กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นอับของโครงสร้างเหล็กชั่วคราว คือออกซิเจนเดียวที่หล่อเลี้ยงห้องโถงจัดแสดงขนาดมหึมาในยามวิกาล นาฬิกาบนข้อมือของสถาปนิกหนุ่มฟ้องเวลาตีสองสิบห้านาที เป็นช่วงเวลาที่โลกภายนอกหลับใหล แต่โลกภายในฮอลล์แห่งนี้กำลังเดือดพล่านด้วยความกดดันจากเดดไลน์และการปะทะกันทางสายตาของคนสองคนที่ยืนอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว
"ถ้าคุณยังยืนตรวจแปลนด้วยสายตาพิฆาตแบบนั้น โครงสร้างเหล็กตรงโซน VIP อาจจะร้าวเพราะรังสีความหงุดหงิดของคุณก่อนที่แขกวีไอพีจะทันได้ก้าวเข้ามาเสียอีกนะครับ คุณภูผา"
เสียงหวานกวนประสาทดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ รณกรในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนจนถึงข้อศอก กางเกงสแล็คเข้ารูป ปัดกวาดเส้นผมที่ชื้นเหงื่อด้วยหลังมืออย่างไม่ี่อสระ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มมุมปากเป็นเอกลักษณ์ รอยยิ้มที่ภูผารู้ดีว่ามันถูกสร้างมาเพื่อกวนประสาทเขาโดยเฉพาะ
ภูผาถอนหายใจยาว วางม้วนกระดาษพิมพ์เขียวลงบนโต๊ะไม้กระดานหยาบๆ สันกรามคมชัดขยับเล็กน้อยยามที่เขาปรายตามองคนตรงหน้า "ผมไม่ได้หงุดหงิดโครงสร้างครับ ผมกำลังหงุดหงิดคนจัดอีเวนต์ที่ชอบรั้น ไม่ยอมทำตามสเปกที่ผมดีไซน์ไว้ต่างหาก โซนซุ้มดอกไม้นั่นมันล้ำเข้ามาในแนวรับน้ำหนักเสาหลักห S-04 เกินไปสามเซนติเมตร คุณรณกรใช้สมองส่วนไหนคิดว่ามันปลอดภัย?"
"สมองส่วนที่ทำให้งานนี้ออกมาสวยจนคนทั้งฮอลล์ต้องอ้าปากค้างยังไงล่ะครับ" รณกรก้าวเข้าไปประชิดทีละนิด รองเท้าผ้าใบสีขาวเหยียบย่างบนพื้นคอนกรีตไร้เสียง แต่แรงกดดันจากตัวตนของเขากลับดังชัดเจนในความรู้สึกของสถาปนิกหนุ่ม "อีกอย่าง สามเซนติเมตรที่คุณว่าน่ะ มันคืองานศิลปะที่ช่วยบดบังรอยเชื่อมเหล็กอุบาทว์ๆ ที่คุณออกแบบไว้ต่างหาก ผมกำลังช่วยชีวิตโปรไฟล์สถาปนิกมือหนึ่งของคุณอยู่นะครับเนี่ย"
"ปากดี"
ภูผาเค้นเสียงลอดไรฟัน เขาไม่ได้ถอยหนีตอนที่ร่างบางก้าวเข้ามาประชิดจนกลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นซีตรัสผสมความอบอุ่นของไม้ยูคาลิปตัสลอยแตะจมูก กลิ่นนี้... เป็นกลิ่นเดียวกับที่ตามหลอกหลอนประสาทสัมผัสของเขามาตลอดสามวันที่ช่วยกันเซ็ตอัพงาน
ดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่มีคราบฝุ่นละอองบางเบาติดอยู่ตรงโหนกแก้ม หัวใจที่ควรจะเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามหลักการแพทย์ กลับรัวกระหน่ำอย่างไร้เหตุผลทุกครั้งที่ระยะห่างระหว่างเขากับผู้จัดอีเวนต์จอมกวนคนนี้ลดลงต่ำกว่าหนึ่งเมตร
"ปากดีแล้วคุณชอบไหมล่ะครับ?" รณกรเอียงคอถาม ดวงตากลมโตแพรวพราวไปด้วยประกายความท้าทาย เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของสถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งขรึมคนนี้คืออะไร — ความนิ่งที่พร้อมจะระเบิดเป็นจุลทุกครั้งที่เขาหยอกเย้าเกินเบอร์
ภูผาขบกรามแน่น มือหนาที่ถือปากกาแลמשตูกระชับแน่นจนข้อต่องอขาว เขาอยากจะเอ่ยปากไล่ให้อีกฝ่ายกลับไปนอนพัก แต่สายตาที่พราวระยับคู่นั้นกลับตรึงขาเขาไว้กับที่ บรรยากาศรอบตัวในความมืดสลัวของฮอลล์ยามตีสองกลับร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างประหลาด แสงไฟนีออนดวงสุดท้ายสาดส่องลงมาจากโครงสร้างเหล็ก ทอดเงาทับร่างของทั้งคู่ให้แนบชิดกันราวกับถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
"คุณรณกร..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แฝงความดุดันที่พยายามกดขี่อารมณ์บางอย่างไว้ "อย่าเล่นกับไฟ ถ้าไม่อยากไหม้จนไม่เหลือซาก"
