"ถ้าเจ้ารินยังเลือกที่จะหมักใบชาชุดนี้ด้วยวิธีเดิม อีกสามวันต่อมา กลิ่นหอมหมื่นลี้ที่อุตส่าห์เก็บเกี่ยวมาตลอดทั้งสัปดาห์จะกลายเป็นเพียงกลิ่นหญ้าไหม้ไฟไร้ราคา"
เสียงทุ้มต่ำของอาหลางดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในโรงคั่วชาโบราณ กลิ่นอายของไอน้ำและใบชาอู่หลงคั่วคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชายหนุ่มไม่ได้หันมามองคู่สนทนา ดวงตาคมกริบยังคงจดจ่ออยู่กับการควบคุมอุณหภูมิของเตาถ่านดินเผา มือใหญ่ที่หยาบกร้านตามประสาคนทำงานไร่ชาพลิกกระด้งไม้ไผ่ด้วยจังหวะที่แม่นยำและมั่นคง
รินรดาชะงักมือที่กำลังถือพู่กันจดบันทึกสมุนไพรลงบนสมุดปกหนัง เธอมองแผ่นหลังกว้างที่สะท้อนกับแสงไฟสีส้มสลัวจากเตาไฟ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลและการปรับตัวบนยอดเขาเมฆาคล้อยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเคยทำให้เธอเกือบถอดใจ แต่เวลานี้ ความรู้สึกเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเงียบงัน หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก
กลิ่นหอมละมุนของใบชาผสมผสานกับกลิ่นดินหลังฝนตกช่วยดึงสติให้เธอกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
"ฉันลองคำนวณความชื้นในอากาศช่วงนี้ดูแล้วนะอาหลาง" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น เธอเดินเข้าไปใกล้เตาถ่าน ปลายนิ้วเรียวสัมผัสเบาๆ ที่ขอบกระด้งไม้ไผ่สาน "ถ้าเราเพิ่มขั้นตอนการนวดคลึงใบชารอบที่สองให้สั้นลงครึ่งหนึ่ง เพื่อรักษาน้ำมันหอมระเหยภายในใบให้คงอยู่ ปัญหาเรื่องกลิ่นหญ้าไหม้ที่นายกังวลน่าจะหมดไป"
อาหลางหยุดมือลงชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว แววตาที่มักจะนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกฉายแววประหลาดใจระคนชื่นชม ความดื้อรั้นและเอาแต่ใจของคนเมืองในวันแรกที่ก้าวขึ้นมาบนยอดเขาแห่งนี้ บัดนี้ได้ถูกขัดเกลาจนเหลือเพียงความละเอียดอ่อนและความเข้าใจในธรรมชาติอย่างถ่องแท้
"เจ้าชักจะเก่งเกินศิษย์คนอื่นๆ ที่เคยขึ้นมาที่นี่เสียแล้วริน" อาหลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง "แต่ทฤษฎีในสมุดของเจ้า จะสู้กลิ่นอายของไฟและดินจริงตรงหน้าได้หรือไม่... เราคงต้องพิสูจน์กันในคืนนี้"
ทั้งสองคนต่างเงียบไป บรรยากาศภายในโรงคั่วชากลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงถ่านไม้ลั่นเปรี๊ยะเบาๆ และเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เป็นภาษาทางใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ผ่านการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ท่ามกลางขุนเขาอันหนาวเหน็บ รินรดาหยิบกาต้มน้ำดินเผาใบเล็กมาวางบนเตาเสริม เติมดอกชาแห้งและรากโสมป่าลงไปต้มเพื่อชงชาสมุนไพรบรรเทาความเหนื่อยล้า
ในขณะที่ไอน้ำสีขาวกำลังพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานไม้เก่าคร่ำคร่า เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความวิเวกของค่ำคืนนี้ที่บริเวณหน้าประตูกระท่อม
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง เป็นจังหวะที่หนักแน่นและแฝงไปด้วยความเร่งร้อน อาหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด มือที่กำลังจะหยิบกระด้งชาชะงักค้างกลางอากาศ บนยอดเขาเมฆาคล้อยแห่งนี้ แทบไม่มีแขกผู้มาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้มานานนับสิบปีแล้ว นอกจากคนในหมู่บ้านด้านล่างที่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ
รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ดึกป่านนี้ ใครกัน..."
อาหลางส่งสัญญาณมือให้เธอยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเดินไปปลดกลอนประตูไม้ด้วยความระมัดระวัง ประตูเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมกันหนาวสีเข้มเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและละอองหมอกหนา ใบหน้าของเขาถูกซ่อนไว้ภายใต้หมวกฮู้ดใบใหญ่
ทันทีที่ชายชราเงยหน้าขึ้นและแสงไฟจากเตาถ่านสาดส่องกระทบใบหน้า อาหลางถึงกับผงถอยหลังไปครึ่งก้าว ดวงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างหาได้ยากยิ่ง ส่วนรินรดาที่ยืนมองอยู่ด้านหลังพลانรู้สึกราวกับลมหายใจสะดุดหยุดลงทันที เมื่อพบว่าแขกยามวิกาลผู้นี้คือบุคคลที่เธอคิดว่าไม่มีวันได้พบเจออีกแล้วบนโลกใบนี้... และเขาคือผู้ที่ถือกุญแจไขความลับทั้งหมดเกี่ยวกับอดีตอันดำมืดของตระกูลเธอ
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับรินรดากล่าวกับอาหลางในบทนี้ด้วยกันนะครับ
ใบชาหอมหมื่นลี้ครับ
กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย•ตอนที่ 41
บทที่ 41
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!