แม่ค้ามิติลับกับสามีขี้หึงในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 10

สามีผู้ปกป้อง

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
"ถ้าพวกแกยังไม่อยากกระดูกหักกลับบ้านไป ก็ไสหัวออกไปจากหน้าแผงค้าของภรรยาฉันซะ!" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนสะท้อนก้องไปทั่วตรอกแคบๆ ของตลาดมืดในยุคแปดสิบดังขึ้น ตัดผ่านความโกลาหลและความตกใจของฝูงชนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ราวกับมีคมมีดกรีดผ่านอากาศ โจวอี้เฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลินฟางเซียน ร่างกายกำยำในชุดเสื้อแจ็กเกตสีเขียวขี้ม้าของทหารปลดประจำการแผ่ไอสังหารและความน่าเกรงขرامออกมาอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจ้องมองกลุ่มอันธพาลท้องถิ่นสามคนที่กำลังล้อมกรอบแผงขายซาลาเปาทอดและหมูพะโล้ของนางด้วยแววตาดุดัน ฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก1 เพื่อเรียกสติ นางเพิ่งจะปิดการขายซาลาเปาล็อตสุดท้ายให้กับลูกค้าขาประจำไปหมาดๆ เงินหยวนและคูปองอาหารในกระเป๋าคาดเอวยังอุ่นอยู่เลย แต่ไม่คิดว่าพวกอันธพาลเจ้าถิ่นที่จ้องจะรีดไถค่าคุ้มครองจะโผล่หัวมาไวขนาดนี้ แถมยังทำท่าจะปัดข้าวของเครื่องใช้ในมิติลับที่นางแอบเอาออกมาขายจนเสียหายอีกด้วย "โอ๊ะโฮ! ไอ้หนุ่มนี่มาจากไหนวะ หน้าตาไม่คุ้นเลยนี่หว่า ใหญ่มาจากไหนถึงกล้ามาสั่งพวกข้า!" หัวหน้าแก๊งอันธพาลที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดที่มุมปาก หัวเราะเยาะในลำคอ มันกวาดสายตามองชุดมอซอแต่รูปร่างสูงใหญ่สง่างามของโจวอี้เฉินด้วยความดูถูก ก่อนจะหันไปมองฟางเซียนแล้วแสยะยิ้มหื่นกระหาย "เมียแกสินะ หน้าตาสะสวยไม่เบา ถึงว่าล่ะกล้ามาเปิดแผงค้าแข่งกับคนอื่นในเขตนี้ ถ้างั้น... ค่าคุ้มครองวันนี้เพิ่มเป็นสองเท่า หรือไม่ก็ให้เมียแกไปนั่งดื่มเป็นเพื่อนพวกข้าสักคืน เรื่องนี้ถึงจะจบ!" สิ้นคำพูดสกปรกนั้น บรรยากาศรอบตัวก็คล้ายจะลดฮวบลงจนติดลบ ฟางเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางกำลังจะหยิบขวดสเปรย์พริกไทยที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อเพื่อสั่งสอนไอ้สารเลวพวกนี้สักตั้ง แต่มือเรียวยังไม่ทันได้ขยับ โจวอี้เฉินก็เคลื่อนไหวเสียก่อน เร็วเสียยิ่งกว่าเสือดาวที่ตะครุบเหยื่อ! ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าไปประชิดตัวหัวหน้าอันธพาลในเสี้ยววินาที มือหนาคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของอีกฝ่ายแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนหน้าหงาย เสียงกระดูกกระทบกันดังกร๊อบท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของฝูงชน อี้เฉินไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เข่าแกร่งกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของมันเต็มแรง จนร่างที่สูงใหญ่กว่าร้อยชุ่นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น สำรอกน้ำย่อยออกมาเป็นทางสีเหลืองขุ่น "อั๊ก... แค่ก! แก... มึง..." ลูกน้องอีกสองคนเห็นหัวหน้าถูกจัดการในพริบตาเดียวก็หน้าซีดเผือด สติหลุดกระเจิงด้วยความกลัว หนึ่งในนั้นหยิบมีดพกสั้นขึ้นมาหมายจะแทงสวนกลับด้วยความบ้าบิ่น "ระวังค่ะอี้เฉิน!" ฟางเซียนร้องเตือนด้วยความตกใจ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่นายทหารหนุ่มผู้ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนไม่มีทางพลาดท่าให้โจรกระจอก อี้เฉินเบี่ยงตัวหลบคมมีดได้อย่างงดงามราวกับสายน้ำไหล ก่อนจะใช้สันมือฟาดเข้าที่ข้อมือของมันอย่างแม่นยำจนมีดหลุดร่วงกระเด็นตกลงพื้น ตามด้วยลูกเตะก้านคอที่ทรงพลัง ส่งร่างของอันธพาลคนที่สองกระเด็นไปชนลังไม้ข้างทางพังระเนระนาดหมดสภาพ ความเงียบสงบเข้าปกคลุมตรอกตลาดมืดชั่วขณะ ทุกสายตาต่างจดจ้องมองชายหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยความหวาดกลัวและทึ่งในคราวเดียวกัน ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดังด้วยซ้ำ อี้เฉินปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าของตนเองด้วยท่าทีเยือกเย็นราวกับเมื่อครู่นี้เขาแค่ปัดแมลงวัน ไม่ใช่เพิ่งซัดคนจนนวมไปสองคน เขาก้มลงมองหัวหน้าแก๊งที่นอนโอ๊ดโอยกุมท้องอยู่แทบเท้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ "จำหน้าฉันเอาไว้ให้ดี สามีของหลินฟางเซียน... ถ้าพวกแกกล้ามาเหยียบแถวนี้อีก หรือกล้าแม้แต่จะชายตามองภรรยาฉันด้วยสายตาต่ำทรามแบบเมื่อครู่ คราวหน้าจะไม่ใช่แค่กระดูกหักแน่ แต่ฉันจะส่งพวกแกไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลรกร้างท้ายหมู่บ้านตลอดชีวิต ไสหัวไป!" สิ้นเสียงคำรามนั้น สองอันธพาลที่เหลือก็รีบพยุงหัวหน้าของมันวิ่งหนีหายลับไปจากตรอกอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางเสียงปรบมือเบาๆ และเสียงซุบซิบชื่นชมจากพ่อค้าแม่ขายรอบข้างที่ต่างสะใจไม่แพ้กัน ฟางเซียนผ่อนลมหายใจยาวเหยียด นางรีบเดินเข้าไปหาผู้เป็นสามี สำรวจเนื้อตัวเขาด้วยความห่วงใย "คุณ... เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ ไหนบอกว่าไปช่วยผู้กองเกาซ่อมรถที่กองพันไม่ใช่เหรอ?" อี้เฉินหันกลับมามองภรรยา ความเย็นชาในแววตาสลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นและประกายความห่วงใยที่ลึกซึ้ง เขายื่นมือหนามาปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มให้นางอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นๆ นั้นทำให้หัวใจของฟางเซียนเต้นไม่เป็นจังหวะ "ซ่อมเสร็จเร็วกว่ากำหนดน่ะครับ..." อี้เฉินตอบเสียงนุ่ม แววตาฉายแววดุเล็กน้อยเมื่อมองสำรวจภรรยาคนสวย "ผมเป็นห่วงคุณ กลัวว่าเอาของมาขายคนเดียวแล้วจะโดนคนรังแก... เลยรีบเดินตามมาดูให้แน่ใจ โชคดีที่มาทันเวลา ไม่อย่างนั้นผมคงให้อภัยตัวเองไม่ได้แน่" ฟางเซียนเม้มปากเล็กน้อย รู้สึกซาบซึ้งใจจนบรรยายไม่ถูก ผู้ชายคนนี้มักจะแสดงความรักผ่านการกระทำเสมอ แม้ปากจะไม่ค่อยหวาน แต่การปกป้องนางด้วยชีวิตเช่นนี้มีค่ามากกว่าคำพูดเป็นร้อยเป็นพันคำ "คุณนี่นะ... ทำเป็นเก่งไปได้ เกิดพวกมันมีอาวุธซ่อนอยู่ล่ะคะ จะทำยังไง?" นางเอ็ดเขาเบาๆ แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยรอยยิ้ม "ต่อให้พวกมันมีมากกว่านี้ ผมก็ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายภรรยาของผมเด็ดขาดครับ" อี้เฉินยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูภรรยาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชวนใจสั่น "ว่าแต่... วันนี้ค้าขายเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แถมยังเจอเรื่องวุ่นวายอีก กลับบ้านกันเถอะครับ ผมจะนวดไหล่ให้คุณเอง" ฟางเซียนหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที นางตีแขนเขาเบาๆ แก้เขิน "พูดอะไรก็ไม่รู้ คนตั้งเยอะแยะ..." อี้เฉินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เข้มแข็ง น่าเกรงขرامต่อหน้าศัตรู แต่กลับอ่อนโยนและขี้อ้อนกับภรรยาเพียงคนเดียว สองสามีภรรยาช่วยกันเก็บข้าวของที่เหลือลงตะกร้าไม้อย่างรวดเร็ว เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเพื่อพักผ่อนจากความเหน็ดเหนื่อยในค่ำคืนนี้ ทว่า... ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวพ้นปากตรอกแคบๆ เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านพักในกองพัน ร่างเงาของใครบางคนก็ก้าวออกมาจากมุมมืดของเสาไฟฟ้าริมถนน ดวงตาคู่คมจดจ้องมองแผ่นหลังของฟางเซียนและอี้เฉินด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความริษยาและความลับบางอย่างที่ถูกเก็บงำไว้มานานนับปี "หึ... หลินฟางเซียน นึกไม่ถึงเลยนะว่าสามีทหารบ้านนอกที่แกแต่งงานด้วย จะมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้... แต่ความลับเรื่องมิติลับของแก ถึงเวลาที่ฉันจะต้องกระชากมันออกมาให้คนทั้งกองพันได้เห็นแล้วล่ะ!" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นไปกับการปกป้องสุดเท่ของพี่อี้เฉินนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้ามิติลับกับสามีขี้หึงในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%