เสียงตบโต๊ะหินอ่อนดังสะท้านไปทั่วห้องรับรองของคฤหาสน์ตระกูลกุล The Luxury ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสนามประลองอำนาจของคนตระกูลใหญ่ แรงกระแทกนั้นมากพอจะทำให้ถ้วยชาพอร์ซเลนราคาแพงสั่นสะเทือนจนของเหลวสีอำพันกระฉอกลงมาเปื้อนผ้าปูโต๊ะสีครีม
"แกกล้าดียังไงคณิน!" เสียงเฉียบขาดของผู้เป็นย่ากรีดแทงบรรยากาศในห้องให้เย็นเยียบลงจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาฝ้าฟางแต่เต็มไปด้วยอำนาจวาสนาจ้องมองหลานชายคนโปรดด้วยความผิดหวังระคนโกรธเกรี้ยว "ผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าคนนี้มันมียางอายที่ไหน แค่ไสหัวออกไปจากชีวิตตระกูลเราตั้งนานแล้วยังกล้าหน้าด้านพาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาเกาะแกะแกถึงที่นี่ แกอย่าลืมนะว่าตำแหน่งสะใภ้ใหญ่มีไว้สำหรับคนคู่ควร!"
นับดาวสะดุ้งสุดตัว หัวใจดวงน้อยที่เพิ่งผ่านมรสุมชีวิตมาหมาดๆ กระตุกวูบด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้เธอก้าวถอยหลังเพื่อพาตัวเองและลูกชายหลบให้พ้นจากรัศมีแห่งความเกลียดชัง แต่มือเล็กๆ ของน้องนะโมที่กำชายเสื้อกระโปรงของเธอไว้แน่นกลับทำให้เธอก้าวขาไม่ออก ดวงตากลมโตของเด็กน้อยฉายแววตื่นตระหนก ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นซีดเผือดด้วยความตกใจกับเสียงตวาดที่ดังลั่น
"คุณแม่คะ! พอเถอะค่ะ อย่าไปพูดจาให้เกียรติคนพวกนี้เลย น่ารังเกียจ..." เสียงแหลมสูงของน้องสาวแท้ๆ ของคณินดังแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ เธอเชิดหน้าขึ้น กอดอกมองนับดาวหัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองสิ่งปฏิกูล "รู้ตัวก็ไสหัวออกไปซะนะนับดาว อย่าคิดว่าเอาเด็กหน้าตาประหลาดนี่มาอ้างแล้วตระกูลเราจะใจอ่อนรับเลี้ยง ผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอมันก็หวังแค่เงินก้อนโตจากพี่คณินเท่านั้นแหละ!"
นับดาวเม้มริมฝีปากจนแน่น รสชาติเค็มปร่าของเลือดจางๆ แผ่ซ่านในโพรงปาก ความเจ็บปวดแผดเผาจากอกลามเลียไปทั่วร่าง เธอก้มมองลูกชายที่ซุกหน้าเข้ากับเรียวขาของเธอเพื่อหลบซ่อนจากสายตาดุดันของผู้คนรอบกาย มือบางสั่นเทาขณะลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกน้อยเพื่อปลอบประโลม
นี่คือครอบครัวที่คณินเคยปกป้อง นี่คือโลกที่เธอเคยพยายามเอาตัวรอดแต่มันกลับผลักไสเธอลงเหวครั้งแล้วครั้งเล่า
นับดาวเบิกตากว้าง หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นเมื่อได้ยินประโยคถัดมาที่หลุดจากปากของผู้เป็นย่า
"ถ้าแกยังดึงดันจะปกป้องสองแม่ลูกนี่... ก็ถือว่าแกไม่ใช่หลานฉันอีกต่อไปคณิน! เลือกเอา ระหว่างสมบัติและวงศ์ตระกูล กับอีผู้หญิงสำส่อนที่กล้าหักหน้าแกคนนี้!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกสายตาพุ่งตรงไปยังประธานหนุ่มแห่งอาณาจักรธุรกิจพันล้าน ผู้ชายที่เคยเย็นชาและไม่เคยชายตาแลอดีตภรรยาอย่างเธอเลยแม้แต่น้อย
คณินยืนนิ่งสนิท กรามหนาขบเข้าหากันจนสันนูนขึ้นเป็นริ้ว ดวงตาคมกริบทอประกายความกรุ่นโกรธที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่นับดาวเคยเห็นมา รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนคนในห้องต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความเงียบนี้ไม่ใช่ความลังเล แต่เป็นความนิ่งก่อนที่พายุคลั่งจะโหมกระหน่ำ
ร่างสูงของคณินก้าวออกไปข้างหน้าทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นหินอ่อนดัง ก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังความหายนะ เขาไม่ได้เดินไปหาผู้เป็นย่าหรือน้องสาว แต่เขาเดินตรงมายืนขวางคั่นระหว่างร่างเล็กของอดีตภรรยาและลูกชาย กับสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของคนในตระกูล
กว้างใหญ่และมั่นคง... แผ่นหลังของคนที่เธอเคยคิดว่าไร้หัวใจในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นโล่กำบังอันแข็งแกร่งที่สุดที่ปกป้องเธอและลูกเอาไว้จากคมมีดวาจาของคนสายเลือดเดียวกัน
"คำก็สำส่อน สองคำก็ผู้หญิงหน้าเงิน..." เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนทุกคนต้องสะท้าน คณินกวาดสายตาคมกริบมองหน้าสมาชิกในครอบครัวทีละคนด้วยความรู้สึกผิดหวังและเดือดดาล "พวกคุณเอาสิทธิ์อะไรมาตัดสินเธอกับลูกแบบนี้!"
