สูตรรักฉบับโซดา: ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลกยัยตัวแสบ•ตอนที่ 13

ทัศนศึกษาพาเพลิน เกือบเดินหลงป่า

ผลงานโดย เมล่อนโซดา
ริมฝีปากหยักลึกของกรณ์ไม่ได้แค่เฉียดผ่านแก้วตาใสของน้ำปั่น แต่มันบดเบียดลงมาบนมุมปากของเธอจริง ๆ ท่ามกลางความตกตะลึงจนสมองของเด็กสาวประมวลผลไม่ทัน แรงกระชากจากมือหนาที่ดึงเธอให้หลบพ้นจากรัศมีของพายุ ทำให้ร่างบางเซถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนกว้างของประธานนักเรียนหน้านิ่งคนนี้โดยปริยาย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นไอความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโชยเข้าจมูก พร้อมกับเสียงฮือฮาจากสมาชิกชมรมที่ยืนอ้าปากค้างเป็นแถว “อุ๊ย!” น้ำปั่นอุทานเสียงหลง ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนแทบจะถסתออกจากเบ้า เมื่อเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบที่มืดสนิทราวกับรัตติกาลของคนที่ถือวิสาสะขโมย ‘การแสดงออก’ ต่อหน้าธารกำนัล “เลิกทำตัวเป็นแม่เหล็กดึงดูดแมลงวันสักที ภัทรนันท์” กรณ์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างใบหูของเธอจนขนลุกชัน น้ำเสียงนั้นนอกจากจะเย็นชาแล้ว ยังแฝงกระแสความหงุดหงิดระAอุที่แม้แต่เจ้าตัวก็อาจไม่รู้ตัวว่ามันรุนแรงแค่ไหน ดวงตาคู่คมปรายตามองพายุที่ยืนหน้าเสียอยู่เบื้องหลังอย่างคาดโทษ ก่อนจะดึงข้อมือน้ำปั่นให้เดินตามออกไปจากห้องชมรมทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ทักท้วง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมหกรรมทัศนศึกษาป่าสนอันแสน ‘วุ่นวาย’ ในอีกสามวันต่อมา… ลมหนาวในช่วงเย็นของป่าดิบชื้นพัดโชยมาปะทะผิวแก้วจนเธอต้องห่อไหล่ น้ำปั่นกอดอกแน่นในชุดเสื้อกันหนาวไหมพรมสีพาสเทล ขณะที่สายตากวาดมองรอบตัวด้วยความรู้สึกที่เริ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก จากเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของเพื่อนร่วมชั้นนับร้อยชีวิตเมื่อช่วงบ่าย ตอนนี้รอบตัวเธอกลับมีเพียงความเงียบงันของต้นไม้สูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมจนแสงอาทิตย์สีส้มอมแดงเริ่มถูกกลืนหายไป “เจแปน… แกแน่ใจนะว่าทางนี้?” น้ำปั่นหันไปกระซิบถามเพื่อนสนิทที่เดินหน้าซีดอยู่ข้าง ๆ “ฉันจะไปแน่ใจได้ยังไงเล่า ยัยปั่น! ก็ไอ้พี่สตาฟคนนั้นบอกว่าให้เดินตามทางปูนไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดกางเต็นท์ไม่ใช่เหรอวะ แล้วทำไมทางปูนมันกลายเป็นดินโคลนแฉะ ๆ ไปได้ล่ะเนี่ย!” เจแปนโวยวายเบา ๆ พยายามใช้กิ่งไม้เขี่ยใบไม้แห้งที่กองสุมอยู่บนพื้นด้วยความหวาดระแวง ความจริงมันควรจะเป็นแบบนั้น ถ้าหากว่าน้ำปั่นจะไม่เหลือบไปเห็นดอกไม้สีแปลกประหลาดที่ขึ้นอยู่หลังพุ่มไม้รกทึบ ด้วยความที่เป็นคนรักธรรมชาติ (และชอบถ่ายรูปลงสตอรี่ไอจีอวดชาวโลก) เธอเลยก้าวแยกตัวออกจากแถวมาแค่ไม่กี่ก้าว เพื่อจะเก็บภาพโคลوزアップสวย ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที… กลุ่มเพื่อนและครูควบคุมค่ายก็หายลับไปจากโค้งทางเดินอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเสียงแมลงป่าที่เริ่มส่งเสียงร้องระงม กรุบ… กรอบ… เสียงฝีเหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล ทำให้สองสาวสะดุ้งเฮือก กอดคอกลมเกาะกันแน่นด้วยความกลัว