เสียงกระแทกชามกระเบื้องเคลือบสีหม่นลงบนโต๊ะไม้ไผ่ดัง *“เพล้ง!”* จนน้ำต้มผักกาดปนมันหมูไม่กี่หยดกระเซ็นโดดเด่นอยู่บนหลังมือเหี่ยวย่นของแม่สามี นางจางถูสะบัดหน้าพรืด ดวงตาตี่เล็กจ้องเขม็งมาที่หลินฟางเซียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เสียงแหลมสูงตวัดขึ้นทันทีไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ฟางเซียน! เจ้าคิดว่าบ้านเราเป็นโรงทานหรือไร! ข้าวสารในถังเหลือไม่ถึงครึ่งกระสอบแล้ว ลูกสะใภ้บ้านอื่นเขาออกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวตากแดดจนตัวดำปี๋ แต่นี่เจ้ากลับขังตัวเองอยู่ในห้องครัว ออกมาอีกทีก็มีแต่กลิ่นน้ำมันหมูโชยออกมาจากไหนไม่รู้ เจ้าเอาข้าวของในบ้านไปแอบขายใช่ไหม ถึงได้มีปัญญาซื้อน้ำตาลทรายแดงมาต้มน้ำขิงให้พี่รองของเจ้าดื่มเมื่อวาน!”
บรรยากาศในลานบ้านตระกูลโจวอึมครึมลงในพริบตา เสียงซุบซิบของเพื่อนบ้านที่เดินผ่านรั้วไม้ไผ่เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงลมหนาวปลายฤดูที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องว่างของฝาผนังดินเหนียว
หลินฟางเซียนไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางะตะหลิวเหล็กในมือลงบนเตาถ่านอย่างใจเย็น เช็ดมือที่เปื้อนคราบแป้งสาลีด้วยผ้าสะอาดช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาแม่สามีตรงๆ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความเยือกเย็นและเฉียบคมที่ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ
“แม่พูดเช่นนี้ไม่ยุติธรรมกับข้าเลยนะคะ” น้ำเสียงของฟางเซียนราบเรียบ แต่นุ่มนวลกังวานจนทุกคนในบ้านต้องเงี่ยหูฟัง “ข้าวสารครึ่งกระสอบที่แม่ว่า เป็นส่วนที่พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่แอบเอาไปซ่อนไว้ใต้เตียงเพื่อเตรียมส่งให้บ้านเดิมของท่านแม่เมื่อสัปดาห์ก่อนต่างหากล่ะคะ ส่วนน้ำตาลทรายแดงนั่น... เป็นของที่สหายในกองทัพของพี่อี้เฉินฝากมาให้ข้าบำรุงร่างกาย เพราะเกรงว่าข้าจะทนทำงานหนักในบ้านนี้จนล้มป่วยไปเสียก่อน... หรือแม่คิดว่า ของเหล่านี้ควรถูกยึดไปแจกจ่ายให้บ้านตระกูลจางของแม่จนหมดสิ้น ถึงจะเรียกว่าลูกสะใภ้กตัญญู?”
“E-ตัวดี! เจ้ากล้าเถียงข้าหรือ!” แม่สามีหน้าดำคร่ำเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นางหันไปโวยวายใส่สามีที่นั่งสูบไปป์หน้าตาเฉย “คุณผู้ชาย ท่านดูเอาเถอะ! สะใภ้สามคนนี้ปีกกล้าขาแข็งขึ้นทุกวันแล้ว นางไม่เห็นหัวข้าที่เป็นแม่ย่าแล้ว ท่านยังจะนิ่งดูดายอยู่อีกหรือ!”
โจวเฉวียน พ่อสามีผู้มักทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนเงยหน้าขึ้นจากไปป์ไม้ไผ่ ควันสีเทาลอยโขมงจนมองไม่เห็นแววตา “พอได้แล้ว! เสียงดังโวยวายอายชาวบ้านเขาทำไม” เขาตวาดเสียงต่ำ แต่ไม่ได้เข้าข้างภรรยาเต็มที่นัก เนื่องจากช่วงนี้ตระกูลโจวเริ่มฝืดเคืองจริงๆ ประกอบกับเงินเดือนทหารที่โจวอี้เฉินส่งกลับมาบ้านนั้น... พักหลังมานี้มันถูกหักลดลงด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในบ้านที่รู้ความจริง
ในจังหวะนั้นเอง โจวอี้เฉินที่เพิ่งเดินกลับมาจากแปลงนา ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีเขียวทหารที่ค่อนข้างเก่าและมีรอยปะชุน ก้าวเข้ามาหยุดยืนบังหน้าภรรยาตัวเล็กของเขาไว้ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบวงสนทนาด้วยรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาตามสัญชาตญาณของนายทหารผ่านศึก
“เงินเดือนของผม... ผมเป็นคนจัดการเองทั้งหมด” โจวอี้เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนทุกคนในลานบ้านเงียบกริบ “หากแม่ต้องการให้พวกเราแยกออกไปหาเลี้ยงชีพกันเองตามกำลังความสามารถ ผมกับฟางเซียนก็ไม่มีปัญหาอันใด”
คำว่า *‘แยกบ้าน’* หลุดออกมาจากปากของบุตรชายคนรองราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาว แม่สามีอ้าปากค้าง ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ที่แอบฟังอยู่หลังประตูถึงกับหน้าถอดสี เพราะนั่นหมายความว่าพวกนางจะต้องรับผิดชอบงานในเรือนและค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดโดยไม่มีฟางเซียนคอยแบกรับงานหนักและแอบหาของป่ามาจุนเจืออีกต่อไป!