"คณิน!" ผู้เป็นย่ากรีดร้องด้วยความเหลืออด "แกกล้าขึ้นเสียงใส่ย่าเหรอ!"
"ผมไม่ได้ขึ้นเสียงใส่ย่าครับ แต่ผมกำลังพูดความจริงที่พวกคุณตาบอดมองไม่เห็น!" คณินหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้มีพระคุณอย่างไม่เกรงกลัว แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความอัดอั้นตันใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาปล่อยให้ความเย่อหยิ่งและทิฐิบดบังความจริง ปล่อยให้คนพวกนี้เหยียบย่ำผู้หญิงที่เขารักและสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไปไม่ไหว "ผู้หญิงคนที่พวกคุณรังเกียจเดียดฉันท์ คนที่พวกคุณบอกว่าไม่มีค่าอะไรเลย... คือคนที่ผมต้องกราบกรานขอร้องให้เธอกลับมามีลมหายใจอยู่ในชีวิตผมด้วยซ้ำ!"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้องรับรอง ทุกคนต่างหน้าถอดสี อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง น้องสาวของเขาถึงกับหวีดร้องออกมาเบาๆ
"พี่คณินบ้าไปแล้วเหรอ! มันทำมนต์ดำอะไรใส่พี่ ทำไมถึงไปเข้าข้างอีผู้หญิง..."
"หุบปาก!" คณินตวาดลั่นจนห้องสะเทือน ดวงตาดุดันจ้องเขม็งไปยังน้องสาวจนเธอต้องถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว "อย่ามาเรียกเธอว่าอีผู้หญิงอะไรนั่นอีก! เพราะผู้หญิงคนนี้คือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม และเด็กคนนี้..."
เขาหันกลับมาช้าๆ สายตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเจ็บปวดล้ำลึกยามทอดมองไปยังร่างเล็กของน้องนะโมที่ซ่อนอยู่หลังชายกระโปรงของนับดาว คณินย่อตัวลงช้าๆ ให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กชายตัวน้อย
นับดาวหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เธออยากจะดึงลูกถอยหลังแต่เรี่ยวแรงกลับหายไปหมดสิ้น ยามเมื่อเห็นแววตาที่คณินใช้มองลูกชาย มันเต็มไปด้วยความรัก ความผิดบาป และความโหยหาที่อัดแน่นจนล้นปรี่
"นะโม..." เสียงของคณินสั่นพร่าเล็กน้อย ยามที่เขายื่นมือใหญ่ออกไปหมายจะแตะแก้มนุ่มนิ่มของเด็กชาย แต่น้องนะโมกลับผถอยหลังหนีด้วยความกลัว ดวงตากลมโตคู่นั้นมองเขาด้วยความหวาดระแวง ไม่ต่างจากกวางน้อยที่ตื่นตระหนก
ความเจ็บแปลบพุ่งเข้าจู่หัสใจของคณินราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง มันคือบทลงโทษที่สาสมที่สุดสำหรับความโง่เขลาในอดีตของเขา
"คุณ... คุณอย่ามาแตะลูกนะ!" นับดาวรวบรวมความกล้าทั้งหมดก้าวขึ้นมาบังร่างของลูกชายไว้ เธอผลักมือหนาของเขาออกอย่างไม่ลังเล หยาดน้ำตาคลอหน่วยในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว "คุณจะประกาศกร้าวอะไรกับครอบครัวของคุณ ฉันไม่สน! แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาทำให้ลูกฉันต้องตกใจกลัวแบบนี้ พาเรามาที่นี่เพื่ออะไร เพื่อให้คนพวกนี้รุมทึ้งพวกเราให้สะใจงั้นเหรอ!"
