ที่ตัดผ่านป่า บนโขดหินนั้นมีพืชใบเรียวยาวขึ้นอยู่เป็นกอใหญ่ ดอกสีขาวอมม่วงจางๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้รินรดาตกใจ
สิ่งที่อยู่ตรงนั้น... คือชายชราในชุดเสื้อผ้าป่านเก่าคร่ำคร่า เขากำลังนั่งพึมพำอะไรบางอย่างกับดอกไม้เหล่านั้น มือของเขาไม่ได้ถือมีดหรือตะกร้า แต่เขากำลัง 'สื่อสาร' กับมัน ราวกับว่าพืชพรรณเหล่านั้นรับรู้และตอบรับคำสั่งของเขา
รินรดาเบิกตากว้าง เธอหันไปมองอาหลางเพื่อหาคำอธิบาย แต่สิ่งที่เธอเห็นคือใบหน้าที่เคร่งเครียดและดวงตาที่ฉายแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
อาหลางขยับปากพูดโดยไม่มีเสียง "นั่นคือคนที่ปู่เคยเตือน... คนที่เขาว่ากันว่าหายตัวไปจากหมู่บ้านเมื่อยี่สิบปีก่อน"
ในจังหวะที่หัวใจของรินรดาแทบหยุดเต้น ชายชราคนนั้นก็หยุดการเคลื่อนไหว เขาทิ้งรอยยิ้มประหลาดไว้บนใบหน้า ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองตรงมาที่พุ่มไม้ที่ทั้งสองซ่อนตัวอยู่ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำลายความเงียบจนสิ้น
"ชาหอมหมื่นลี้ไม่ได้มีไว้เพื่อดื่มแก้กระหายอย่างเดียวหรอกนะแม่หนู... แต่มันมีไว้เพื่อชำระล้างความตายที่เจ้ากำลังแบกมาด้วยต่างหาก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้นะครับ
ใบชาหอมหมื่นลี้
กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย•ตอนที่ 4
สมุนไพรริมทาง
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!