"ถ้าคุณยังเดินวนไปวนมาทำเสียงก๊อกแก๊กเหมือนหนูท่อติดจั่นอีกแค่ก้าวเดียว ผมจะเอาน้ำมันพริกเผาลาดหัวคุณจริงๆ ด้วยนะครับคุณกันต์กวี"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านความเงียบงันของห้องครัวยามตีสองดังขึ้นอย่างเฉียบคม รณภพไม่ได้หันกลับมามองด้วยซ้ำ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชือกสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกำลังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์สแตนเลส มือเรียวยาวสาละวนอยู่กับการหั่นเห็ดทรัฟเฟิลด้วยลีลาที่เยือกเย็นและแม่นยำ ราวกับเสียงบ่นเมื่อครู่เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้
กันต์กวีหยุดฝีเท้าทันที ชายหนุ่มสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทรงสูงหน้าเคาน์เตอร์อย่างหัวเสีย ดวงตาคมปลาบกวาดตามองแผ่นหลังกว้างที่แผ่รังสีความน่ารำคาญออกมาเป็นระลอกๆ
"ผมไม่ได้เป็นหนูท่อสักหน่อยเชฟ... ผมแค่กำลังใช้ความคิด" นักสืบหนุ่มลอยหน้าลอยตาเถียง พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบแอปเปิ้ลเขียวลูกโตในตะกร้ามาโยนเล่นสลับมือไปมา "แล้วอีกอย่าง นี่มันตีสองสิบหนาทีแล้ว ทำไมคุณถึงยังตื่นมาบรรจงหั่นเห็ดพวกนี้อยู่ หรือว่าคุณมีปมด้อยอะไรกับเวลานอนเหรอครับ"
รณภพวางมีดในมือลง เสียงโลหะกระทบเขียงไม้ดัง *กริ๊ก* เบาๆ แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงไปหลายองศา เชฟหนุ่มค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบหน้าคมคายมองตรงมาที่กันต์กวีด้วยแววตาที่อ่านยาก มันไม่ใช่ความโกรธเกลียด แต่เป็นความนิ่งงันที่ลึกซึ้งจนน่ากลัว
"คนที่ควรจะถามคำถามนี้ น่าจะเป็นผมมากกว่านะครับ" รณภพกอดอก ก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้เคาน์เตอร์ทีละนิด "คดีฆาตกรรมอำพรางที่คุณกำลังเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง มันไม่ใช่เรื่องสนุกในบอร์ดเกมนะคุณกันต์... ทำไมคุณถึงยังไม่นอน? หรือว่าภาพเหตุการณ์ในห้องใต้ดินวันนั้นมันยังหลอนจนคุณข่มตาให้หลับไม่ได้กันล่ะครับ"
คำพูดนั้นสะدเข้ากลางใจเป๊ะ กันต์กวีชะงักมือที่กำลังจะโยนแอปเปิ้ล รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าหล่อเหลาเจื่อนลงไปวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่พยายามสร้างขึ้นมากลบเกลื่อน
"อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลยเชฟ..." กันต์กวีแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมหลบวูบไปทางอื่นเสี้ยววินาที "คนอย่างผม ผ่านเรื่องคอขาดบาดตายมาเยอะ เกินกว่าจะมานอนฝันร้ายเรื่องศพในตู้แช่ไวน์ของคุณก็แล้วกัน"
"งั้นเหรอครับ"
รณภพโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนกันต์กวีได้กลิ่นจางๆ ของโรสแมรี่และกลิ่นไอความสะอาดจากตัวเชฟหนุ่ม มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกปั่นป่วนในท้องอย่างประหลาด
"ถ้าจิตใจคุณแข็งแกร่งขนาดนั้น ทำไมเมื่อกี้ตอนที่ฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ คุณถึงสะดุ้งทำแฟลชไดร์ฟในมือร่วงล่ะครับ... แถมยังเผลอขยับเข้าไปใกล้ผมตั้งสามรอบ"
"ผมไม่ได้ขยับ! ผมแค่... ขยับหนีความซกมกของคุณต่างหากเล่ะ!" กันต์กวีเถียงเสียงแข็ง ใบหน้าหล่อเริ่มมีรอยแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความฮึดฮัด ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะโดนจับไต๋ได้คาหนังคาเขาต่างหาก