"ผมไม่กลัวไฟหรอกครับ..." รณกรยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ขยับเข้าไปใกล้จนปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อเชิ้ตของภูผา สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาสถาปนิกหนุ่มสะท้านเยือกไปทั้งสันหลัง "...โดยเฉพาะไฟเยอร์บลัดอย่างคุณ ที่ปากบอกว่าเย็นชา แต่ข้างในเนี่ย... ร้อนยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็กซะอีก"
ภูผาสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นกายของอีกฝ่ายผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ยามทำงานหนัก มันปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบที่เขาพยายามกดทับมาตลอดสัปดาห์ มือหนาเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่เอวบางของคนตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนรณกรอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกดึงเข้าหาจนแผ่นอกชนกันแนบสนิท
"คุณคิดว่าตัวเองแน่มากสินะครับ..." ภูผาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มพร่าต่ำจนเกือบกลายเป็นเสียงคำราม ความเย่อหยิ่งและมาดนิ่งเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสถาปนิกผู้เคร่งระเบียบ "ถ้าอยากลองเล่นกับไฟนัก ผมจะทำให้คุณรู้ว่า... ร้อนจนก้าวขาไม่ออกมันเป็นยังไง"
รณกรนิ่งอ้าปากค้างไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะกระֹจนออกมานอกอก ความแสบสันที่เคยมีหายวับไปกับตา เมื่อพบว่าเสือที่เขาคิดว่าคุมได้ กำลังจะตื่นขึ้นมาขย้ำเหยื่ออย่างเขาให้จมเขี้ยว
ทว่า... ในจังหวะที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหาเพื่อปิดระยะห่างที่เหลือเพียงลมหายใจกั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกจากปลายทางเดินของฮอลล์ก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศ
"คุณรณกรครับ! แย่แล้วครับ! ทีมงานฝ่ายระบบไฟบอกว่าหม้อแปลงหลักโซน B เกิดช็อตขึ้นมา ควันขึ้นแล้วครับ!"
เสียงตะโกนของธีรภัทรเพื่อนสนิทของรณกรดังสะท้อนก้องฮอลล์ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาทางพวกเขา รณกรสะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกภูผาออกห่างทันทีอย่างแรง ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัดด้วยความตื่นตระหนกและเขินอายปนเปกัน
ภูผาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนเสียดาย เขากวาดสายตาคมกริบมองไปยังต้นเสียงก่อนจะหันกลับมามองคนตรงหน้าที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
รณกรหอบหายใจเบาๆ เม้มริมฝีปากแน่น ส่งสายตาค้อนขวับให้สถาปนิกหนุ่มทีหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเตรียมวิ่งไปทางต้นเสียง
แต่ก่อนที่รณกรจะก้าวหนีพ้นระยะ มือหนาก็คว้าข้อแขนเรียวไว้หมับ ดึงรั้งให้ร่างบางหันกลับมาประชดด้วยน้ำเสียงกระซิบแหบพร่าข้างริมฝีปากที่สั่นระริก
"เคลียร์เรื่องของเรายังไม่จบนะครับ... ไว้เจอกันหลังเลิกงานพรุ่งนี้"
รณกรเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อสบเข้ากับประกายตาที่ดุดันแต่คลั่งรักจนน่ากลัวของภูผา ก่อนที่อีกฝ่ายจะปล่อยมือแล้วก้าวเดินนำหน้าไปยังจุดเกิดเหตุด้วยท่าทีสุขุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้รณกรยืนใจสั่นระทึกอยู่กลางความมืดของฮอลล์ตามลำพัง
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความฟินและร่วมลุ้นไปกับความแสบของพ่อหนุ่มรณกรกับสถาปนิกซึนของเรานะครับ!
สถาปนิกหนุ่มหัวรั้นกับผู้จัดอีเวนต์สายคลั่งรัก•ตอนที่ 10
ค่ำคืนแห่งการตรวจงาน
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหัวรั้นกับผู้จัดอีเวนต์สายคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!