ยัยเจแปนหลับตาปี๋ปากพร่ำสวดมนต์ทุกบทที่จำได้ ส่วนน้ำปั่นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเล็กควAนหาท่อนไม้แถวนั้นมาถือไว้ป้องกันตัว “ถ้าผีป่ามา ฉันจะถีบแกให้มันกินก่อนนะเจแปน” น้ำปั่นกระซิบเสียงสั่น “ยัยปั่น! แกมันเพื่อนทรยศ!” เจแปนแหวใส่ทั้งที่ยังไม่ลืมตา “ฉันไม่ได้ทรยศ ฉันแค่พูดความจริง…” “ยืนเถียงกันอยู่ได้ สมองพวกเธอนี่มีแต่ก้อนขี้เลื่อยหรือไงถึงได้เดินหลงป่ามาไกลขนาดนี้” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยจนน่าหมั่นไส้ดังขึ้นจากเงาดำใต้ต้นไม้ใหญ่ น้ำปั่นชะงักกึก ก่อนจะลดท่อนไม้ในมือลงเมื่อร่างสูงโปร่งในชุดแจ็คเก็ตเดินป่าสีเข้มก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ บัดนี้กลับบึ้งตึงสนิท ดวงตาคมกริบมองพวกเธอด้วยแววตาดุจัดราวกับครูฝ่ายปกครองกำลังเจอเด็กนักเรียนแอบสูบบุหรี่หลังอาคารเรียน “กรณ์?!” น้ำปั่นอุทานออกมาด้วยความโล่งอกปนประหลาดใจ “นายมาทำอะไรตรงนี้ หรือว่า… นายแอบสะกดรอยตามฉันมาเหรอประธาน?” คำถามหน้าตายของเธอเกือบทำให้กรณ์สำลักอากาศ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่ตีตื้นขึ้นมาในอกตั้งแต่รู้ว่ายัยตัวแสบหายตัวไปจากกลุ่ม “สะกดรอยตาม? ฝันไปเถอะภัทรนันท์ ฉันได้รับมอบหมายจากคุณครูให้ออกมาตามหาเด็กมีปัญหาที่ชอบสร้างภาระให้คนอื่นต่างหาก และเธอก็คือแชมป์เปี้ยนอันดับหนึ่งในนั้น” “ปากคอเราะร้ายจริง ๆ นะคะคุณประธาน แค่ฉันเดินมาถ่ายรูปดอกไม้แป๊บเดียวเอง” น้ำปั่นเชิดหน้าขึ้นเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะแอบโล่งอกจนตัวแทบจะลอยที่เห็นเขาโผล่มาช่วย “แล้วนี่คนอื่นล่ะ นายมาคนเดียวเหรอ?” “ครูส่งฉันมาคนเดียว เพราะคิดว่าคงไม่มีใครบ้าพอจะเดินหลงมาลึกขนาดนี้… แต่ฉันประเมินความสามารถในการสร้างความหายนะของเธอต่ำไปหน่อย” กรณ์กวาดสายตามองรอบตัวที่เริ่มมืดสนิทลงทุกที ท้องฟ้าสีครามเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยสีเทาเข้มของยามพลบค่ำ อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว “ทางกลับค่ายถูกปิดเพราะดินถล่มจากฝนตกเมื่อคืน เราต้องหาที่พักชั่วคราวก่อนที่มืดกว่านี้” “หา? ที่พักชั่วคราว? กลางป่านี่เนี่ยนะ!” เจแปนกรีดร้องเสียงหลง “ฉันไม่อยู่หรอกนะ มีทั้งงู ทั้งแมงป่อง หรืออาจจะมีหมีควายด้วย!” “ถ้าไม่อยากเป็นอาหารหมี เธอก็หุบปากแล้วเดินตามมาเงียบ ๆ” กรณ์ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะหันหลังเดินนำลิ่วไปตามทางรกทึบ น้ำปั่นรีบดึงมือเจแปนให้ก้าวตามประธานหนุ่มไปติด ๆ แม้ในใจจะอยากบ่นเขาแค่ไหน แต่ยามนี้แผ่นหลังกว้างที่เดินนำอยู่ข้างหน้ากลับกลายเป็นที่พึ่งเดียวที่พวกเธอยึดเหนี่ยว เดินลัดเลาะผ่านพงหญ้าและโขดหินอยู่ราว ๆ ยี่สิบนาที กรณ์ก็พาพวกเธอมาหยุดอยู่หน้าเพิงพักไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสถานีหน่วยพิทักษ์ป่าร้าง สภาพภายในค่อนข้างคับแคบ มีฝุ่นเกาะหนาเตอะ แต่ก็ยังดีพอที่จะใช้บังลมหนาวและน้ำค้างยามค่ำคืนได้ “เข้าไปข้างใน ซ่อมแซมตัวเองกันตามสภาพ ฉันจะไปหาฟืนมาจุดไฟ” กรณ์หันมาออกคำสั่งเสียงเรียบ ขณะวางเป้สะพายหลังลงกับพื้น “แล้วนายจะไปไหนอ่ะกรณ์ มันมืดแล้วนะ เกิดนายหลงป่าไปอีกคน ใครจะพาพวกฉันรอดออกไปพรุ่งนี้ล่ะ” น้ำปั่นเผลอยื่นมือไปควชายเสื้อแจ็คเก็ตของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเรียวสัมผัสโดนเนื้อผ้าหนา