กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 4

อสูรบรรพกาลผู้ปากเสีย

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"เจ้าเด็กโง่... ถ้าเจ้ายังเอาแต่ทำหน้าซากศพไร้ วิญญาณเช่นนี้ ข้าเกรงว่าต่อให้หลินซูเยว่ผู้นั้นถอดอาภรณ์ยืนเปลือยต่อหน้า เจ้าก็คงทำได้แค่ควักกระบี่ออกมาจิ้มก้นนางเล่นเป็นแน่!" เสียงหัวเราะแหบพร่าราวกับเสียงกิ่งไม้แห้งหักดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้วงสมองของเฟิ่งอู่เฉิน มันมิใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงคำรามต่ำทุ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายบรรพกาล ความร้อนระอุสายหนึ่งแผดเผาจากจุดตันเถียนพุ่งพล่านขึ้นสู่กระดูกสันหลัง จนบุรุษหนุ่มต้องขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง เฟิ่งอู่เฉินมิได้เอ่ยปากตอบโต้ด้วยวาจา เขาส่งเสียง "หึ" ในลำคออย่างเย็นชา พร้อมกับโคจรเคล็ดวิชากระบี่วิปลาสกดทับกระแสพลังหยางอันเกรี้ยวกราดที่กำลังพล่านอยู่ในร่างให้สงบลงอย่างรวดเร็ว ยามนี้ รอบกายเขามีเพียงความเงียบงันของถ้ำศิลาโบราณ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย แสงจันทร์สีนวลสาดส่องผ่านช่องหินผา ลอดกระทบลงบนร่างของหลินซูเยว่ นางเซียนสาวผู้คุมกฎแห่งยอดเขาหิมะหมื่นปี นางนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงสามก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะสะท้อนแสงเรืองรอง ทว่าบรรยากาศรอบตัวนางกลับหนาวเหน็บเสียจนหยาดน้ำค้างแข็งตัวกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง "เจ้า... กำลังคุยกับผู้ใดอยู่?" สุ้มเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปีเอ่ยขึ้น หลินซูเยว่ยังคงหลับตา รัศมีเซียนบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง ทว่าคิ้วเรียวโก่งดั่งคันศรกลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางย่อมรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของลมปราณภายในร่างของเฟิ่งอู่เฉิน ซึ่งบางคราก็สงบนิ่งราวมหาสมุทร บางครากลับเดือดพล่านดั่งภูเขาไฟระเบิด และต้นตอของความปั่นป่วนนั้น... มิใช่ตัวเขาเอง "มิมีอันใด" เฟิ่งอู่เฉินตอบเรียบๆ สายตาเหม่อมองออกไปเบื้องนอก "แค่มีสุนัขตัวหนึ่งในหัว มันเห่าหอนน่ารำคาญยิ่งนัก" *“สุนัขบ้านปู่เจ้าส้า! ข้าคือพญาอสูรเพลิงผลาญสวรรค์! ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยแผดเผากองทัพเซียนนับแสนให้กลายเป็นจุลเมื่อสามหมื่นปีก่อนนะไอ้มนุษย์อกตัญญู! เจ้ากล้าดียังไงมาเปรียบเทียบข้ากับเดรัจฉานสี่ขาเช่นนั้น!”* เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังลั่นอยู่ในโสตประสาท จนเฟิ่งอู่เฉินต้องหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อตั้งสติ เจ้าอตัวปัญหานี้สิงสู่อยู่ในร่างเขามานานหลายปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ล้างบางสำนักกระบี่เมื่อครั้งอดีต มันคือก้อนพลังงานอสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ในจิตวิญญาณของเขา เป็นทั้งคำสาปและขุมพลังอันมหาศาลที่คอยกัดกินและค้ำจุนชีวิตเขาไว้ในคราเดียวกัน "หากเจ้ารำคาญนัก เหตุใดไม่ลองใช้กระบี่ในมือ... สับหัวใจตัวเองออกมาแล้วดูซิว่า เจ้าอสูรตัวนั้นมันหน้าตาเช่นไร?" หลินซูเยว่ลืมตาขึ้น ชัยภูมินัยน์ตาของนางว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น ทว่าลึกล้ำราวกับห้วงเหวแห่งกาลเวลา นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา แม้ปากจะเอ่ยประโยคเชือดเฉือนเช่นนั้นออกมา