กันต์กวีชะงักค้าง ดวงตาสีเข้มหันขวับกลับมามองรณภพทันที
ความเงียบที่โรยตัวลงมาในห้องครัวสไตล์โมเดิร์นของเซฟเฮาส์ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบ แต่มันกลับหนาแน่นจนเกือบจะบีบอัดอากาศให้แบนราบ กลิ่นหอมจางๆ ของเมล็ดกาแฟคั่วบดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในบรรยากาศไม่สามารถกลบความตึงเครียดระหว่างพวกเขาทั้งสองคนได้เลย รณภพยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์หินอ่อน ร่างสูงสง่าในชุดผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทนิ่งสนิท ราวกับรูปปั้นหินแกรนต์ที่ถูกแกะสลักขึ้นมาด้วยความพิถีพิถัน แต่ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาคมกริบที่มักจะมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเย่อหยิ่งและต้องการความสมบูรณ์แบบ บัดนี้กลับกำลังสั่นไหวเล็กน้อยด้วยคลื่นอารมณ์ที่เจ้าตัวพยายามกดขี่เอาไว้
"คุณพูดว่าอะไรนะ" นักสืบหนุ่มทวนคำ เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อย คล้ายไม่อยากเชื่อโสตประสาทของตัวเอง "เมื่อกี้คุณบอกว่า..."
"ผมบอกว่า..." รณภพสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกเสื้อขยับไหว เชฟหนุ่มละสายตาจากใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงของอีกฝ่าย ก่อนจะเสมองไปทางอื่น "ผมมอบหมายให้คุณจัดการเรื่องนี้... ทั้งหมด"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ไร้ซึ่งคำหวานเชื่อมหรือการเกริ่นนำใดๆ แต่น้ำเสียงทุ้มต่ำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเชฟผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน กันต์กวีแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มกวนประสาทที่มักจะประดับอยู่บนมุมปากเสมอผุดขึ้นมากลบเกลื่อนความประหลาดใจวูบใหญ่ในอก
"ตลกน่า รณภพ" กันต์กวีสาวเท้าเข้ามาประชิดเคาน์เตอร์หินอ่อน ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ ดวงตาสจ๊อตช์เบาส่องประกายวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย "คุณเนี่ยนะ จะยอมปล่อยให้คนอื่นเข้ามาแตะต้อง 'ปัญหา' ที่คุณเก็บงองซุมไว้ใต้พรมมาตลอดครึ่งปี? ฝันไปหรือเปล่า หรือว่าเมื่อคืนทำอาหารแล้วสูดควันเข้าไปมากเกินไปจนสมองกระทบกระเทือน"
"ผมไม่ได้ล้อเล่น" รณภพตวัดสายตากลับมาสบตากันตรงๆ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นดุดันและจริงจังจนน่ากลัว "และผมก็ไม่ได้เสียสติ... กันต์กวี"
ชื่อของเขาถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของนักสืบจอมกะล่อนกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย กันต์กวีชะงักไปจริงๆ ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในดวงตาของเชฟหนุ่ม พยายามค้นหาคำโกหก ร่องรอยของการเสแสร้ง หรือแม้แต่ความลังเลสักนิดจากอีกฝ่าย แต่สิ่งที่เขาพบมีเพียงความเวิ้งว้างของความจริงจัง และ... ความไว้วางใจ ที่ถูกโยนกองไว้ตรงหน้าเขาอย่างไร้การป้องกัน
ให้ตายสิ นี่มันบ้าสิ้นดี
ตลอดชีวิตของการเป็นนักสืบอิสระ กันต์กวีคุ้นเคยกับการวิ่งไล่ล่าความจริง ท่ามกลางความหวาดระแวง การหักหลัง และการไม่เชื่อใจใครทั้งสิ้น เขาเก่งกาจในการขุดคุ้ยความลับ แต่ไม่เคย... ไม่เคยเลยสักครั้งที่มีใครสักคน ยื่นกุญแจดอกสำคัญที่สุดของชีวิตตัวเองมาให้ แล้วบอกว่า *'ฉันยกให้คุณ จัดการมันซะ'* โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
"คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่" กันต์กวีลดเสียงลง ความกวนประสาทเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเคร่งขรึมที่ฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา "ถ้าผมทำพัง ถ้าข้อมูลพวกนั้นรั่วไหลออกไป หรือถ้าผมเลือกที่จะหักหลังคุณเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง... คุณจะไม่มีทางแก้ตัวอะไรได้อีกเลยนะ"
"ผมรู้" รณภพตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
"รู้แล้วยังกล้า?!"
"เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ไม่ใช่หรือไง" รณภพขยับตัวเข้าหาอีกฝ่ายบ้าง ความสูงของเชฟหนุ่มทำให้เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นจางๆ ของมินต์และกาแฟเป่ารดอยู่บนพวงแก้มของนักสืบหนุ่ม "คุณปากร้าย ชอบกวนประสาท ทำตัวน่ารำคาญในทุกๆ นาทีที่ลืมตาตื่น... แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็เป็นคนเดียวที่เอาแต่ตามติดผม ยอมเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในกองเพลิง และไม่เคยถอยหนีเลยสักครั้งตั้งแต่เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้น"
กันต์กวีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เคมีที่ระอุอยู่ระหว่างพวกเขาร้อนแรงเสียจนผิวเนื้อสัมผัสได้ถึงความรุ่มร้อน ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันโดยไม่รู้ตัว มือใหญ่ของรณภพเอื้อมออกไป วางทابลงบนขอบเคาน์เตอร์หินอ่อน กักตัวนักสืบหนุ่มไว้ในอ้อมแขนโดยสมบูรณ์
"คุณเก่งเรื่องการจับผิดคนอื่น กันต์กวี" รณภพกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกสะกดกลั้นเอาไว้ "แต่สิ่งที่คุณไม่เคยรู้เลยก็คือ... ผมไม่เคยยอมให้ใครเข้ามาใกล้พื้นที่ส่วนตัวของผมขนาดนี้มาก่อนในชีวิต"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำบรรยายใดมาทดแทน กันต์กวีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อหากเขาขยับตัวผิดพลาด แต่น่าแปลก... เขากลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด สิ่งเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัวของเขากลับเป็นเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามจนแทบจะทะลักออกมานอกอก
นักสืบหนุ่มหลุบตาลงมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยของเชฟหนุ่ม ก่อนจะเงยขึ้นสบตาอีกครั้ง มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นมาด้วยความยากลำบาก ทว่าแววตานั้นกลับจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ให้ตายเถอะ รณภพ..." กันต์กวีพึมพำ น้ำเสียงเจือความยอมจำนนอย่างน่าขัน "คุณนี่มัน... เล่นสกปรกชะมัด"
"ผมไม่ได้เล่นสกปรก" รณภพตอบเสียงพร่า ดวงตาสีเข้มพินิจพิเคราะห์ทุกอณูบนใบหน้าของคนตรงหน้า "ผมแค่เลือกคนที่ไว้ใจได้มากที่สุด"
"มั่นใจนักนะว่าผมจะทำสำเร็จ"
"ผมไม่ได้มั่นใจในตัวคุณ..." รณภพเว้นจังหวะไปนิด ปลายจมูกของเขาสัมผัสเข้ากับเส้นผมของนักสืบหนุ่มแผ่วเบา จนกันต์กวีสะท้านเฮือก "แต่ผมมั่นใจว่า... คนอย่างกันต์กวีไม่มีทางปล่อยให้คนที่ตัวเองคุ้ม
ครองต้องพังคามือหรอกจริงไหม"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึกของนักสืบหนุ่ม รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่รอยยิ้มกวนประสาท แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายตาดุดันที่พร้อมจะฉีกกระชากใครก็ตามที่เป็นศัตรูของคนตรงหน้าให้เป็นจุล