ความอบอุ่นจากตัวเขาแผ่ซ่านผ่านเข้ามาเล็กน้อย กรณ์ชะงัก ก้มมองมือน้อยที่กำเสื้อเขาไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แสงสลัวจากไฟฉายในมือสะท้อนอยู่ในดวงตาสีนิลคู่นั้น ทำให้แววตาที่มักจะเย็นชาดูอ่อนลงเสี้ยววินาทีหนึ่ง… แต่เพียงแค่พริบตาเดียว เขาก็กลับมาตีหน้าตายตามเดิม “ปล่อยมือ ก่อนที่ฉันจะคิดว่าเธอกำลังอ่อยฉัน, ภัทรนันท์” น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าใบหูของประธานนักเรียนหนุ่มกลับขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัดในความมืด น้ำปั่นรีบชักมือกลับราวกับโดนของร้อน ใบเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ยัยเด็กแสบแอบแลบลิ้นใส่แผ่นหลังของคนที่หันหลังเดินจากไปอย่างหมั่นไส้ “เชอะ! หลงตัวเองเป็นบ้าเลยพ่อคุณ” ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง กรณ์ก็กลับมาพร้อมกับท่อนไม้และกิ่งไม้แห้งกองใหญ่ เขาจัดการก่อกองไฟเล็ก ๆ ไว้กลางห้องพิงไม้ ประ่กายไฟสีส้มสว่างไสวช่วยขับไล่ความมืดและไอหนาวออกไปได้มาก บรรยากาศในห้องร้างจึงดูอบอุ่นขึ้นมาถนัดตา เจแปนที่เหนื่อยล้าจากการเดินป่ามาทั้งวันเผลอหลับคุดคู้ซุกมุมห้องไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงน้ำปั่นที่นั่งกอดเข่ามองกองไฟเงียบ ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับกรณ์ ความเงียบโรยตัวปกคลุมระหว่างพวกเขามีเพียงเสียงเป๊าะแป๊ะของไม้ที่ถูกเผาไหม้ น้ำปั่นแอบชำเลืองมองคนตรงข้ามเป็นระยะ กรณ์นั่งพิงผนังไม้ หลับตาลงคล้ายกำลังพักผ่อน แสงไฟสีส้มสาดกระทบสันจมูกโด่งเป็นสันและกรอบหน้าคมคาย ทำให้เขาดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แม้จะอยู่ในสภาพมอมแมมเล็กน้อยก็ตาม “มองอะไรนักหนา หน้าฉันมีถ่านติดอยู่หรือไง” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่ลืมตา ทำให้น้ำปั่นสะดุ้งรีบเบนสายตาหนีแทบไม่ทัน “เปล่าซะหน่อย ใครมองนายกัน… ว่าแต่ นายไม่หนาวเหรอ?” เธอกลบเกลื่อนด้วยการถามคำถามโง่ ๆ ออกไป กรณ์ลืมตาขึ้น ชำเลืองมองเธอด้วยหางตา “หนาวสิ แต่คนที่หนาวกว่าน่าจะเป็นคนปากเก่งแถวนี้มากกว่ามั้ง ปากสั่นหมดแล้วนั่น” น้ำปั่นเพิ่งรู้ตัวว่าเธอกำลังตัวสั่นระริกด้วยความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินเข้ามาถึงกระดูก เสื้อไหมพรมตัวบางดูจะเอาไม่อยู่กับอุณหภูมิป่าลึกยามค่ำคืน กรณ์ถอนหายใจยาวอย่างจำยอม เขาดึงเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวเนื้อหนาของตัวเองออก แล้วโยนมันข้ามกองไฟมาคลุมหัวเธอไว้พอดี “ใส่ซะ ไม่งั้นพรุ่งนี้ฉันคงต้องแบกศพเธอกลับโรงเรียน และนั่นคงเป็นงานที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิตฉัน” น้ำปั่นดึงเสื้อแจ็คเก็ตที่ยังมีไออุ่นและกลิ่นกายของเขาออกมาจากหัว กลิ่นสะอาดเจือจางทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง เธอกระชับเสื้อตัวนั้นเข้าหาตัวแน่นขึ้น ความอุ่นซ่านแผ่ซ่านไปทั่วร่าง “ปากเสียตลอด… แต่ก็ขอบคุณนะคะ ประธาน” กรณ์ไม่ตอบ เขยิบตัวเข้าไปใกล้กองไฟอีกนิดเพื่อเพิ่มความอบอุ่น แต่วินาทีนั้นเอง ท้องฟ้าด้านนอกที่เคยสงบก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าผ่า