ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงสีดำด้านสะท้อนแสงไฟฉายวับวาวในความมืด รินรดาไม่รอช้า เธอใช้สัญชาตญาณของนักสืบพุ่งตัวเข้าชาร์จพร้อมปัดข้อมือของบุคคลปริศนาสุดแรงจนอาวุธหลุดจากมือ เสียงโลหะกระทบพื้นดัง *เคร้ง* ตามด้วยเสียงล็อกข้อต่อและกดร่างนั้นลงแนบกับเคาน์เตอร์ครัวอย่างแม่นยำ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที
"มือสมัครเล่นเหรอ ถึงกล้าเดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นแบบนี้" น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมของรินรดาเอ่ยกระซิบข้างใบหูของร่างที่ถูกตรึงไว้ แต่กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกที่ลอยแตะปลายจมูกทำให้สัญชาตญาณของเธอกระตุกวูบ
"ถ้าคุณยังกดข้อมือผมแรงกว่านี้อีกนิด กระดูกผมคงหักก่อนที่คุณจะได้คำตอบนะครับ... คุณนักสืบ"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิดปนระอา รินรดารีบผละมือออกราวกับโดนของร้อน เธอกวาดสายตามองร่างสูงที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจัดเสื้อเชิ้ตสีเข้มให้เข้าที่ คินน์ถอนหายใจยาว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตามองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ระหว่างความโล่งใจกับความโกรธ
"คุณคินน์!" รินรดาอุทานเสียงหลง ขมวดคิ้วมุ่น "คุณบ้าหรือเปล่า เดินเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแถมถือปืนเก็บเสียง... คุณอยากตายคาคมมีดเชฟของตัวเองนักหรือไง"
"คนที่ควรโดนสอบสวนควรเป็นคุณมากกว่ารินรดา" คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วที่ไม่ทิ้งลายคนระแวดระวัง เขาดันร่างเธอกลับจนแผ่นหลังชิดติดผนังห้องครัวเย็นเฉียบ มือหนาวางทราบลงบนผนังข้างศีรษะเธอ เป็นการกักขังโดยปริยาย "นี่มันร้านผม เซฟเฮาส์ของผม แต่คุณกลับมานั่งหลบมุมมืด ทำตัวเป็นผู้บุกรุกเสียเอง... บอกผมมาสิครับ ว่าคุณกำลังหนีอะไร หรือว่า... กำลังตามหาหลักฐานอะไรที่ไม่อยากให้ผมเห็นกันแน่"
ระยะห่างที่ใกล้จนเกินไปทำให้กลิ่นอายเฉพาะตัวของคินน์โอบล้อมรินรดาไว้ทั้งหมด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ปากเก่งๆ ที่มักมีคำตอบโต้กลับเสมอในทุกสถานการณ์กลับสะดุดกึก หัวใจเจ้ากรรมเต้นรำไม่เป็นจังหวะจนน่าหงุดหงิด แต่กระนั้น เธอก็ไม่ยอมก้มหน้าหนีสายตาคุกคามคู่นั้น
"ฉันไม่ได้หนีอะไรทั้งนั้น และที่สำคัญ... ฉันไม่ได้โง่พอที่จะทำลายเซฟเฮาส์ของคนที่กำลังช่วยฉันหรอกนะ" รินรดาเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏที่มุมปากเพื่อกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอก "ว่าแต่คุณเถอะ คินน์... เชפי์มือหนึ่งระดับมิชลิน มีปืนเก็บเสียงไว้ครอบครองแถมเดินย่องเบาได้เก่งกาจขนาดนี้ คุณเป็นใครกันแน่ เชฟทำอาหาร หรือนักฆ่ารับจ้างกันแน่หะ"
คินน์ชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบไหววูบราวกับผิวน้ำที่มีคนโยนหินลงไป แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว เขาก็กลับมาตีหน้าตายตามสไตล์ผู้ชายปากร้ายที่เธอคุ้นเคย
"ถ้าผมเป็นนักฆ่า คุณคงกลายเป็นศพแรกที่ผมกำจัดทิ้งฐานปากดีใส่ไม่หยุดไปนานแล้วครับ" คินน์ตอบเสียงพร่าต่ำ ใบหน้าของเขาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออก "แต่เพราะผมไม่ใช่... ผมถึงต้องมายืนปวดหัวอยู่กับผู้หญิงดื้อรั้น ที่ชอบเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายอยู่เรื่อย"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีแต่ความหงุดหงิด หากแต่แฝงไปด้วยความกังวลอย่างชัดเจน ความนัยที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดกึ่งต่อกว้างทำให้รินรดาชะงัก บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความตึงเครียดกลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
