“เจ็ดสิบห้าหยวน... นี่มันเงินเดือนทั้งปีของคนงานโรงงานแป้งหมี่เชียวนะคะ!”
เสียงกระซิบสั่นเครือด้วยความตื่นระทึกของหลินฟางเซียนดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องเก็บฟืน ร่างบางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นดินอัดแน่น แสงไฟตะเกียงดวงเล็กริบหรี่สะท้อนใบหน้าเนียนละเอียดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อบาง ๆ จากความเหนื่อยล้า แต่ดวงตากลับเปล่งประกายเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ในอ้อมกอดของนางคือห่อผ้าดิบหยาบที่เปิดออกเผยให้เห็นธนบัตรเหรินหมินปี้ปึกใหญ่ ทั้งแบงก์สิบหยวน แบงก์ห้าหยวน และเศษเหรียญโลหะจำนวนมากที่คละเคล้ากันอยู่
นี่คือผลกำไรก้อนแรกจากตลาดมืดเมื่อยามวิกาล บะหมี่แห้งสูตรพิเศษคลุกเคล้ากับน้ำมันพริกหอมกรุ่นในมิติลับของนาง ถูกกวาดซื้อจนเกลี้ยงหาบในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ความขาดแคลนในยุค 70-80 ทำให้สินค้ากินได้กลายเป็นของล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ หลินฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กลิ่นอายของความสำเร็จหอมหวานราวกับแป้งทอดกรอบเพิ่งออกจากเตา
“ระวังหน่อย อย่าส่งเสียงดังไป คนข้างบ้านอาจจะยังไม่นอนนะคะ”
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเก็บฟืน โจวอี้เฉินก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชิดราวกับเสือดาว ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวทหารกวาดสายตามองภรรยาคนสวยด้วยแววตาที่ฉายความอ่อนโยนและภาคภูมิใจลึก ๆ มือหนายื่นผ้าขนหนูสะอาดส่งให้พร้อมกับเอ่ยต่อ
“เจ้าไปเสี่ยงอันตรายในตลาดมืดคนเดียว คราวหน้า... ต้องให้พี่ไปด้วย เข้าใจไหมคะ?”
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้น ส่งค้อนวงงามให้สามีผู้ขี้หึงเป็นทุนเดิม แม้ปากจะบอกว่าห่วงความปลอดภัย แต่สายตาที่มองมานั้นแทบจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งตัว นางเชิดปลายจางขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงใส
“ถ้าท่านพี่ไปด้วย มีหวังทหารตรวจการณ์แถวตรอกซอกซอยได้วิ่งไล่จับเราทั้งคู่กันพอดีค่ะ ข้าเอาตัวรอดเก่งจะตายไป อีกอย่าง... ท่านดูนี่เสียก่อนนะคะ”
นางหยิบธนบัตรปึกใหญ่ขึ้นมาโบกตรงหน้า โจวอี้เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาไม่ได้สนใจตัวเงินมหาศาลตรงหน้าเท่ากับประกายความมั่นใจและรอยยิ้มเจิดจ้าบนใบหน้าของภรรยา สำหรับนายทหารหนุ่มผู้เติบโตมาในค่ายทหารที่เคร่งครัด ความสุขของฟางเซียนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต
“เก่งมากค่ะ ภรรยาของโจวอี้เฉินร่ำรวยเสียแล้ว แบบนี้... เราจะเอาเงินไปทำอะไรก่อนดีล่ะคะ?” มือหนาเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อออกจากแก้มเนียนอย่างเบามือ สัมผัสอบอุ่นนั้นทำให้หัวใจของฟางเซียนกระตุกวูบ
“อย่างแรกเลยนะคะ... เราต้องซื้อแป้งสาลีชั้นดี เนื้อหมูสามชั้นติดมัน และน้ำตาลทรายแดงมาตุนไว้ในมิติลับให้เต็มที่ ข้าจะทำซาลาเปาไส้ทะลักกับเค้กไข่โบราณออกมาขายเพิ่ม ยุคนี้ต่อให้มีเงิน แต่ถ้าไม่มีเส้นสายหรือวัตถุดิบ ก็ซื้อของดีไม่ได้หรอกค่ะ”
ฟางเซียนวางแผนอย่างฉับไว สมองอันปราดเปรื่องของเชฟอัจฉริยะคำนวณต้นทุนและกำไรในหัวอย่างรวดเร็ว เงินเจ็ดสิบห้าหยวนนี้ไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้น แต่มันคือสะพานที่จะพาครอบครัวของพวกเขาก้าวพ้นจากความยากจนข้นแค้นและสายตารดูถูกเหยียดหยามของคนในตระกูลโจว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุขและความหวานชื่นของการนับเงิน เสียงทุบประตูกระแทกกระทั้นจากด้านนอกบ้านก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน!
*ปัง! ปัง! ปัง!*
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ว่าพวกเจ้าแอบซุกซ่อนอะไรกันอยู่ข้างใน ดึกดื่นป่านนี้ยังมีกลิ่นอาหารลอยออกมาจากบ้านพวกแกอีก ช่างไม่เกรงใจพี่ป้าน้าอาเอาเสียเลย เปิดประตูเดี๋ยวนี้ หลินฟางเซียนนังตัวดี!”
เสียงแหลมปรี๊ดของสะใภ้ใหญ่ป้าสะใภ้จอมสูบเลือดดังแผดทะลุความเงียบสงบยามวิกาลเข้ามาจนสะเทือน โจวอี้เฉินหุบยิ้มทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อทหารแน่นหนาขึ้นเล็กน้อย
ฟางเซียนรีบกวาดเงินทั้งหมดซ่อนลงในซอกมิติลับทันที ใบหน้างามฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง นางยิ้มเยาะที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว
“มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะคะ... หมาป่าจมูกไวกลุ่มนี้ คงไม่ได้กลิ่นเงินในมือเราหรอกกระมังคะ?”
โจวอี้เฉินหันมามองภรรยา เอื้อมมือไปกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบเบา ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นและทรงพลัง
“รอก่อนนะคะ... ให้สามีคนนี้จัดการแม่มดเฒ่าพวกนั้นเองค่ะ”
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นไปกับกำไรก้อนแรกของฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!)
แม่ค้ามิติลับกับสามีขี้หึงในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 9
กำไรก้อนแรก
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้ามิติลับกับสามีขี้หึงในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!