ตามมาด้วยสายฝนห่าใหญ่ที่เทกระหน่ำลงมาใส่หลังคาเพิงไม้เก่าเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลมกระโชกแรงพัดน้ำฝนสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ไม่มีบานกระจก ทำให้มุมห้องที่เจแปนหลับอยู่เปียกชุ่ม “เฮ้ย!” น้ำปั่นอุทานลั่น รีบขยับตัวไปลากเจแปนที่ยังหลับไม่รู้เรื่องให้หนีจากละอองฝน แต่เพราะพื้นไม้ลื่นประกอบกับความรีบร้อน ทำให้ข้อเท้าเธอพลิกขัดยอกจนล้มพับลงไปกับพื้น “โอ๊ย!” “ภัทรนันท์!” กรณ์พุ่งเข้ามาประชิดตัวเธอในเสี้ยววินาที ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด มือหนาจับข้อเท้าเธอที่เริ่มบวมเป่งขึ้นมาเบา ๆ “เจ็บมากไหม?” “ฮื่อ… เจ็บอ่ะ นายดูสินิ้วฉันจะหักไหมเนี่ย” น้ำปั่นน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บแปลบ กรณ์ขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดระคนเป็นห่วง เขาช้อนตัวเธอลุกขึ้นอุ้มแนบอกอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้เธอได้ประท้วง พามาวางลงบนมุมที่แห้งและปลอดภัยที่สุดของห้อง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าถอดรองเท้าผ้าใบและถุงเท้าของเธอออกเพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ทำให้น้ำปั่นเผลอกลั้นหายใจ ดวงตากลมโตมองเสี้ยวหน้าคมคายที่กำลังตั้งอกตั้งใจดูแลเธอด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ความเย็นชาที่เขาเคยมีมันหายไปไหนหมด เหลือเพียงความอบอุ่นอ่อนโยนที่เขาซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีดุ ๆ นั้น “ทำไมถึงซุ่มซ่ามแบบนี้วะ…” กรณ์พึมพำเบา ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอในระยะประชิด ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากกันและกัน ท่ามกลางเสียงฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอกราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงแค่เราสองคน น้ำปั่นใจเต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก สมองขาวโพลนคิดคำพูดอะไรไม่ออกสักคำ ได้แต่มองริมฝีปากหยักลึกที่ขยับเข้าใกล้เรื่อย ๆ ทว่า… ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะได้สัมผัสกันอย่างที่หัวใจเรียกร้อง แสงไฟฉายสว่างวาบก็ส่องทะลุผ่านความมืดเข้ามาที่หน้าประตูเพิง พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อพวกAดังลั่นฝ่าสายฝน “ไอ้กรณ์! ยัยปั่น! อยู่ในนี้หรือเปล่าพวกแก!” เสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่น… แต่เป็น ‘พายุ’ หนุ่มนักกีฬาสุดฮอตคู่แข่งหัวใจ ที่ถือวิบวับวิสาสะบุกฝ่าสายฝนเข้ามาถึงที่นี่พร้อมกับทีมกู้ภัยของโรงเรียน! กรณ์ชะงักกึก สีหน้าของประธานหนุ่มมืดทะมึนลงในพริบตา ความหึงหวงและกรุ่นโกรธพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดเมื่อเห็นไอ้คู่แข่งตัวฉกาจโผล่เข้ามาขัดจังหวะสำคัญในเวลาแบบนี้! ติดตามตอนต่อไป: เมื่อศึกษาสนามรักในป่าลึกกลายเป็นสนามประลองหัวใจ งานนี้ประธานหนุ่มผู้เยือกเย็นจะทนไหวไหมเมื่อศัตรูหัวใจเดินเข้ามาแย่งชิงต่อหน้าต่อตา! *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ยัยปั่นกับประธานหนุ่มกันมาจนถึงตอนนี้ เจอกันตอนหน้าค่ะ!*
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักฉบับโซดา: ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลกยัยตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%