"ทำไม... ถึงต้องทำขนาดนี้ล่ะ" รินรดาเอ่ยถามแผ่วเบา น้ำเสียงที่มักจะแข็งกร้าวและมั่นใจในตัวเองเสมอหลงเหลือเพียงความเปราะบางที่เธอไม่เคยแสดงให้ใครเห็น "เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ฉันเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายในชีวิตคุณ ทำไมคุณต้องเอาตัวมาเสี่ยงอันตรายกับฉันด้วย"
คินน์นิ่งเงไป ไหล่กว้างที่เคยตั้งตรงผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าควรจะพูดความจริงที่เก็บงำไว้ทั้งหมดออกไปดีหรือไม่ มือข้างหนึ่งที่เคยทาบผนังเลื่อนลงมาจับปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับบุคลิกเจ้าระเบียบและปากคอเราะร้ายโดยสิ้นเชิง
"เพราะคนแปลกหน้าคนนี้..." คินน์เว้นจังหวะ เสียงทุ้มต่ำลึกลงไปในความรู้สึก "ทำให้ผมเพิ่งรู้ตัวว่า... ชีวิตที่ผมพยายามควบคุมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบมาตลอด มันไร้ความหมายสิ้นดี ถ้าตื่นมาแล้วไม่เจอคนที่คيارต่อปากต่อคำด้วยในครัว"
รินรดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ คำสารภาพที่หลุดออกมาอย่างไร้การปรุงแต่งทำเอาคนปากเก่งถึงกับพูดไม่ออก เคมีรอบตัวพวกเขาร้อนระอุขึ้นท่าย์กลางความมืดของห้องครัว
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" เธอพยายามเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา แต่คินน์กลับใช้นิ้วเรียวยาวเชยคางเธอให้กลับมาสบตาเขาตรงๆ
"ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ รินรดา" คินน์ระบายยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของนักสืบสาวเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับปืนจ่อหน้าเสียอีก "และถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมผมถึงมีปืนคอยปกป้องคุณ... ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมด..."
เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่บริเวณหน้าร้าน ตามด้วยเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหว!
*ปัง! ปัง! ปัง!*
"ตำรวจกองปราบ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!" เสียงตะโกนกึกก้องทะลวงความเงียบเข้ามา รินรดาสะดุ้งสุดตัว หันไปมองหน้าคินน์ทันที ความตึงเครียดพุ่งทะยานกลับมาถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
คินน์สบถเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว เขารวบเอวบางของรินรดาเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงลิ้นชักลับใต้เคาน์เตอร์เผยให้เห็นทางเดินลับทอดตัวลงสู่ความมืดเบื้องล่าง
"จับมือผมไว้แล้วอย่าปล่อยเด็ดขาด" คินน์กระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ก่อนจะพาเธอพุ่งตัวหายลับลงไปในช่องทางลับก่อนที่ประตูร้านด้านหน้าจะถูกพังพลายลงมา!
---
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เมทริกซ์ซีโร่" ในตอนนี้นะครับ
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟมือฉมัง•ตอนที่ 9
บทสนทนาที่ไม่มีใครเคยพูด
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟมือฉมัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!