กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในความเงียบงันยามวิกาล กลิ่นนั้นไม่ได้มาจากหยดเลือดสดๆ บนพื้นกระดาน หากแต่ระเหยออกมาจากเนื้อไม้สักทองโบราณที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี
หลินฟางเซียนวางคบเพลิงลงในโคมสำริด แสงสีส้มไหววูบสาดส่องกระทบโครงหน้าด้านข้างที่คมคายราวกับภาพสลัก นางปรายตามองบุรุษผู้ยืนกอดอกพิงเสาเรือนอยู่เบื้องหลัง ท่านอ๋องจางอี้เหวินในยามนี้มิได้สวมชุดขุนนางเต็มยศ ทว่าอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทมิฬกลับขับเน้นให้รัศมีเยือกเย็นดุร้ายของเขาแผ่ซ่านออกมาราวกับคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก
"เจ้าเรียกข้ามากลางดึก เพื่อดูเศษไม้ผุๆ เหล่านี้หรือ, ฟางเซียน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบเฉย แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาจ้องมองนางราวกับจะทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งของดวงจิต
ฟางเซียนมิได้หันกลับไปตอบทันที นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าแพรบางเบาลูบไล้ไปตามรอยแตกของคานไม้รับน้ำหนักเบื้องบนเรือนไทยผสมผสานกลิ่นอายวังหลังจีนโบราณแห่งนี้ ที่นี่... เรือนชะตาอาถรรพ์ที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมนองเลือดมาแล้วหลายครา นางสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แทรกซึมผ่านปลายนิ้ว มันไม่ใช่แค่ความเย็นของค่ำคืน แต่เป็นความอาฆาตมาดร้ายที่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยอาคมโบราณ
"หม่อมฉันมิได้พาพระองค์มาดูเศษไม้" ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง นางใช้มีดสั้นเล่มบางกรีดลงไปตามรอยแยกของคานไม้สักทองอย่างระมัดระวัง "แต่หม่อมฉันพามาดู 'โซ่ตรวน' ที่ล่ามวิญญาณ และกำลังจะดึงพวกเราทุกคนลงสู่ขุมนรก"
กึ๊ก!
คมมีดกระทบเข้ากับวัตถุแข็งบางอย่างใต้ร่องไม้ ฟางเซียนออกแรงงัดเบาๆ แผ่นไม้บางที่ถูกอำพรางด้วยชันยาเรือและผงฝุ่นก็หลุดร่อนออก เผยให้เห็นความลับที่ถูกฝังกลบมานานนับทศวรรษ
กลิ่นอายอับชื้นพวยพุ่งขึ้นมาทันที พร้อมกับเงาดำสายหนึ่งที่พาดผ่านหางตาของทั้งคู่ วิญญาณแม่หญิงบัวปรากฏร่างขึ้นเลือนรางบนคานไม้เบื้องบน นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองลงมาด้วยความแค้นเคือง ริมฝีปากที่ซีดเซียวขยับราวกับจะเอื้อนเอ่ยบางคำ ทว่าไร้ซึ่งสุ้มเสียง มีเพียงความกดดันมหาศาลที่บีบรัดลำคอของผู้ที่อยู่เบื้องล่างจนแทบหายใจไม่ออก
จางอี้เหวินหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกจากร่างทันที มือหนากระชับด้ามกระบี่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ แต่วิญญาณอาฆาตตรงหน้านั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าความจริงในราชสำนัก
"นั่นคือ..." ท่านอ๋องเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
"อักขระมนต์ดำสยบวิญญาณ" ฟางเซียนกล่าวต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาจ้องเขม็งไปยังรอยสลักลึกลงไปในเนื้อไม้ เป็นอักษรโบราณผสมผสานระหว่างคาถาอาคมไทยและยันต์ลับจากแผ่นดินใหญ่ ลายเส้นนั้นบิดเบี้ยวราวกับมีชีวิต และที่น่ากลัวที่สุดคือ รอยสลักเหล่านั้นถูกเขียนขึ้นด้วย 'เลือดสด' ที่ยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งผ่านพิธีกรรมเมื่อไม่นานมานี้เอง
"มีคนจงใจใช้เรือนหลังนี้เป็น 'คุกกักขังวิญญาณ' และในขณะเดียวกัน..." ฟางเซียนหันกลับมาสบตากับท่านอ๋อง แววตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่หาได้ยากยิ่ง "...มันคือคำสาปที่ถูกส่งตรงมายังสายเลือดของตระกูลเรา เพื่อรอเวลาให้ผู้สืบทอดคนสุดท้ายเดินเข้ามาติดกับ"
ทันใดนั้นเอง ลมพายุยามวิกาลก็พัดโหมกระหน่ำเข้าใส่เรือนชะตาอาถรรพ์จนบานหน้าต่างไม้สักกระแทกผนังเสียงดังสนั่นหวั่นไหว โคมสำริดบนโต๊ะดับวูบลงเหลือเพียงแสงจันทร์สีเลือดที่สาดส่องลอดผ่านช่องคานไม้ที่เพิ่งถูกเปิดออก
ในความมืดมิดที่เข้าปกคลุมชั่วพริบตา เสียงฝีเท้าฝ่าน้ำค้างยามดึกก็ดังขึ้นจากระเบียงทางเดินด้านนอก เป็นจังหวะที่เชื่องช้า แต่มั่นคง และเต็มไปด้วยเจตนาร้ายอย่างชัดเจน
จางอี้เหวินดึงร่างของฟางเซียนเข้ามาชิดกายด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง พร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งเล่ม แสงจันทร์สะท้อนคมดาบวาววับในความมืด ขณะที่เงาร่างหนึ่งหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเรือน พร้อมกับเสียงเคาะประตูกลวงโบ๋สามครั้งที่ดังสะท้อนก้องกบาล
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
"ทูลท่านอ๋อง..." เสียงแหบพร่าราวกับคนตายแล้วฟื้นดังลอดเข้ามาจากด้านนอก "พระราชโองการลับ... มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ศาลาริมน้ำโบราณขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงแห่งความมืดนี้ด้วยกันนะครับ
เงาจันทร์สังหารกลางเรือนชะตาอาถรรพ์•ตอนที่ 4
รอยเลือดบนคานไม้
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์สังหารกลางเรือนชะตาอาถรรพ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!