"ใบชาสายพันธุ์นี้ หากคั่วไฟแรงเกินไปเพียงเสี้ยววินาที รสหวานล้ำที่ซ่อนอยู่จะกลายเป็นความขมฝาดทันที... เช่นเดียวกับความจริงในใจของคนเรา รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของอาหลางดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องคั่วชาโบราณ กลิ่นควันจางๆ จากไม้สนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงลอยอวลผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานละมุนของใบชาอู่หลงคั่วไฟกลาง รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าเตาดินเผา สายตาของเธอมองจ้องเปลวไฟสีส้มที่กำลังลุกโชนสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวย มือเรียวที่ถือพัดใบตองแห้งสำหรับควบคุมความร้อนสั่นเทาเล็กน้อย ความกดดันจากเหตุการณ์เมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในความรู้สึก
เธอยังไม่ได้ตอบคำถามนั้น คำถามที่อาหลางเอ่ยขึ้นราวกับล่วงรู้ถึงความลังเลใจที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มมาตลอดหลายสัปดาห์
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงบ่าย พายุฝนฟ้าคะนองบนยอดเขาเมฆาคล้อยได้พัดกระหน่ำอย่างรุนแรงจนตัดขาดเส้นทางคมนาคมหลัก ความโดดเดี่ยวที่เคยเป็นดั่งยารักษาแผลใจให้กับรินรดา กลับกลายเป็นพื้นที่ปิดตายที่บีบให้เธอต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่วิ่งหนีมาไกลนับพันไมล์ จดหมายฉบับนั้น... จดหมายจากสำนักพิมพ์ในเมืองกรุงที่ส่งผ่านคนส่งของขึ้นมาเมื่อวันก่อน พร้อมข้อเสนอให้เธอกลับไปรับตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร พร้อมกับภาระหน้าที่ ความเครียด และวิถีชีวิตที่เธอเคยเกลียดชัง มันวางอยู่บนโต๊ะไม้ในห้องพักอย่างโดดเดี่ยว แต่กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ
รินรดาวางพัดในมือลงบนโต๊ะไม้ไผ่ เสียงกระทบกันเบาๆ ทำลายความเงียบ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ กลิ่นไอน้ำฝนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ข้างนอกผสมกับกลิ่นชาคั่วทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นเล็กน้อย
"คุณอาหลางกำลังจะสื่ออะไรหรือครับ" รินรดาเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความไหว
อาหลางเงยหน้าขึ้นจากกระทะคั่วชา ใบหน้าคมคายมีคราบเขม่าจางๆ และหยาดเหงื่อจากการทำงานหน้าเตาเป็นเวลานาน ดวงตาคมกริบแต่ทว่าอบอุ่นมองตรงมาที่เธอ เขายกกาต้มน้ำดินเผาขึ้นรินน้ำร้อนลงในกาน้ำชาใบเล็ก เสียงน้ำรินกระทบผิวกระเบื้องดัง *ซ่า...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
"ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องจดหมายนั่นหรอกครับ" อาหลางพูดเบาๆ ขณะดันถ้วยชาเซรามิกสีนวลมาตรงหน้าเธอ "ผมหมายถึงใบชาในมือคุณต่างหาก ริน... คุณกำลังถือมันแน่นเกินไป จนใบชาบอบช้ำหมดแล้ว"
รินรดาก้มมองมือตัวเอง เธอกำใบชาแห้งไว้แน่นเสียจนพวกมันแตกละเอียดเป็นผง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดใจ ทั้งกับความอ่อนแอของตัวเองและกับความรู้เท่าทันของชายตรงหน้า
"บางที... การอยู่บนภูเขานี้อาจเป็นแค่การหลบหนีชั่วคราวของฉันก็ได้นะคะ อาหลาง" รินรดาเผลอหลุดคำพูดที่อัดอั้นออกมา สายตาเธอมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กที่มองเห็นหมอกหนาทึบทอดตัวยาวปกคลุมไร่ชาขั้นบันได "ข้างล่างนั่น... มีคนที่รอคำตอบ มีงานที่ยังค้างคา และมีชีวิตที่ฉันสร้างมันขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อ แม้ว่ามันจะเกือบทำลายฉันก็ตามที"
