“กร... มีคนอยากพบมึงข้างนอก เขาบอกว่าเป็นคนจากบริษัทคู่แข่งที่มึงเคยมีเรื่องด้วย... และดูท่าทางเขาจะไม่มาดีนะ”
เสียงกระซิบของธีรภัทรยังไม่ทันจางหายไปจากโสตประสาท บรรยากาศรอบตัวในห้องจัดเลี้ยงของโปรเจกต์ใหญ่ก็ราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนติดลบ รณกรไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววท้าทาย ไหล่บางไหวเบาน้อย ๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะส่งยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ออกมา
“ส่งคนมาถึงถิ่น... ใจกล้าดีนี่” รณกรพึมพำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ทว่าดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีด “จัดให้เขาสักหน่อยเถอะภัทร ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาจะหาว่าทีมเราต้อนรับขับสู้ไม่ดี”
ทว่า ก่อนที่รณกรจะก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้ากับปัญหาภายนอก ข้อมือเรียวกลับถูกกระชากด้วยแรงมือที่คุ้นเคย
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ รณกร”
เสียงทุ้มต่ำที่กดต่ำจนเกือบเป็นเสียงคำรามดังขึ้นจากด้านหลัง ภูผา สถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งขรึมและยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ก้าวเข้ามาขวางหน้าไว้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง แววตาของเขาไม่ได้มองที่เพื่อนสนิทของรณกร แต่มันกำลังจ้องเขม็งมาที่เจ้าของเรือนร่างเพดานสูงที่ทำตัวเป็นเป้านิ่งให้คนอื่นเข้ามาหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา
“ปล่อยครับ คุณสถาปนิก” รณกรหันกลับมาเลิกคิ้วใส่ พร้อมกับสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ใส่ใจ “งานนี้เป็นเรื่องของบริษัทอีเวนต์ผม ไม่เกี่ยวกับแผนกออกแบบโครงสร้างของคุณหรอกครับ ถอยไป”
“ผมบอกให้หยุด” ภูผากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นนูนเด่น ความหงุดหงิดพุ่งพล่านอยู่ในอกจนควบคุมยาก มันไม่ใช่ความหงุดหงิดที่รณกรทำตัวหาเรื่องใส่ตัว แต่มันคือความรู้สึกร้อนรุ่มบางอย่างที่เขาเองก็ไม่อยากยอมรับว่ามันคือ ‘ความเป็นห่วง’
รณกรชะงักไปนิดเมื่อเห็นประกายตาที่ดุดันผิดปกติของอีกฝ่าย ปกติแล้วภูผาจะนิ่ง เฉยชา และมักจะมองเขาด้วยสายตาเอือมระอาเสมอ แต่วันนี้... แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและแรงกดดันที่ทำเอาคนปากเก่งอย่างรณกรถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“ทำไมครับ... เป็นห่วงผมรึไง” รณกรแกล้งยกยิ้มกวนประสาท กลบเกลื่อนความไหววูบแปลก1 ในอกด้วยการย้อนถามเสียงใส “โอ๊ะ หรือว่ากลัวว่าถ้าผมเป็นอะไรไป จะไม่มีคนคอยกวนประสาทคุณในไซต์งานล่ะสิ”
“อย่าสำคัญตัวผิดน่ารณกร” ภูผาแค่นหัวเราะในลำคอ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยอย่างรวดเร็วเพื่อปกปิดความจริงที่เกือบหลุดรอดออกทางสายตา “ผมแค่ไม่อยากให้ความไร้สาระของคุณมาทำลายเวลาทำงานของผมก็เท่านั้น ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของผม คนที่ซวยก็คือผมด้วย”
“ปากแข็งจริง ๆ นะครับ” รณกรส่ายหัวเบา ๆ แววตาดื้อรั้นฉายชัด “ถ้ากลัวนักก็อยู่ดูด้วยกันสิครับ หรือว่าไม่กล้า?”
ท้าทาย... รณกรกำลังท้าทายเขาอีกแล้ว และทุกครั้งที่ถูกท้าทาย ภูผาก็ไม่เคยชนะใจตัวเองได้เลยสักครั้ง
ร่างสูงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความจำยอม ก่อนจะเดินนำหน้าออกไปก่อนโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทิ้งให้รณกรยืนกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความประหลาดใจระคนขัน ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปติด ๆ
ณ บริเวณระเบียงทางเดินด้านนอกที่ค่อนข้างปลอดคน ชายฉกรรจ์สองคนในชุดสูทสีเข้มยืนรออยู่ก่อนแล้ว ท่าทางของทั้งคู่ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย และทันทีที่เห็นรณกรเดินตามหลังภูผาออกมา รอยยิ้มเยาะเย้ยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มนั้น
“อ้าว นึกว่าจะหัวหดอยู่แต่ข้างในซะอีกนะ คุณผู้จัดอีเวนต์มือทอง” น้ำเสียงเยาะถากถางดังขึ้น “คิดเหรอวะ ว่าแย่งโปรเจกต์นี้ไปจากพวกกูแล้วจะลอยนวลอยู่ได้สบาย ๆ?”