"พูดดีแบบนี้... คืนนี้ผมต้องขอรางวัลเป็นมื้อค่ำฝีมือเชฟระดับมิชลินที่อร่อยที่สุดในโลกสักมื้อแล้วล่ะมั้ง" กันต์กวีเปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงติดตลกกลบเกลื่อนความวาบหวามในอก มือเรียวเอื้อมขึ้นไปแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อเชิ้ตของรณภพ จัดมันให้เข้าที่อย่างถือวิสาสะ "ตกลงตามนี้... เรื่องเอกสารและการประสานงานปล่อยให้เป็นหน้าที่ผม คุณมีหน้าที่แค่ยืนสวยๆ... ไม่สิ ยืนเท่ๆ แล้วทำอาหารรอผมกลับมาก็พอ"
รณภพพยักหน้ารับช้าๆ แววตาที่เคยเคร่งเครียดผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในอกของเชฟผู้โดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต ราวกับน้ำแข็งที่ก่อตัวหนามานานนับปีเริ่มละลายลงด้วยความร้อนแรงของคนตรงหน้า
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบอันเปราะบางกำลังจะถักทอความหวานล้ำให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสียงบางอย่างก็ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไร้ความปรานี
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าเซฟเฮาส์ดังลั่นสนั่นหู ท่ามกลางความเงียบงันของยามวิกาล มันไม่ใช่เสียงกดกระดิ่งธรรมดา แต่เป็นการกดค้างยาวนานราวกับจงใจประกาศกร้าวถึงการมาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ
กันต์กวีชะงัก ร่างกายที่ดีดตัวกลับสู่โหมดระแวดระวังภัยในเสี้ยววินาที ดวงตาสจ๊อตช์เบาส่องประกายความเฉียบคมขึ้นมาทันที รณภพขมวดคิ้วมุ่น ความอบอุ่นเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงความเย็นชาที่กลับมาเกาะกุมบรรยากาศรอบตัวอีกครั้ง
ใครกันที่กล้ามาเคาะประตูเซฟเฮาส์ลับแห่งนี้ในยามวิกาลแบบนี้?
นักสืบหนุ่มหันไปสบตากับเชฟหนุ่ม ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่คำเดียว แต่สัญชาตญาณดิบภายในตัวต่างบอกตรงกันว่า... ปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ข้างนอกนั้น อาจจะน่ากลัวและอันตรายกว่าที่คิดไว้หลายเท่า
กันต์กวีค่อยๆ ถอยห่างจากอ้อมแขนของรณภพช้าๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปแตะอาวุธซ่อนรูปที่พกติดตัวไว้ตามสัญชาตญาณ ในขณะที่เชฟหนุ่มก้าวเดินไปที่หน้าจอแสดงภาพกล้องวงจรปิดหน้าประตูบ้านด้วยความเยือกเย็น นิ้วเรียวกดปุ่มเปิดระบบสว่างวาบเพื่อดูใบหน้าของผู้มาเยือน
ภาพบนจอแสดงผลปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทสามคนยืนเรียงรายอยู่หน้าประตูกระจก ทว่าสิ่งทำให้หัวใจของรณภพกระตุกวูบและทำให้กันต์กวีต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คือบุคคลที่ยืนอยู่ตรงกลาง...
ชายวัยกลางคนใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาเย็นชาไร้ความรู้สึก และรอยยิ้มมุมปากที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี รอยยิ้มของคนที่ควรจะตายไปจากแผนการนี้ตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อน!
"เป็นไปไม่ได้..." รณภพพึมพำเสียงลอดไรฟัน สีหน้าถอดสีลงในพริบตาเมื่อตระหนักว่าความลับที่พวกเขาคิดว่าปลอดภัย กำลังถูกกระชากออกมากลางแสงสว่างเร็วกว่าที่คาดคิด
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้เติบโตไปพร้อมกันนะครับ
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟไร้ใจ•ตอนที่ 21
ความเชื่อใจที่ไร้คำพูด
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!