รณภพจ้องมองปฏิกิริยานั้นด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มขึ้นนิดๆ เป็นรอยยิ้มหายากที่นานๆ ทีจะได้เห็น และมันทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของนักสืบจอมกะล่อนกระตุกวูบได้อย่างไม่น่าเชื่อ
กำแพงหนาที่กันต์กวีสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นความรู้สึกมาตลอดชีวิต เหมือนจะเริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ เกิดขึ้น จากสายตาที่มองมาแบบนี้ จากน้ำเสียงที่ไม่ได้ประชดประชันเหมือนทุกที
"ความจริงแล้ว..." รณภพถอนหายใจเบาๆ ยืดตัวกลับไปยืนตรง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ผมเกลียดคนโกหก... แต่ผมเกลียดคนที่พยายามแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวมากกว่า"
กันต์กวีเงยหน้าขึ้นสบตา บรรยากาศในห้องครัวตลบอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่มีน้ำหนักมหาศาล ไม่มีเสียงกวนประสาท ไม่มีคำพูดประชดประชัน มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นแข่งกับเข็มนาฬิกายามตีสอง
"คุณหมายความว่ายังไง..." กันต์กวีถามเสียงแผ่ว ความเกร็งขืนในแววตาหายไป เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด
"หมายความว่า เลิกทำตัวเป็นฮีโร่โง่ๆ ที่คิดว่าตัวเองต้องรอดชีวิตกลับออกไปคนเดียวได้แล้วครับ" รณภพเอื้อมมือออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงที่ขอบแก้วกาแฟเย็นชืดตรงหน้ากันต์กวี เลื่อนมันขยับเข้ามาใกล้ตัวนักสืบหนุ่มมากขึ้น "เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปในเซฟเฮาส์หลังนี้... คนที่จะซวยและต้องมานั่งตอบคำถามตำรวจยาวนานที่สุด ก็คือเชฟที่ทำอาหารให้คุณกินอย่างผมนะครับ"
เป็นประโยคที่ฟังดูเห็นแก่ตัว แต่มันกลับอบอุ่นจนน่าประหลาด
กันต์กวีมองหน้ารณภพเนิ่นนาน ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะยกยิ้มขึ้นน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่ที่ทั้งคู่พบกัน "ปากร้ายเป็นบ้าเลยนะเชฟ... แต่เอาเถอะ ผมจะถือว่านั่นคือความเป็นห่วงในแบบฉบับของคุณก็แล้วกัน"
"อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยครับ" รณภพส่ายหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้ถอยหนี
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความเงียบงันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอันเปราะบาง เสียงกุกกักแปลกประหลาดก็ดังขึ้นจากทางระเบียงด้านหลังห้องครัว เป็นเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เหยียบลงบนพื้นกรวด พร้อมกับเงาทะมึนของร่างใครบางคนทาบทับลงบนกระจกใส
ทั้งคู่สบตากันโดยไม่ต้องนัดหมาย รณภพคว้ามีดเชฟด้ามยาวขึ้นมาในมือทันทีด้วยสัญชาตญาณดิบ ขณะที่กันต์กวีพุ่งตัวไปปิดสวิตช์ไฟหลักของห้องครัวจนมืดสนิทในพริบตา
ก่อนที่ประตูกระจกบานเลื่อนจะถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำเหี้ยมเกรียมที่ดังแทรกความมืดเข้ามา...
"เจอตัวสักทีนะ... ไอ้หนูท่อ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญและฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟไร้ใจ•ตอนที่ 6
สงครามประสาทตอนตีสอง
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!