เงาจันทร์สังหารกลางเรือนชะตาอาถรรพ์•ตอนที่ 7

กับดักน้ำผึ้งอาบยาพิษ

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
ปลายเข็มเงินบริสุทธิ์จุ่มลงในจอกสุรากลิ่นหอมหวาน ชั่วพริบตาเดียว ปลายโลหะสีเงินยวงก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับปีกกา ดุจดั่งความมืดมิดที่แผ่ซ่านมาจากขุมนรกภูมิ หลินฟางเซียนมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมกริบดั่งหงส์กวาดตามองหยาดสุราในจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ลายครามอย่างพิจารณา กลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้นานาพันธุ์ที่เจืออยู่ในสุรารสเลิศนี้ ช่างหอมหวานเย้ายวนใจจนน่าประหลาด หากแต่เบื้องหลังความหอมหวนนั้น กลับซ่อนเร้นพิษร้ายจากแดนไกลที่ผู้คนขนานนามว่า "อัสสุชลโลหิต" พิษชนิดนี้จะค่อยๆ กัด เซาะชีพจรและทำลายอวัยวะภายในทีละน้อยโดยไร้ร่องรอย ราวกับสายน้ำเซาะตลิ่งพังทลายลงในความเงียบงัน "ท่านอ๋องทรงตรัสว่า สุราจอกนี้คือไมตรีจิตจากแดนใต้... ช่างเป็นไมตรีที่หนักหน่วงเสียจนเกรงว่าข้าพเจ้าจะรับไว้ไม่ไหว" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงรับรองภายในเรือนชะตาอาถรรพ์ เงาตะคุ่มของเสาไม้สักทองขนาดใหญ่ทอดตัวยาวทาบทับร่างระหงในชุดผ้าไหมปักลายเมฆสีคราม นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องหน้า อ๋องจางอี้เหวินประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักลวดลายมังกรทะยานฟ้า พระพักตร์หล่อเหลาดุจเทพสลักนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก แววตาดำขลับล้ำลึกคู่นั้นจับจ้องมองนางราวกับพญาอินทรีที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อ ไม่มีร่องรอยของความหวาดหวั่นหรือความลังเลใดๆ สะท้อนออกมาจากพระเนตรคู่นั้น แม้จะทรงทราบดีว่าสุราในจอกเบื้องหน้านั้นคือสิ่งใด "หากเจ้าคิดว่ามันคือยาพิษ เหตุใดจึงไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรกเล่า หลินฟางเซียน" พระสุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นดุจสายลมหนาวพัดผ่านยอดเขา "หรือว่าเจ้าคิดจะมีแผนการอื่นใดซ่อนไว้อีก ในเมื่อเวลานี้ ชีวิตของเจ้าก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่ต่างจากข้า" ฟางเซียนแค่นยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามทว่าเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางหาว นางขยับกายเข้าใกล้โต๊ะไม้แกะสลักช้าๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ในห้วงความคิดของนางเวลานี้ กำลังเผชิญหน้ากับทางแยกอันโหดร้ายที่สุดในชีวิต เบื้องหน้าคือมหาบุรุษผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินและกงล้อแห่งการแก้แค้นที่นางเฝ้ารอคอย หากนางยื่นมือเข้าช่วยพระองค์ดื่มโอสถทิพย์เพื่อขับพิษ นางย่อมต้องใช้พลังเนตรทิพย์และพลังลมปราณของตนเองในการสกัดกั้นพิษร้าย ซึ่งนั่นหมายถึงการดึงเอาความตายของบรรพบุรุษที่ตกค้างในมิติวิญญาณเข้ามาสู่ร่างตนเอง ร่างกายของนางอาจแหลกสลายกลายเป็นจุลภายในชั่วข้ามคืน แต่หากนางเลือกที่จะนิ่งเฉย รักษาชีวิตอันบอบบางของตนเองไว้ตามสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด ท่านอ๋องจางอี้เหวินก็จะสิ้นพระชนม์คาเรือนชะตาอาถรรพ์แห่งนี้ และเมื่อนั้น แผนการทั้งหมด ความจริงเกี่ยวกับการตายของตระกูลหลิน และเงื่อนงำเบื้องหลังราชสำนัก ก็จะถูกฝังกลบลงไปพร้อมกับร่างไร้ลมหายใจของพระองค์อย่างไม่มีวันหวนกลับ *เจ้ากำลังลังเลอันใดอยู่หรือ... นังเด็กโง่เง่า* เสียงกระซิบแหบพร่าเย็นเยียบดังขึ้นข้างใบหูของนาง ราวกับสายลมหนาวที่พัดผ่านสุสานโบราณ วิญญาณแม่หญิงบัวปรากฏร่างขึ้นเลือนรางในกระจกทองเหลืองโบราณที่ตั้งอยู่มุมห้อง ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความแค้นและรอยเลือดจ้องมองฟางเซียนด้วยความสมเพชเวทนา มือเรียวขาวซีดราศศพเอื้อมมาแตะที่ไหล่บางของนางเบาๆ ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาถึงกระดูกสันหลัง "ปล่อยเขาตายไปเสียสิ... ให้มันชดใช้ในสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกมันเคยกระทำไว้ต่อเรือนไทยหลังนี้ เจ้าจำไม่ได้หรือว่าความเจ็บปวดของการถูกทรยศมันเป็นเช่นไร" แม่หญิงบัวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตมาดร้าย ฟางเซียนหลับตาลงชั่วพลาสติกเพื่อข่มความสั่นไหวในจิตใจ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในสมองประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ การเดินหมากตานี้เดิมพันด้วยชีวิต หากก้าวพลาดแม้แต่เพียงครึ่งนิ้ว ศพของนางและท่านอ๋องคงได้นอนเคียงคู่กันบนพื้นเรือนชะตาอาถรรพ์แห่งนี้ นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาคู่สวยฉายประกายเด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการตีผ่านไฟมาอย่างโชกโชน นางยื่นมือเรียวบางออกไปหยิบจอกสุราอาบยาพิษขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทีสง่างามไร้ที่ติ "ท่านอ๋องทรงประเมินข้าพเจ้าต่ำไปเสียแล้ว..." ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคง "คนอย่างหลินฟางเซียน ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา และยิ่งไม่เคยยอมตายอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของใครหน้าไหนทั้งสิ้น" นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของอ๋องจางอี้เหวินตรงๆ ก่อนจะตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ทำให้แม้แต่บุรุษผู้เย็นชาเช่นพระองค์ยังต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ฟางเซียนยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากของตนเอง แล้วเทของเหลวสีอำพันปนพิษร้ายครึ่งหนึ่งลงในลำคอของนางเองอย่างไม่ลังเล! หยาดสุราไหลรินผ่านลำคอระหง รสชาติเผ็ดร้อนและกลิ่นอายของความตายแผ่ซ่านไปทั่วช่องปาก ทันทีที่พิษร้ายสัมผัสกับเลือดในกาย ใบหน้าหวานล้ำกลับซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว เลือดสีดำคล้ำสายหนึ่งไหลรินออกจากมุมปากของนางอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดราชาด้วยเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่หัวใจ ทำให้ร่างระหงเซถลาเกือบล้มลง หากแต่อ๋องจางอี้เหวินทรงยื่นพระหัตถ์มารั้งเอวบางของนางไว้ได้ทันอย่างฉับพลัน พระเนตรคมกลาของท่านอ๋องฉายแววตื่นตะลึงระคนความกริ้วโกรธเป็นครั้งแรก พระองค์ไม่คาดคิดเลยว่าสตรีผู้นี้จะบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ยอมดื่มพิษแทนพระองค์เพื่อซื้อเวลาและพิสูจน์ความจริง! "เจ้า... เสียสติไปแล้วหรือ!" พระสุรเสียงตรัสลอดไรพระทนต์ด้วยความตกพระทัยอย่างยิ่งยวด ฟางเซียนแย้มยิ้มทั้งที่โลหิตสีดำไหลเปรอะเปื้อนริมฝีปาก นางใช้มืออีกข้างคว้าพระพักตร์ของท่านอ๋องให้โน้มลงมาใกล้ แล้วประกบเรียวปากของนางเข้ากับพระโอษฐ์ของพระองค์ถ่ายทอดสุราผสมพิษที่ยังเหลืออยู่ในลำคอและลมปราณอุ่นร้อนเข้าสู่พระวรกายของพระองค์ในชั่วพริบตา! นี่คือ "จูบมรณะ" ที่แลกมาด้วยลมหายใจของนางเอง! ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งสองแนบชิดกัน ประตูห้องโถงไม้สักทองที่ปิดสนิทอยู่ก็ถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังลมปราณอันรุนแรงมหาศาล! ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทหารองครักษ์หลวงก้าวเข้ามาพร้อมกับคบเพลิงในมือ แสงไฟสว่างวาบเผยให้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยของผู้ที่ก้าวเข้ามา ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของฟางเซียนหยุดเต้น มิใช่ผู้มาเยือนในชุดเกราะเหล่านั้น... หากแต่เป็นราชโองการลับฉบับใหม่ที่ม้วนด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม ซึ่งถูกชูขึ้นสูงท่ามกลางความมืด พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่กรีดแทงทะลุความเงียบสงบยามราตรี "ราชโองการด่วนที่สุดจากฮองเฮา... สั่งประหารชีวิต หมอหญิงหลินฟางเซียน ข้อหาวางยาปลงพระชนม์ท่านอ๋อง ณ บัดนี้!" ศาลาริมน้ำโบราณขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงแห่งความมืดนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจันทร์สังหารกลางเรือนชะตาอาถรรพ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%