หมากกระดานสุดท้ายก่อนรุ่งสาง•ตอนที่ 3

รอยร้าวในกำแพงเหล็ก

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
คราบโลหิตบนกระบี่โบราณยังไม่ทันแห้งสนิทดีนัก ความเงียบงันในห้องลับใต้เรือนพักแรมก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างสามขุมเข้ามา ใต้แสงเทียนสีชาดที่วับแวม จินเฟิงมิได้ขยับกายแม้แต่น้อย นางเพียงใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกแตะลงบนแผนที่ปักไหมทองคำ ซึ่งแสดงผังค่ายกลของกองทหารรักษาการณ์บูรพา—หัวใจสำคัญที่เซียวหานใช้ค้ำบัลลังก์มานานนับปี "ท่านแม่ทัพ กองร้อยที่เจ็ดเพิ่งเปลี่ยนเวรยามเมื่อหนึ่งการบูร (สองชั่วโมง) ก่อน... ช่องว่างระหว่างหอสังเกตการณ์ทิศอุดรกับคลังเสบียง มีเวลาเหลื่อมกันเพียงสิบหกลมหายใจเท่านั้นเจ้าค่ะ" เสียงกระซิบแผ่วเบาของหลินเยว่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงดีดสายพิณผีปาที่ถูกบรรเลงกลบเกลื่อนเสียงสนทนาอย่างแนบเนียน นางซ่อนความระทึกไว้ภายใต้รอยยิ้มพริ้มเพราบนใบหน้าแต่งแต้มชาดสีอ่อน "สิบหกลมหายใจ... มากพอที่จะพลิกแผ่นดินแล้ว" จินเฟิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแววตากลับคมกริบราวกับคมกระบี่ที่พร้อมทะลวงเกราะเหล็ก นางสลัดชุดสตรีปักลายหงส์ออก เผยให้เห็นชุดรบสีดำสนิทที่แนบเนื้อ กระชับสัดส่วน และอำพรางกายกลืนไปกับความมืดมิดได้อย่างไร้ที่ติ การจะพังทลายกองทหารรักษาการณ์ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวง หาใช่การใช้กำลังหักหาญไม่ แต่เป็นการหยิบยื่น 'ความระแวง' ให้ศัตรูลงมือฆ่าฟันกันเองต่างหาก ในอดีต จินเฟิงเคยนำทัพนับแสนด้วยความตรงไปตรงมาจนต้องพ่ายแพ้แก่เล่ห์กลของเซียวหาน ลมหายใจสุดท้ายที่สำลักเลือดในชาติภพก่อนสอนนางว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ผู้ที่มีกองกำลังมากที่สุด แต่คือผู้ที่ไร้ซึ่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นางก้าวออกจากเงาไม้ สู่ลานฝึกซ้อมยุทธวิธีของกองทหารรักษาการณ์บูรพา กลิ่นอายของสนิมเหล็กและเหงื่อไคลคละคลุ้งในอากาศยามราตรี ทหารยามนายหนึ่งกำลังเดินตรวจตราด้วยความเกียจคร้าน ดวงตาหรี่ลงด้วยฤทธิ์สุราที่แอบดื่มแก้หนาว จินเฟิงไม่ปล่อยให้เสียเวลา นางสะบัดข้อมือเพียงนิด ปิ่นปักผมทองคำฝังนิลก็พุ่งแหวกอากาศออกไปด้วยกำลังภายในที่ระเบิดออกอย่างเงียบเชียบ ปิ่นนั้นฝังลึกเข้าที่จุดชีพจรท้ายทอยของทหารนายนั้นพอดี ร่างหนาทรุดฮวบลงสู่อ้อมแขนของนางอย่างไร้ซุ่มเสียง นางลากร่างนั้นหลบเข้ามุมอับอย่างรวดเร็วดุจพรายน้ำ ก่อนจะสวมหมวกเกราะเหล็กทับเรือนผมสลวยของตนเอง "ใครวะ?" เสียงตะโกนจากหอสังเกตการณ์ดังขึ้น พร้อมกับแสงคบเพลิงที่วาดผ่านความมืดเข้ามาใกล้ จินเฟิงมิได้หลบหนี นางกลับสาวเท้าก้าวออกไปเผชิญหน้าแสงไฟ ยืดกายสง่างามในชุดเกราะที่ใหญ่เกินตัวเล็กน้อย เงาของนางทอดทาวยาวเหยียดบนกำแพงหินศิลาแลง "ข้าเอง... รองแม่ทัพกู" นางจงใจดัดเสียงให้ทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจพอที่จะทำให้ทหารยามที่ถือคบเพลิงชะงักฝีเท้าลงด้วยความเกรงกลัว "ท่าน... ท่านรองแม่ทัพ ดึกดื่นเช่นนี้ เหตุใดจึงมาตรวจตราแถวคลังเสบียงเล่าขอรับ?" ทหารยามนายนั้นก้มศีลคำนับด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากระเบียบเข้มงวดห้ามผู้ใดเข้าใกล้เขตหวงห้ามยามวิกาลโดยไม่มีป้ายคำสั่ง "ข้าได้กลิ่น... กลิ่นของความทรยศ" จินเฟิงก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย แววตาภายใต้หมวกเกราะเหล็กจ้องมองอีกฝ่ายราวกับเหยื่อในกำมือ "เมื่อครู่ ข้าเห็นคนชุดดำแอบซุกซ่อนหีบสมบัติลึกลับไว้หลังคลังเสบียง เจ้า... เห็นมันหรือไม่?" ทหารยามหน้าถอดสี รีบส่ายหัวพัลวัน "ไม่... ไม่เห็นเลยขอรับ ข้าเฝ้าอยู่ตรงนี้ตลอด..." "โกหก!" จินเฟิงตวาดเสียงกร้าว สะบัดมือตบเข้าที่ใบหน้าของทหารยามฉาดใหญ่จนเลือดกบปาก แรงกระแทกนั้นแฝงไว้ด้วยพลังปราณที่ทำลายเส้นชีพจรภายในจนอีกฝ่ายทรุดฮวบคุกเข่า "เจ้าสมรู้ร่วมคิดกับพวกมันใช่ไหม! ถึงได้กล้าปล่อยให้คนนอกลอบเข้ามาในเขตอภัยทานของใต้เท้าเซียวหาน!" "ไม่จริงนะขอรับ! ข้าบริสุทธิ์ใจ!" ทหารยามร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก ความหวาดกลัวต่ออำนาจของเซียวหานทำให้สติของเขาขาดผึ่ง ในขณะเดียวกัน ตามแผนการที่วางไว้ หลินเยว่ที่ซ่อนตัวอยู่บนหลังคา ได้ดีดลูกเหล็กขนาดเล็กกระทบเข้ากับระฆังเตือนภัยสำริดที่อยู่ไกลออกไป เสียงระฆังดังกังวานก้องกังวานไปทั่วค่ายทหาร ราวกับเสียงคำรามของอสูรกายในยามวิกาล *ก๊องงงงงงงง—!* ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในพริบตา กองทหารรักษาการณ์นับร้อยนายต่างสะดุ้งตื่นคว้าอาวุธวิ่งกรูกันออกมาจากค่ายพักด้วยความสับสน เสียงตะโกนเอะอะโกลาหลประสานกันเซ็งแซ่ ท่ามกลางความมืดที่ไร้ระเบียบวินัย เพราะไม่มีใครรู้ว่าข้าศึกบุกมาจากทิศทางใด จินเฟิงยืนนิ่งสงบท่ามกลางพายุแห่งความวุ่นวายที่นางเป็นผู้ก่อขึ้นด้วยมือคู่นี้ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของสตรีผู้กุมชะตากรรม รอยร้าวแรกในกำแพงเหล็กของเซียวหานได้ถูกกะเทาะจนปริแตกออกแล้ว และภายในไม่กี่ลมหายใจ กองทหารเหล่านี้จะหันดาบเข้าฆ่าฟันกันเองด้วยความหวาดระแวง ทว่า ในขณะที่จินเฟิงกำลังจะถอนตัวเร้นกายหายไปในเงาจันทร์ สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากประตูหินชั้นใน—ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวปักลายเมฆาเงิน ใบหน้าเรียบนิ่งประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว เซียวหาน... ก้าวมายืนอยู่ท่ามกลางกองเพลิงและเสียงโกลาหล โดยที่ในมือข้างหนึ่งของเขากำลังถือจอกชาที่ยังคงมีไอควันกรุ่นลอยขึ้นมา ราวกับเขารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่านางจะมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ ดวงตาคมปลาทูของราชครูผู้ทรงอำนาจหันมาสบประสานกับนางพอดี แม้จะมีระยะห่างนับร้อยก้าว ทว่าสายตานั้นราวกับมองทะลุผ่านหมวกเกราะเหล็กตรงมาถึงวิญญาณของนาง เซียวหานยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ ท่ามกลางเสียงโกลาหลรอบตัว ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกนั้นจะขยับเปล่งคำพูดไร้เสียงออกมาว่า... *"ยินดีต้อนรับกลับมา... หมากตัวโปรดของข้า"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและเดิมพันด้วยชีวิตไปพร้อมกับขวาหนามแห่งความแค้นนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - มนตรากรรมสะท้อน
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายก่อนรุ่งสาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%