"รินรดา อย่าเพิ่งรีบเทกากน้ำตาลลงไปทั้งหมดแบบนั้น ถ้าเธออยากให้ผืนดินยอมรับสิ่งที่เธอหยิบยื่นให้ เธอต้องเรียนรู้วิธีการ 'ประนีประนอม' กับมันก่อน"
อาหลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าสายตาคมกริบของเขาจับจ้องมาที่มือของผมที่กำลังถือกระปุกกากน้ำตาลค้างไว้เหนือถังหมักพลาสติกขนาดใหญ่ เขาค่อยๆ วางไม้พายในมือลงบนขอบถัง ก่อนจะเอื้อมมือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาแตะข้อมือผมเบาๆ เป็นเชิงให้หยุด
ผมชะงัก ลมหายใจสะดุดเล็กน้อย กลิ่นจางๆ ของใบชาตากแห้งและกลิ่นดินหลังฝนตกที่อบอวลอยู่รอบตัวอาหลางทำให้ผมรู้สึกถึงความลึกซึ้งบางอย่างที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก
"การหมักสมุนไพร ไม่ใช่แค่การเอาของเน่าเสียมาวางรวมกันเพื่อไล่แมลงนะครับรินรดา" เขาหยิบชิ้นส่วนของสมุนไพรสด ทั้งขมิ้นชัน ใบสะเดา และบอระเพ็ดที่เตรียมไว้ขึ้นมาพิจารณา "มันคือการถ่ายทอดพลังงานจากพืชที่แข็งแกร่งที่สุดในไร่ ลงไปสู่ผืนดินที่กำลังเหนื่อยล้า หากเธอใจร้อน ทุกอย่างที่หมักไว้ก็จะกลายเป็นแค่ขยะมีกลิ่นที่ทำลายรากพืชเสียเปล่าๆ"
ผมวางกระปุกกากน้ำตาลลงช้าๆ พลางเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผมด้วยหลังมือ อากาศบนยอดเขาเมฆาคล้อยในยามบ่ายมักจะเย็นสบาย แต่การทำงานกับอาหลางมักทำให้ผมรู้สึกร้อนผ่าวไปถึงหัวใจ ความละเอียดอ่อนที่เขาใส่ลงไปในทุกขั้นตอนของชีวิต ทำให้คนทำงานออฟฟิศอย่างผมต้องหันกลับมาทบทวนว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเคย 'ใส่ใจ' อะไรอย่างจริงจังขนาดนี้บ้างหรือไม่
"แล้วต้องทำอย่างไรครับ ถึงจะเรียกว่าการประนีประนอม?" ผมถามพลางสบตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงข้าม
อาหลางไม่ตอบทันที เขาหยิบน้ำส้มควันไม้ที่เตรียมไว้เทผสมลงไปในถังอย่างช้าๆ จังหวะการไหลของของเหลวสีเข้มนั้นนิ่งสนิท ราวกับเขากำลังร่ายมนตร์ "เริ่มจากการฟังเสียงของมันก่อน รินรดา ลองก้มลงไปดมสิ"
ผมโน้มตัวลงไปใกล้ปากถัง กลิ่นหมักที่ควรจะฉุนกึกกลับกลายเป็นกลิ่นหอมเปรี้ยวจางๆ ผสมกับกลิ่นสมุนไพรสดที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างประหลาด มันไม่ใช่กลิ่นเหม็นเน่า แต่มันคือกลิ่นของ 'การเปลี่ยนแปลง' ที่กำลังดำเนินไปอย่างช้าๆ
"มันเหมือนกับชีวิตคนเราเลยนะครับ" อาหลางพูดต่อโดยไม่หันมามอง "บางช่วงเวลาเราก็ต้องหมักตัวเองไว้ในความเงียบ รอเวลาให้สิ่งที่แย่ในตัวเราสลายไป เพื่อให้ตัวตนที่แข็งแกร่งขึ้นงอกงามออกมาจากความว่างเปล่า"
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาแทงทะลุเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจที่ผมพยายามปกปิดเอาไว้จากการหนีชีวิตวุ่นวายมาที่นี่ อาหลางรู้ดีว่าผมไม่ได้ขึ้นมาเพื่อปลูกผักเพียงอย่างเดียว แต่ผมขึ้นมาเพื่อรอวันที่จะผลิใบอีกครั้งหลังจากที่เคยร่วงโรยจากโลกภายนอก
"ผมเข้าใจแล้วครับ" ผมพึมพำ ก่อนจะเริ่มลงมือคลุกเคล้าสมุนไพรเหล่านั้นด้วยไม้พายอย่างเบามือ ผมทำตามที่อาหลางสอนทุกกระเบียดนิ้ว ความรู้สึกที่ได้สัมผัสถึงความเปียกชื้นของสมุนไพร ความเหนียวหนืดของกากน้ำตาล และจังหวะของการหมุนไม้พาย ทำให้จิตใจของผมสงบลงอย่างประหลาด
เราสองคนทำงานกันเงียบๆ ท่ามกลางเสียงนกร้องแว่วมาจากพุ่มไม้ไกลๆ จนกระทั่งแดดร่มลมตก กองงานตรงหน้าก็เสร็จสิ้น อาหลางหยิบผ้าขนหนูผืนเก่ามาซับเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันเป็นสายตาที่ดูอ่อนโยนขึ้น แต่แฝงไปด้วยความกังวลบางอย่างที่ผมไม่อาจคาดเดา
"พรุ่งนี้เช้า... อย่าเพิ่งขึ้นมาที่โรงคั่วชาแต่เช้านะ" อาหลางพูดขึ้นกะทันหัน
ผมชะงักมือที่กำลังเก็บอุปกรณ์ "ทำไมหรือครับ? หรือว่ามีงานด่วน?"
อาหลางนิ่งไปครู่ใหญ่ เขามองไปทางเส้นทางลงเขาที่มืดมิดลงเรื่อยๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "มีคนจากไร่ทางทิศใต้กำลังขึ้นมาหาเธอ เขาไม่ได้มาเพื่อซื้อชา... และเขาก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเธอด้วย"
หัวใจของผมเต้นกระตุกอย่างรุนแรงทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ความสงบที่เพิ่งสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา ขณะที่เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยอย่างประหลาดดังแว่วมาตามลมจากทางทิศใต้ เหมือนเสียงของคนที่ผมพยายามลบออกจากความทรงจำมาโดยตลอดทั้งปี
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับผมในตอนนี้นะครับ
ใบชาหอมหมื่นลี้
กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย•ตอนที่ 10
น้ำหมักชีวภาพสูตรลับ
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!