"ถ้าคิดจะพังงานนี้เพื่อสนองอารมณ์หึงไร้สาระของนายล่ะก็... บอกไว้ก่อนเลยนะสถาปนิกปากแข็งว่าฉันจะเอาคืนให้สาสมเลย!"
เสียงกระซิบที่ลอดไรฟันของรณกรดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงวดของห้องประชุมใหญ่ แรงกระชากมือออกเมื่อครู่ยังคงทิ้งไออุ่นลวกผิวจนเจ้าตัวต้องแอบกำมือเข้าหากันแน่นเพื่อซ่อนอาการสั่นเทา
บรรยากาศรอบตัวในวินาทีนี้ตึงเครียดเสียยิ่งกว่าเส้นลวดสลิงที่รับน้ำหนักโครงสร้างเหล็กสิบตัน นัยน์ตากลมโตที่เคยพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ยามต่อรองงานอีเวนต์ ตอนนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ ปนเปกับความกระดากอายที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าเกือบจะเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสของคนตรงหน้า
ฝ่ายภูผา... สถาปนิกหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งขรึมและระเบียบวินัยดุจหินผา กลับยืนนิ่งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้น นัยน์ตาคมกริบสีนิลกาฬไม่ได้มองรณกร แต่มันกำลังตวัดมองข้ามไหล่บางไปยยังร่างสูงโปร่งของ "ผู้มาใหม่" ที่ยืนทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ตรงกรอบประตู รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกจากร่างหนาจนอากาศรอบตัวแทบจะลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบ
"อ้าว... บรรยากาศมาคุชะมัด นี่ฉันขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับคุณผู้จัดอีเวนต์คนเก่ง กับ... เอ่อ สถาปนิกผู้เคร่งขรึมคนนี้" ธีรภัทรเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามเคย เจ้าตัวยักคิ้วหลิ่วตาพลางสาวเท้าเข้ามาในห้องประชุมอย่างไม่เกรงกลัวต่อสายตาดุร้ายที่พร้อมจะควักเนื้อเถือหนังของภูผาเลยแม้แต่น้อย
รณกรผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างระยะห่าง ใบหน้าสวยเฉี่ยวยังคงมีร่องรอยความแดงก่ำเจือจางอยู่บ้าง แต่เจ้าตัวก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย เย่อหยิ่ง และทรงอำนาจตามสไตล์มืออาชีพ
"นายมาก็ดีแล้วธี... ฉันกำลังจะบอกคุณภูผาพอดีว่า โปรเจกต์ 'Grand Illusion' ในสัปดาห์หน้า เราจะไม่มีการยอมให้แก้แบบหน้างานเด็ดขาด ไม่ว่าโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของเขาจะสวยงามอลังการแค่ไหน แต่มันต้องตอบโจทย์ฟังก์ชันปาร์ตี้ระดับพรีเมียมของลูกค้าฉันด้วย" รณกรลากเสียงยาว จงใจพาดพิงถึงสถาปนิกหนุ่มที่ยังคงนั่งไขว่ห้างตีหน้าตายอยู่บนเก้าอี้หนัง
ภูผาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่บาดลึก "ถ้างานดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซของผมมันจะพังไม่เป็นท่า ก็เพราะความมักง่ายแล้วก็รสนิยมฉาบฉวยของคุณนั่นแหละครับคุณรณกร... จัดงานปาร์ตี้จนสมองทึบมองไม่เห็นความปลอดภัยหรือไง ถึงได้อยากลดสเปกวัสดุลงครึ่งหนึ่ง"
"นี่คุณ!" รณกรปรี่เข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน ตบมือลงบนพื้นผิวไม้มะฮอกกานีเสียงดังลั่น ดวงตากลมโตฉายแวววาววับด้วยความฉุนเฉียว "อย่ามาดูถูกวิชาชีพของฉันนะ! สิ่งที่ฉันเสนอคือการปรับให้มันเข้ากับไลฟ์สไตล์ของแขกวีไอพี ไม่ใช่การสร้างตึกร้างกลางทะเลทรายที่แข็งกระด้างไร้ชีวิตชีวาแบบที่คุณถนัด!"