“แยกบ้านงั้นรึ! พ่อแกดูรึ ลูกอกตัญญูพวกนี้มันคิดจะเนรคุณพ่อแม่แล้ว!” แม่สามีโวยวายตีโพยตีพายลงไปนั่งกับพื้นดิน ทุบอกชกตัวเสียงดังลั่นบ้านเพื่อเรียกร้องความสนใจจากชาวบ้านละแวกใกล้เคียง
ทว่า หลินฟางเซียนกลับแย้มยิ้มบางเบา นางก้าวออกมาจากด้านหลังของสามี มือเรียวบางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนข้อตกลงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งนางแอบร่างไว้เสร็จสรรพตั้งแต่เมื่อคืนในมิติลับ
“หากแม่คิดว่าพวกเราอยู่ร่วมกันแล้วสร้างความอึดอัดใจให้ทุกฝ่าย การแยกบ้านคือทางออกที่ดีที่สุดค่ะ” ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ “ตามกฎของคอมมูนและหมู่บ้าน หากบุตรชายแต่งงานและต้องการแยกครัวเรือน ข้าวของและที่ดินส่วนแบ่งจะต้องเป็นธรรม... พวกเราขอเพียงที่ดินแปลงท้ายหมู่บ้านที่รกร้างหนึ่งไร่ กับเสบียงอาหารสัดส่วนของพวกเราเองเป็นเวลาสามเดือน ท่านพ่อ... ท่านคิดว่ายุติธรรมดีหรือไม่คะ?”
โจวเฉวียนขมวดคิ้วมุ่น ที่ดินแปลงท้ายหมู่บ้านนั้นแห้งแล้งและเพาะปลูกยาก แทบจะเรียกว่าเป็นดินเค็มที่ไม่มีใครอยากได้ การให้ที่ดินตรงนั้นกับบ้านรองก็เท่ากับการไล่พวกเขาไปตายทางอ้อม แต่ในขณะเดียวกัน หากยื้อไว้ มีหวังความลับเรื่องที่สะใภ้ใหญ่แอบเอาเงินส่วนกลางไปจุนเจือพี่ชายฝั่งบ้านเดิมอาจจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางวงประชุมหมู่บ้านเป็นแน่
มือหยาบกร้านของพ่อสามีเอื้อมไปหยิบพู่กันขนนกเก่าๆ ขึ้นมาจุ่มหมึกสีดำ แล้วจรดลงบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างไร้ทางเลือก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโวยวายอย่างไม่ยินยอมของแม่สามีที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ
เมื่อลายเซ็นและรอยนิ้วมือประทับลงบนกระดาษเสร็จสิ้น โจวอี้เฉินก็เอื้อมมือมาโอบไหล่ภรรยาของเขาไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาส่งผ่านเนื้อผ้าหนาเข้ามาถึงหัวใจของฟางเซียน นางเงยหน้าสบตากับสามี รอยยิ้มแห่งชัยชนะซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบเสงี่ยม
พวกเขาย้ายข้าวของเครื่องใช้เพียงไม่กี่ชิ้นมายังบ้านดินหลังเก่าทรุดโทรมที่ท้ายหมู่บ้าน ทันทีที่ประตูปิดลงและพ้นสายตาจากผู้คน หลินฟางเซียนก็พลิกมือเบาๆ ในมิติลับ เนื้อหมูสามชั้นติดมันสีแดงสดกลิ่นหอมกรุ่นที่แอบเก็บไว้จากการค้าขายในตลาดมืดเมื่อคืนก่อน ก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะไม้ตัวเล็ก พร้อมกับแป้งสาลีเนื้อเนียนละเอียดและขวดซีอิ๊วขาวชั้นดี
กลิ่นหอมเย้ายวนของเนื้อตุ๋นซีอิ๊วสูตรลับเฉพาะตัว ค่อยๆ ลอยฟุ้งทะลุผ่านหน้าต่างไม้เก่าๆ ออกไปอบอวลทั่วบริเวณท้ายหมู่บ้านที่เงียบสงบในยามพลบค่ำ...
แต่ในขณะที่ฟางเซียนกำลังจะตักน้ำซุปอุ่นๆ ให้สามีดื่มเพื่อฉลองการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างเป็นอิสระนั้นเอง เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่นและไร้มารยาท... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ตามมาด้วยเสียงทุบประตูโครมใหญ่ พร้อมกับเสียงตะโกนแหบพร่าของบุคคลที่ไม่ควรจะมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ในยามวิกาล—*“เปิดประตู! ยัยตัวแสบ! ข้าเห็นนะว่าพวกเจ้าซ่อนของดีไว้ข้างใน!”*
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางความอร่อยและการฟาดฟันความอยุติธรรมนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!)
แม่ค้ามิติลับกับสามีขี้หึงในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 7
แผนการตัดขาด
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้ามิติลับกับสามีขี้หึงในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!