อาหลางไม่1ตอบทันที เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ลิ้มรสชาติฝาดนิดๆ แต่ตามด้วยความหวานชุ่มคอยาวนาน ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เขาจะวางถ้วยลงอย่างนุ่มนวล
"การหลบหนีไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอกครับ ริน" เสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด "ต้นชาบนยอดเขานี้ก็ต้องเผชิญกับลมหนาวรุนแรงและพายุฝนในยามค่ำคืนเช่นกัน พวกมันไม่ได้สู้รบปรบมือกับพายุ แต่มัน 'น้อมรับ' และ 'หยั่งราก' ให้ลึกขึ้นเพื่อความอยู่รอด... คุณไม่ได้หนีปัญหาหรอกครับ คุณแค่กำลังหาจังหวะเวลาที่จะเติบโต"
คำพูดเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งของชายหนุ่มราวกับกระแสลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามาในจิตใจที่ร้อนรุ่ม รินรดานิ่งงัน เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของอาหลาง ที่ซึ่งมีความจริงใจและความเข้าใจอย่างแท้จริงสะท้อนอยู่ ไม่มีคำตัดสิน ไม่มีข้อผูกมัด มีเพียงพื้นที่ปลอดภัยที่เขามอบให้เธอมาโดยตลอด
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงและหัวใจของรินรดากำลังจะสงบลงนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งลุยน้ำค้างและโคลนตมก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าบ้านพัก เสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ตามด้วยเสียงทุบประตูดังลั่น
*ปัง! ปัง! ปัง!*
"คุณอาหลาง! คุณรินรดา!แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนของ "อาเฉิน" เด็กหนุ่มผู้ช่วยในไร่ดังแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือด เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยโคลน
อาหลางขมวดคิ้วเข้มทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นอายความสุขุมรอบคอบแผ่ออกมาจากตัวเขาทันที "เกิดอะไรขึ้น อาเฉิน ตั้งสติแล้วค่อยๆ พูด"
อาเฉินพยายามหอบหายใจเข้าปอดเพื่อกอบโกยอากาศ ก่อนจะชี้มือออกไปทางแนวป่าสนเบื้องล่างด้วยมือที่สั่นเทา "สะ...สะพานแขวนข้ามหุบเขา... ขาดแล้วครับ! แรงพายุเมื่อคืนทำให้เสาหลักหักโค่น และที่สำคัญ... มีคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งกำลังขึ้นมาทางเส้นทางสำรองเก่าแก่... คนพวกนั้น... พวกเขากำลังตามหาคุณรินรดาครับ!"
รินรดาหน้าถอดสี หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม เส้นทางสำรองเก่าแก่ที่ว่าคือทางเดินแคบๆ เลียบหน้าผาสูงชันที่อันตรายยิ่งนัก และในสภาพอากาศที่หมอกลงจัดเช่นนี้ การเดินทางขึ้นมาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เว้นแต่ว่า...
ก่อนที่รินรดาจะได้คิดวิเคราะห์อะไรต่อ อาเฉินก็พูดประโยคถัดมาที่ทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ
"คนที่นำทางกลุ่มนั้นขึ้นมา... คือ 'คุณภาคิน' อดีตคู่หมั้นของคุณรินรดาเองครับ!"
รินรดานิ่งค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ กลิ่นหอมของชาในห้องคั่วพลันจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความหนาทึบของหมอกและเงาลึกลับของอดีตที่ตามมาหลอกหลอนถึงยอดเขา
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับความเงียบสงบและกลิ่นอายของขุนเขาด้วยกันเสมอนะครับ
ใบชาหอมหมื่นลี้
กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย•ตอนที่ 47
บทที่ 47
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!