"แต่มันคือความมั่นคงของโครงสร้าง..." ภูผาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นและเส้นเลือดที่ปูดโปนตามแรงอารมณ์ เขาก้าวเข้าไปหาคนตัวเล็กกว่าอย่างคุกคาม จนรณกรต้องเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "หรือว่าคุณกลัว... กลัวว่าถ้ามันออกมาสมบูรณ์แบบตามแบบที่ผมคิด คุณจะไม่มีข้ออ้างมาเถียงผมอีก?"
ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง กลิ่นกายหอมเย็นปนกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวภูผาโชยปะทะนาสิกจนรณกรต้องเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายเกินไปต่างหาก
"ถอยไปเลยนะ..." รณกรเอ่ยเสียงลอดไรฟัน มือบางยกขึ้นดันแผงอกกว้างเอาไว้เมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางเอกสารด้านหลัง "อย่ามาใช้ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ขู่ฉัน บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่กลัวคุณหรอก!"
"ปากดีจังนะครับ..." ภูผาก้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูขาวสะอาด น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยความเย้าแหย่ที่จงใจแกล้งให้คนพยศสะท้านเล่น "แต่เมื่อกี้... มือที่คุณบอกว่าไม่กลัวผม ทำไมมันถึงสั่นตอนที่ผมกุมไว้ล่ะครับ?"
"ไอ้... ไอ้บ้าสถาปนิกโรคจิต!" รณกรหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความอับอายผสมความโกรธ มือบางเปลี่ยนเป็นกำปั้นทุบเข้าที่อกหนาเต็มแรง แต่คนตัวโตกลับไม่มีทีท่าว่าจะเจ็บปวดเลยสักนิด แถมยังรวบข้อมือทั้งสองข้างของเขาไว้ด้วยมือข้างเดียวได้อย่างง่ายดาย
"แฮ่ม! เกรงใจผมบ้างก็ได้นะครับเพื่อนรัก หรือว่าต้องให้ผมเดินออกไปรอข้างนอกก่อนดี ถึงจะเคลียร์ 'โครงสร้าง' กันเสร็จ?" เสียงกระแอมกระไอของธีรภัทรดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศสีชมพูอมเลือดนก
รณกรตื่นจากภวังค์ รีบสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของภูผาอย่างแรง ใบหน้าสวยเชิดขึ้นด้วยความถือดี พลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เพื่อกลบเกลื่อนความรัญจวนใจที่ตีรวนขึ้นมาในอก
"แกนี่นะธี! ถ้าไม่มีเรื่องสาระก็หุบปากไปเลย!" รณกรหันไปแหวใส่เพื่อนสนิทแก้เขิน
ภูผายืนมองท่าทีฮึดฮัดนั้นด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่นานๆ ครั้งจะปรากฏบนใบหน้าคมคายนั้นทำเอารณกรถึงกับชะงักไปชั่วขณะ... เป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจแต่น่ามองชะมัด
"เอาล่ะครับ ในเมื่อเราต้องร่วมงานกันในอีเวนต์ 'Grand Illusion' นี้อีกยาวนาน..." ภูผาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยประกายตาคมปลาบที่มองตรงมายังรณกร "ผมขอเสนอให้เราไป 'ลงพื้นที่จริง' ที่ไซต์งานด้วยกันในเย็นนี้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน... หวังว่าผู้จัดอีเวนต์มือทองอย่างคุณ จะไม่ปฏิเสธข้อเสนอนะครับ"
รณกรหรี่ตามองอย่างระแวง "ไปทำไมตั้งเย็นค่ำ? ที่ไซต์งานมันมืดแล้ว ตรวจสอบอะไรไม่ได้หรอก"
"กลัวเหรอครับ?" ภูผายื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม นัยน์ตาสีดำสนิทพราวระยับด้วยความท้าทาย "หรือว่ากลัวห้ามใจตัวเองไม่ไหว... ถ้าต้องอยู่กับผมสองต่อสองในที่ลับตาคน?"
