เซฟเฮาส์ลับกับเชฟมือฉมัง•ตอนที่ 16

เงาตามตัว

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
"บอกมาก่อนว่าคนในรถตู้สีดำติดฟิล์มทึบบานนั้น หน้าตาเหมือนลูกค้าประจำตรงไหน" เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของคินน์ที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าข้อมือเรียวบางไว้ทันทีก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปเปิดประตูร้านอาหารหลังเวลาปิดทำการ รินรดาชะงัก สะบัดข้อมือออกจากการกุมมือเพียงเล็กน้อยแต่ไม่ได้รุนแรง ดวงตากลมโตตวัดมองเชฟหนุ่มผู้เจ้าระเบียบด้วยแววตาท้าทายตามประสาคนไม่เคยคิดจะก้มหัวให้ใคร "ถ้าคุณเชฟจะกรุณาสละเวลาใช้สมองอันปราดเปรื่องคิดสักนิด ไม่ใช่เอาแต่กังวลเรื่องความสะอาดของเคาน์เตอร์บาร์ คุณก็จะเห็นว่ารถคันนั้นวนเวียนอยู่แถวย่านนี้รอบที่สามแล้วนะครับ... อ้อ ขอโทษที เผลอติดสำนวนคุณมาซะได้" รินรดาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า แม้สถานการณ์รอบตัวจะไม่น่าพิสมัยเลยสักนิด คินน์ขบกรามแน่น สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขึ้นตามแรงอารมณ์ เขากวาดสายตาคมกริบมองลอดผ่านกระจกใสของร้านออกไปยังถนนเบื้องล่างที่มีเงาตะคุ่มของรถเป้าหมายจอดนิ่งสนิทอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ครัวเปิดโล่ง กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศและน้ำซุปเคี่ยวเค็มที่หลงเหลือจากการบริการตลอดทั้งวันยังคงอบอวลอยู่รอบตัว ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศตึงเครียดที่กำลังคืบคลานเข้ามา "ผมไม่ได้ห่วงเคาน์เตอร์บาร์... ผมห่วงคนดื้อที่ชอบทำตัวเป็นเป้าล่อกระสุนต่างหาก" คินน์เค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงดุดันแต่แฝงความร้อนรนที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาLนิ่งขรึม เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้จนพื้นที่ระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายความร้อนจากเตาของเชฟหนุ่มโชยเข้าแตะจมูก รินรดาเผลอกลั้นหายใจไปวูบหนึ่งเมื่อแผงอกกว้างนั้นแทบจะแนบชิดกับตัวเธอ "ห่วงตัวเองเถอะค่ะ... เอ้ย... เถอะครับ" รินรดาเกือบหลุดคำพูดคุ้นชินออกมา เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดใจเมื่อเผลอเสียจังหวะให้ผู้ชายปากร้ายตรงหน้า "ร้านนี้เป็นเป้าหมายเพราะคุณมีสูตรอาหารลับที่พวกมันต้องการ หรือเพราะฉันกำลังสืบเรื่องเบื้องหลังของคุณกันแน่ คินน์" "เลิกตั้งคำถามแล้วหุบปากสลับฟันปลาซะ แล้วเดินมาข้างหลังผม" คำสั่งเด็ดขาดออกจะเผด็จการตามนิสัยของเชฟหนุ่มผู้ต้องการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่ทว่าแววตาคู่คมที่มองเธอนั้นกลับฉายความห่วงใยและหวาดกลัวลึกๆ ที่ไม่ยอมเอ่ยปากพูดออกมา รินรดารู้ดีว่าคินน์เป็นพวกปากกับใจไม่ตรงกัน ยิ่งเขาทำท่าทางหงุดหงิดและออกคำสั่งมากเท่าไหร่ นั่นแปลว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเธอมันลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว ไฟนีออนสีส้มอ่อนภายในร้านถูกหรี่ลงเหลือเพียงแสงสลัวเพื่ออำพรางตัวจากสายตาภายนอก คินน์ฉุดข้อมือของรินรดาให้เดินตามเข้าไปหลบหลังเสาปูนเปลือยหนาที่เชื่อมต่อกับห้องครัวชั้นใน ร่างกายของทั้งสองคนแนบชิดกันโดยอัตโนมัติเนื่องจากพื้นที่จำกัด ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่บริเวณต้นคอและแก้มสรางความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างประหลาด รินรดาพยายามดึงสติกลับมาที่สถานการณ์ตรงหน้า แม้หัวใจเจ้ากรรมจะเต้นโครมครามจนดังแข่งกับเสียงเครื่องทำความเย็นในห้องครัว *แอ๊ด...