"ไม่ใช่แบบนั้นนะดาว..." คณินรีบละล่ำละลักปฏิเสธ แววตาของประธานหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งบัดนี้มีหยาดน้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าเวทนา มือหนายกขึ้นค้างกลางอากาศด้วยความทำอะไรไม่ถูก "ผมแค่... อยากปกป้องพวกคุณ อยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าพวกคุณคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตผม ไม่ใช่แค่ของเล่นหรือคนที่ผมจะทิ้งขว้างเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว..."
"คำก็สำส่อน สองคำก็ผู้หญิงหน้าเงิน... หึ!" เสียงหัวเราะเยาะหยันดังมาจากผู้เป็นย่าที่ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด "แกหลงมันจนโหัวไม่ขึ้นแล้วใช่ไหมคณิน! งั้นก็ดี ถ้ารักกันนัก ก็ไสหัวออกไปจากตระกูลกุล The Luxury ซะ อย่าเอาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเราไปแปดเปื้อนกับคนชั้นต่ำพวกนี้อีก!"
ความกดดันพุ่งถึงขีดสุด บรรยากาศในห้องตึงเครียดราวกับเส้นลวดที่ถูกดึงจนขาดสะบั้น
คณินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไร้ความลังเลแม้แต่น้อย เขาหันไปสบตากับผู้เป็นย่าด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้เยื่อใย ซึ่งเป็นแววตาเดียวกับที่เขาเคยใช้สยบศัตรูทางธุรกิจมานักต่อนัก
"ถ้าการปกป้องภรรยาและลูกของผม มันหมายถึงการต้องตัดขาดจากตระกูลนี้..." คณินเว้นจังหวะ เสียงทุ้มกังวานเอ่ยออกมาทีละคำอย่างชัดเจนและหนักแน่น "ผมก็ยินดีจะเดินออกไปมือเปล่า โดยไม่เอาอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่บาทเดียว!"
สิ้นคำประกาศิตนั้น ทุกคนในห้องต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด นับดาวเองก็ช็อกค้าง เธอมองแผ่นหลังกว้างของอاديบสามีด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนจนเกินจะบรรยาย หัวใจของเธอกรีดร้องด้วยความสับสนและหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทว่า... ในวินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะปะทุขึ้นอีกระลอก ประตูห้องรับรองบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท
ร่างชราในชุดสูทสั่งตัดพิเศษของผู้ช่วยมือขวาของตระกูลกุล The Luxury ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือถือเอกสารซองสีน้ำตาลหนาเตอะที่สั่นเทาจนแทบหลุดมือ
"คุณคณินครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงหอบสะท้านของผู้ช่วยดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน "ผลตรวจ DNA ล็อตใหม่... และเอกสารพินัยกรรมฉบับลับที่ท่านประธานใหญ่ (พ่อของคุณคณิน) ทำไว้ก่อนเสียชีวิต ถูกส่งมาถึงมือผมแล้วครับ!"
คณินขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองผู้ช่วยด้วยความไม่เข้าใจ "พินัยกรรมอะไร? ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามาสนใจเรื่องมรดก..."
"ไม่ใช่เรื่องมรดกธรรมดาครับคุณคณิน..." ผู้ช่วยกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาหวาดหวั่นเหลือบมองไปที่นับดาวและเด็กชายตัวน้อยสลับกับคณิน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนในห้องเย็นเฉียบลงพร้อมกัน
"ในพินัยกรรมระบุไว้ชัดเจนว่า... หุ้นทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ของตระกูลกุล The Luxury จะตกเป็นสิทธิ์ขาดของทายาทสายตรงเพียงคนเดียว... ซึ่งก็คือ 'คุณน้องนะโม' บุตรชายแท้ๆ ของคุณคณินและคุณนับดาวเท่านั้น และหากใครขัดขวาง... จะต้องถูกตัดสิทธิ์จากกองมรดกและถูกเนรเทศออกจากตระกูลทันทีครับ!"
นับดาวเบิกตากว้างจนแทบถลน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อความจริงอันน่าตกตะลึงถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้าต่อตา
— ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้อภัยความเจ็บปวดนี้นะคะ —
หย่าคืนนี้ พรุ่งนี้ฉันจะมีพ่อใหม่ให้ลูก•ตอนที่ 25
ปกป้องแก้วตาดวงใจ
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าคืนนี้ พรุ่งนี้ฉันจะมีพ่อใหม่ให้ลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!