"หลอนไปใหญ่แล้วคุณภูผา!" รณกรโต้กลับทันควัน หน้าแดงแจ๋ด้วยความฮึดฮัด "ใครกลัวคุณทราบ! เย็นนี้ก็เย็นนี้สิ ฉันจะไปดูให้เห็นกับตาเลยว่าแบบของคุณมันจะห่วยแตกแค่ไหน!"
"ดีมากครับ..." ภูผายิ้มมุมปากอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคนปากเก่งกระตุกวูบอย่างแรง "งั้นเลิกประชุม บ่ายนี้เตรียมตัวให้พร้อม... ผมมารับคุณที่ออฟฟิศตรงเวลา ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด"
พูดจบ สถาปนิกหนุ่มก็คว้ากระเป๋าเอกสาร หมุนตัวเดินออกจากห้องประชุมไปด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ ทิ้งให้รณกรยืนกัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้ปนความปั่นป่วนในท้องที่ประหลาดพิสดาร
"อุ๊ยตาย... เคมีฟุ้งกระจายจนฉันแสบตาเลยว่ะกร" ธีรภัทรเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนเบาๆ พร้อมกับทำหน้าล้อเลียน "ไหนบอกเกลียดเขานักหนา ทำไมตอนเขาเข้ามาใกล้ถึงหน้าแดงแจ๋แบบนั้นล่ะครับคุณผู้จัด?"
"แกอยากตายใช่ไหมธี!" รณกรเงื้อมือเตรียมตบหัวเพื่อนสนิท แต่เจ้าตัวไวกว่าวิ่งหนีออกนอกห้องไปพร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจ
รณกรถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองที่ยังร้อนผ่าวไม่หาย เขาพยายามบอกตัวเองว่านั่นคือความโกรธ... คือความหงุดหงิดที่ต้องทนร่วมงานกับผู้ชายปากร้ายคนนั้น แต่ทำไมภาพรอยยิ้มมุมปากและแววตาดุดันคู่นั้น ถึงยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมไปไหนเสียทีนะ!
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงสาดส่องผ่านกระจกใสของออฟฟิศ รณกรยืนกอดอกมองนาฬิกาข้อมือด้วยความกระวนกระวายใจเล็กน้อย รถสปอร์ตสีดำคันหรูของภูผาแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าตึกตรงเวลาเป๊ะราวกับตั้งนาฬิกาปลุก
ร่างสูงในชุดไปรเวทสบายๆ แต่ยังคงความเนี้ยบก้าวลงมาจากรถ ภูผากวาดสายตาขึ้นมามองที่กระจกชั้นสองก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหารณกร
เสียงริงโทนดังขึ้นพร้อมกับข้อความสั้นๆ ทางหน้าจอ: **"ลงมาได้แล้วครับ หรือต้องให้ผมขึ้นไปอุ้มลงมาเอง?"**
รณกรอ่านแล้วอยากจะปาโทรศัพท์ทิ้งลงพื้นให้รู้แล้วรู้รอด เจ้าตัวพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหมั่นไส้ คว้ากระเป๋าเอกสารคู่ใจแล้วก้าวเดินลงไปเผชิญหน้ากับสถาปนิกหนุ่มจอมเผด็จการทันที
รถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนตัวออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าสู่ไซต์งานก่อสร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน 'Grand Illusion' ในสัปดาห์หน้า บรรยากาศภายในรถเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ที่คลอเคลียไปกับบรรยากาศยามเย็น
ภูผาขับรถอย่างนิ่งสงบ สมาธิอยู่ที่ท้องถนนเบื้องหน้า แต่หางตาคมกริบมักจะเหลือบมองคนข้างๆ ที่นั่งกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่เป็นระยะ รณกรแกล้งทำเป็นไม่สนใจสายคู่นั้น แต่ความอึดอัดและแรงดึงดูดประหลาดระหว่างกันกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ลดลง