แต่หากผู้ใดสังเกตให้ดี ย่อมเห็นประกายความห่วงใยอันเบาบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของนาง "ซูเยว่... เจ้าชักจะเรียนรู้นิสัยปากร้ายมาจากข้ามากเกินไปแล้วกระมัง" เฟิ่งอู่เฉินมุมปากกระตุกยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา "หากข้าควักหัวใจออกมาจริงๆ เกรงว่าผู้ที่จะร้องไห้ฟูมฟายจนกระบี่ในมือสั่นเทา คงไม่ใช่ตัวข้าเป็นแน่" *“ฮรี่ๆๆๆ เจ้าเด็กนี่! ปากดีนักนะ! หลินซูเยว่ นางเซียนผู้เย็นชาน้ำแข็งเกาะพันปีผู้นี้ แท้จริงแล้วหัวใจนางถูกผนึกด้วยวิชาเซียนไร้รัก หากเจ้าไม่อาศัยจังหวะที่นางกำลังโคจรพลังเพื่อทะลวงจุดชีพจรเซียนขั้นเก้า แล้วเข้าไป... อื้อออ!...”* ทันใดนั้น เฟิ่งอู่เฉินรีบใช้วิถีจิตสกัดกั้นคลื่นความคิดของเจ้าอสูรเพลิงผลาญสวรรค์ทันที ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นบึงตึงชั่วขณะ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม เนื่องจากพลังปราณอสูรพยายามตีรวนขึ้นมาเพื่อแย่งชิงการควบคุมร่าง "เจ้า... บาดเจ็บกระนั้นหรือ?" หลินซูเยว่พลันขยับกาย ร่างระหงของนางวูบไหวราวกับภาพมายา พริบตาเดียวนางก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเขา กลิ่นหอมจางๆ ประหนึ่งดอกเหมันต์ลอยละล่องเข้าสู่ปลายจมูก ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของนางยื่นออกไปหมายจะแตะลงที่ชีพจรบริเวณข้อมือของเขา เพื่อตรวจสอบกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน ทว่า... *“ฮ่าๆๆๆ โอกาสมาถึงแล้ว! นางเซียนน้อยยื่นมือเข้ามาหาถึงเพียงนี้ กอดนางเลย! จูบนางเลย! ให้โลหิตอสูรผสมผสานกับลมปราณเซียนบริสุทธิ์ของนางเสีย! รับรองว่าเคล็ดวิชาสะบั้นสวรรค์ของเจ้าจะทะยานสู่ขั้นสมบูรณ์แบบในชั่วพริบตา!”* เสียงของอสูรบรรพกาลแผดร้องอย่างบ้าคลั่งในหัว พร้อมกับพลังปราณสายหนึ่งที่ทะลักออกมาจากตันเถียนอย่างไร้การควบคุม มันผลักดันให้แขนของเฟิ่งอู่เฉินขยับออกไปโดยอัตโนมัติ! หมับ! มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวบางของหลินซูเยวรjeอไว้อย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้ร่างของนางเสียหลักเล็กน้อย พุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาจนแผ่นอกแนบชิดกับกายสาว นัยน์ตาสงบนิ่งของหลินซูเยว่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาที่ปกคลุมทั่วร่างสะดุดวูบไปชั่วขณะ ความเงียบงันเข้าปกคลุมถ้ำศิลาชั่วอึดใจ ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งสองคละเคล้ากัน ท่ามกลางประกายไฟจากกองไฟกองเล็กที่มอดดับลงเหลือเพียงถ่านแดงก่ำ หลินซูเยว่ไม่ขัดขืน นางมิได้ดึงมือกลับ และมิได้ชักกระบี่ประจำกายออกมาสังหารเขาอย่างที่ผู้ฝึกตนคนอื่นพึงกระทำยามถูกล่วงเกิน ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง ในแววตาของนางมีความตื่นตระหนกวาดผ่านเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับคืนสู่ความเรียบเฉย ทว่าพวงแก้มขาวเนียนกลับขึ้นสีเรื่อจางๆ อย่างหาได้ยากยิ่ง "เจ้า..." สุ้มเสียงของหลินซูเยว่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ "ตั้งใจ... หรือถูกควบคุม?" เฟิ่งอู่เฉินกัดฟันกรอด เม็ดเหงื่อไหลย้อยลงตามกรอบหน้าคมคาย ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงฉานวับวามด้วยพิษอสูรที่พยายามครอบงำจิตใจ เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้มันควบคุมได้แม้แต่ลมหายใจเดียว ตัวตนของเขาในฐานะมนุษย์จะถูกกลืนกินจนหมดสิ้น "ข้า..." เฟิ่งอู่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความอดกลั้น "ข้ามิได้... ตั้งใจ... เจ้าอสูรสารเลว... หุบปากเดี๋ยวนี้!" *“หุบปากบ้านปู่เจ้าส้า! ข้ากำลังช่วยให้เจ้าได้สมหวังกับเมียรักต่างหาก! ปล่อยให้ข้าควบคุมร่างเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะแผดเผาเส้นชีพจรของนังเซียนนี่ให้กลายเป็นจุลไปพร้อมกับเจ้าซะเลย ดีหรือไม่!”* เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของอสูรบรรพกาลดังสะท้อนก้องกังวานจนเฟิ่งอู่เฉินรู้สึกเจ็บแปลบในอกราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นๆ พลังปราณสีดำทมิฬเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากผิวหนังของเขา เปลวเพลิงสีชาดลุกโชนขึ้นรอบกาย ทัศนียภาพภายในถ้ำสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว หลินซูเยว่สัมผัสได้ถึงภัยอันตรายมหันต์ที่กำลังจะปะทุขึ้น นางไม่ลังเลอีกต่อไป นิ้วมืออีกข้างหนึ่งสะบัดออก พลังเซียนบริสุทธิ์ก่อตัวเป็นอักขระโบราณสีทองอร่ามกลางอากาศ พุ่งเข้ากดทับลงบนหน้าผากของเฟิ่งอู่เฉินทันที เพื่อระงับยับยั้งพิษอสูรที่กำลังคลุ้มคลั่ง "ตั้งสติไว้, เฟิ่งอู่เฉิน!" นางเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทว่าแฝงความสั่นเครือเล็กน้อย "เจ้าให้คำมั่นกับข้าแล้วว่าจะไม่ยอมจำนนต่อมัน!" "ข้า... มิมีวันพ่ายแพ้..." เฟิ่งอู่เฉินคำรามลั่นในลำคอ นัยน์ตาสีแดงฉานจ้องมองใบหน้าอันงดงามที่อยู่ใกล้เพียงคืบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่อสู้กันอย่างดุเดือดภายในจิตวิญญาณ ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะท้อนมาจากปากถ้ำศิลาภายนอก พร้อมกับแรงกดดันของลมปราณนับไม่ถ้วนที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง "ฮ่าๆๆๆๆ! พบตัวแล้ว! ยอดฝีมือสำนักกระบี่วิปลาสกับนางเซียนผู้ไร้ใจหลบซ่อนอยู่ที่นี่เอง!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยลำแสงกระบี่นับร้อยสายที่พุ่งแหวกความมืดเข้ามาปิดล้อมปากถ้ำเอาไว้จนหมดสิ้น แรงระเบิดมหาศาลทำลายผนังถ้ำด้านนอกจนพังครืน ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หลินซูเยว่ผละถอยหลังออกไปครึ่งก้าว นัยน์ตากลับคืนสู่ความเย็นชาเฉียบคมดังเดิม มือเรียวกระชับด้ามกระบี่เซียนประจำกายแน่น พลังเซียนพวยพุ่งระเบิดออกรอบร่างเตรียมรับมือศึกหนัก ทว่า เฟิ่งอู่เฉินกลับนิ่งค้างไป ท่ามกลางกลุ่มเงาร่างของผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะนับร้อยที่ยืนล้อมอยู่ปากถ้ำ มีบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาด้านหน้า สวมอาภรณ์สีทองปักลายเมฆา ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก และที่สำคัญที่สุด... กระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของมัน คือกระบี่ประจำกายของอาจารย์ผู้ล่วงลับที่เฟิ่งอู่เฉินตามหามาตลอดชีวิต! "ศิษย์น้องรอง..." เฟิ่งอู่เฉินพึมพำออกมาเบาๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนแค้นเคือง *“เฮอะ! เจ้าเด็กโง่... ดูท่าวันนี้ พวกเราไม่ต้องเสียเวลาควักหัวใจตัวเองแล้วกระมัง เพราะไอ้สารเลวนั่น... มันนำโลงศพมาให้พวกเราเลือกด้วยตัวเองถึงที่แล้ว!”* เสียงอสูรบรรพกาลหัวเราะเยาะอย่างสะใจดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวจะเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ --- (ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้าพเจ้า ขอให้ทุกท่านจงรักษากระบี่ในมือให้มั่น แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%