รณกรก้าวขึ้นมาขนาบข้างภูผา ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นชาถูกประดับไว้บนริมฝีปาก “แย่งเหรอครับ? พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยนะคุณ ผมใช้ฝีมือประมูลมาอย่างโปร่งใส ไม่ได้ใช้ลูกไม้สกปรกเหมือนบริษัทใกล้เจ๊งบางแห่งแถวนี้หรอกครับ”
“ปากดีนักนะมึง!”
ชายคนนั้นหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธ ง้างหมัดขึ้นเตรียมพุ่งเข้าใส่รณกรด้วยความบันดาลโทสะ ทว่า... เร็วกว่าความคิด ร่างสูงใหญ่ของภูผาก็ขยับตัวเข้ามาบังรณกรไว้มิดชิดในเสี้ยววินาที มือหนาคว้าหมัดของอีกฝ่ายไว้แน่นด้วยแรงบีบที่มหาศาลจนเกิดเสียงดังกรอบ
บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงทันที ภูผาในยามนี้น่ากลัวราวกับสัตว์ป่าที่กำลังปกป้องอาณาเขต ดวงตาคมกริบจ้องมองคู่กรณีด้วยความเย็นชาที่เฉียบคมจนอีกฝ่ายถึงกับผวาถอยหลัง
“ถ้าไม่อยากให้ผมแจ้งตำรวจข้อหาพยายามทำร้ายร่างกาย และฟ้องบริษัทพวกคุณจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินจะซุกหัวนอน ก็ไสหัวไปซะ” เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอื้อnออกทีละคำอย่างไร้ความปรานี
คู่กรณีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเห็นสายตาเอาจริงของสถาปนิกหนุ่มร่างยักษ์คนนี้ ก่อนจะสะบัดมือออกจากการกุมแล้วรีบเดินหนีหายลับไปอย่างรวดเร็ว
ระเบียงทางเดินกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา
รณกรยืนนิ่งอึ้ง มองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งยืนบังกระสุน (หรือหมัด) ให้เขาเมื่อครู่ หัวใจเจ้ากรรมในอกเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามปฏิเสธมาตลอด เริ่มกัดกินกำแพงในใจของเขาให้พังทลายลงทีละนิด
นี่เขากำลัง... แพ้ผู้ชายปากแข็งคนนี้เข้าแล้วจริง ๆ เหรอ?
“ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ” ภูผาหันกลับมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามเคย แต่ใบหูขึ้นสีแดงจัดที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้เรือนผมสีเข้มนั้น กลับฟ้องทุกอย่างจนหมดสิ้น “คราวหลังหัดระวังตัวซะบ้าง ไม่ใช่ทำเป็นเก่งไปทั่วแบบนี้”
“คุณภูผา...” รณกรเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าทุกครั้ง ดวงตากลมโตมีความไหวระริกจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของสถาปนิกหนุ่ม “เมื่อกี้... เป็นห่วงผมเหรอครับ?”
ภูผาชะงักไป ดวงตาคมไหววับชั่วขณะ หัวใจกระหน่ำเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในมันเรียกร้องให้เขาดึงคนตรงหน้าเข้ามาคว้ากอดไว้ แต่ทว่า... ทิฐิและฟอร์มที่สะสมมานานกลับรั้งเขาเอาไว้
“ผมไม่ได้...”
ภูผายังไม่ทันได้แก้ตัวให้จบประโยค จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อของธีรภัทรก็ดังแทรกขึ้นมาจากมุมตึกซะก่อน
“กร! ภูผา! แย่แล้ว... รีบกลับเข้าไปในห้องประชุมด่วนเลย!”
ทั้งสองคนหันไปมองหน้ากันด้วยความตกใจกับน้ำเสียงร้อนรนนั้น รณกรขมวดคิ้วมุ่น “เกิดอะไรขึ้นภัทร?”
ธีรภัทรหอบหายใจถี่กระชั้น สีหน้าซีดเผือกจนเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขณะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบ
“ประธานใหญ่... จู่ ๆ ก็เป็นลมล้มพับกลางห้องประชุม... ชีพจรเต้นอ่อนมาก!”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและคอยสนับสนุน "ไฟเยอร์บลัด" มาโดยตลอดนะครับ!
สถาปนิกหนุ่มหัวรั้นกับผู้จัดอีเวนต์สายคลั่งรัก•ตอนที่ 12
กำแพงที่เริ่มร้าว
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหัวรั้นกับผู้จัดอีเวนต์สายคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!