รถแล่นเลี้ยวเข้าไปในเขตก่อสร้างที่เงียบสงบและปลอดผู้คน เนื่องจากเลยเวลาเลิกงานมาพักใหญ่แล้ว แสงไฟสลัวจากเสาไฟรอบบริเวณสาดส่องกระทบโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่เกิดเป็นเงาทอดตัวยาวน่ากลัว
ภูผาดับเครื่องยนต์ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโดยสารทันที
"ถึงแล้ว..." ภูผาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำพลางปลดเข็มขัดนิรภัย "เชิญครับคุณผู้จัดอีเวนต์... ไปดูกันว่าแผนงานของคุณกับงานโครงสร้างของผม อันไหนมันจะพังก่อนกัน"
รณกรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วผลักประตูรถก้าวลงไปยืนบนพื้นดินลูกรัง ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเดินตามภูผาเข้าไปในตัวอาคารหลัก เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าที่ส่องตรงมาที่ใบหน้าของทั้งคู่จนต้องยกมือขึ้นบัง
"เฮ้ย! พวกแกเป็นใคร เข้ามาในเขตก่อสร้างนี้ได้ยังไงวะ!" เสียงห้าวห้วนตะโกนก้อง พร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์สามถึงสี่คนที่เดินพุ่งตรงเข้ามาล้อมกรอบรถสปอร์ตเอาไว้ด้วยท่าทางคุกคาม
รณกรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หันไปมองภูผาที่ใบหน้าหล่อเหลากลับเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายตาดุดันที่ลุกโชนขึ้นราวกับสัตว์ป่าที่กำลังถูกล่า
ภูผาก้าวเข้ามาขวางรณกรไว้ข้างหลังด้วยสัญชาตญาณ มือหนาคว้าข้อมือเล็กให้ขยับมาอยู่ใกล้ตัว ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
"ถอยไปซะ..." ภูผาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก น่ากลัวเสียยิ่งกว่าความมืดรอบตัว "พวกแกไม่มีสิทธิ์มาเหยียบที่นี่เวลานี้"
หนึ่งในชายฉกรรจ์หัวโล้นที่มีรอยแผลเป็นที่คางหัวเราะหึๆ ในลำคอ เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเหล็กเส้นในมือ "ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอวะ? แต่เจ้านายกูสั่งมาว่า... โปรเจกต์นี้มันต้อง 'พัง' ก่อนที่พวกแกจะได้จัดงาน!"
รณกรที่แอบอยู่ข้างหลังภูผาเม้มปากแน่น นัยน์ตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธ ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีแต่ความฉุนเฉียวที่งานของเขาเกือบจะพังเพราะพวกอันธพาลข้างถนนพวกนี้!
ภูผาเหลือบมองคนด้านหลังเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงแรงฮึดสู้ที่แผ่ออกมาจากตัวของรณกร มุมปากหนากระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุกท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
"จับตาดูผมให้ดีก็แล้วกันนะครับคุณรณกร..." ภูผากระซิบเบาๆ ข้างหูคนตัวเล็กด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ "แล้วอย่ามาหลงเสน่ห์ตอนผมจัดการพวกมันล่ะ"
พูดจบร่างหนาก็ก้าวออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอันธพาลทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้รณกรได้ด่ากลับแม้แต่คำเดียว!
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุน "ไฟเยอร์บลัด" เสมอมานะครับ)*
สถาปนิกหนุ่มหัวรั้นกับผู้จัดอีเวนต์สายคลั่งรัก•ตอนที่ 14
เปิดฉากความวุ่นวายรอบใหม่
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหัวรั้นกับผู้จัดอีเวนต์สายคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!