* เสียงเปิดประตูด้านหลังร้านที่ควรจะล็อกสนิทดังขึ้นเบาๆ แต่บาดลึกประสาทสัมผัสของคนทั้งคู่ คินน์ขยับตัวบังร่างของรินรดาไว้มิดชิด มือข้างหนึ่งเอื้อมไปหยิบมีดเชฟด้ามยาวสเตนเลสสตีลเนื้อดีที่ลับคมก్రిบวางไว้บนเขียงเตรียมพร้อม ความเงียบสงบถูกแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างกรายเข้ามาทีละน้อย ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นกระเบื้องยางดังสะท้อนก้องในความมืด ไม่มีบทสนทนาใดๆ เล็ดลอดออกมาจากผู้บุกรุก มีเพียงเงาทะึมสองร่างที่ทาบทับลงบนกระจกฝ้าของห้องครัว รินรดากลั้นหายใจ มือเรียวเอื้อมไปจับชายเสื้อเชิ้ตสีดำของคินน์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว เชฟหนุ่มก้มลงมองมือที่กำเสื้อเขาไว้เล็กน้อย ก่อนจะเหลือบสายตาขึ้นสบตากับเธอในความมืด แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความเด็ดเดี่ยวและปกป้องอย่างเต็มเปี่ยม "ถ้าพวกมันเข้ามาถึงตัวคุณ..." คินน์กระซิบแผ่วเบiชิดริมหูของเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหูจนรินรดาขนลุกซู่ "วิ่งออกทางประตูหนีไฟหลังร้าน... อย่าหันหลังกลับมาเด็ดขาด เข้าใจไหม" "แล้วคุณล่ะ..." รินรดาถามสวนกลับทันควัน เสียงกระซิบของเธอสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความกังวลที่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เธอไม่เคยกลัวตาย แต่ความคิดที่จะต้องเห็นผู้ชายปากร้ายคนนี้บาดเจ็บต่อหน้าต่อตา กลับทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปล๊บที่หน้าอกอย่างน่าประหลาด "ผมหนีไม่พ้นหรอก..." คินน์มุมปากกระตุกยิ้มฝืนๆ สายตาคมกริบจดจ้องไปยังเงาดำที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้บานประตูห้องครัวทุกที "เพราะถ้าไม่มีคุณอยู่แถวนี้... ผมก็ไม่รู้ว่าจะรักษาซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอาหารบ้านี่ไว้ไปทำไม" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วขณะหนึ่งที่ความหวานอมขมกลืนของคำสารภาพกลายๆ ลอยวนอยู่กลางอากาศ ทว่าความโรแมนติกนั้นถูกกระชากกระชั้นด้วยเสียงเคาะกระจกเบาๆ จากด้านหน้าประตูร้าน พร้อมกับเสียงกsะซิบที่ดังลอดเข้ามาผ่านรอยแยกของวงกบ "เชฟคินน์ครับ... นายใหญ่ฝากความคิดถึงมาให้... และบอกว่า ถ้าไม่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นอดีตนักสืบ ก็จงส่งแฟลชไดรฟ์ข้อมูลคืนมาซะดีๆ" รินรดาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว เธอมองหน้าคินน์ทันทีด้วยความตกใจ ข้อมูลที่เธอตามหามาตลอด และแฟลชไดรฟ์ที่คินน์เก็บซ่อนไว้ มันคือชนวนเหตุทั้งหมดที่ทำให้เงาของความตายคืบคลานเข้ามาประชิดตัวในคืนนี้ คินน์ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือที่ถือมีดสเตนเลสกำแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน เขาก้มลงมองรินรดาสายตาอ่อนลงชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง เขาขยับริมฝีปากกระซิบคำพูดสุดท้ายที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม "อยู่ตรงนี้... ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด" พูดจบ คินน์ก็ก้าวพ้นจากเงาเสาปูนออกไปเผชิญหน้ากับความมืดในห้องครัวโดยไม่รอให้เธอได้ทักท้วงแม้แต่คำเดียว รินรดากำหมัดแน่น น้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความคับแค้นใจ เธอยอมตกเป็นเป้าหมาย ยอมเสี่ยงชีวิต แต่เธอไม่มีวันยอมยืนดูเขาเดินไปตายลำพังแน่ ในจังหวะที่คินน์กำลังจะก้าวผ่านพ้นขอบประตูห้องครัวเพื่อออกไปซัดกับกลุ่มมือสังหาร เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของร้านอย่างกะทันหัน พร้อมกับปลายกระบอกปืนเย็นเฉียบที่กดแนบเข้ากับท้ายทอยของรินรดาอย่างแม่นยำ! "สวัสดีครับคุณนักสืบ... นายใหญ่เปลี่ยนใจแล้ว อยากได้คุณไปเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษก่อนซะด้วยสิ" *โปรดติดตามตอนต่อไป...* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "เมทริกซ์ซีโร่" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟมือฉมัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%