ไอสังหารสีชาดสายหนึ่งแหวกลงมาจากยอดผาเบื้องบนราวกับอสนีบาตไร้เสียง เป้าหมายมิใช่จุดตายบนร่างของเขา แต่เป็นช่องว่างระหว่างจิตวิญญาณกับคัมภีร์บรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ในห้วงทะเลปราณ
เฟิ่งอู่เฉินหาได้ขยับกายถอยหลังแม้แต่ครึ่งนิ้ว รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากคมคาย ในมือของเขาคือกระบี่วิปลาสที่ยังคงส่งเสียงครางฮือราวกับกระหายเลือดสดๆ ของเหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่มารที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในป่าทึบเบื้องล่าง
"ช่างเป็นวิธีต้อนรับที่ขาดความประณีตเสียจริง..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขารกร้าง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกจากปลายนิ้ว สะบั้นไอสังหารสีชาดนั้นให้สลายกลายเป็นละอองธุลีในพริบตาเดียว แรงปะทะสะท้อนกลับจนพรรณไม้รอบรัศมีร้อย丈ระเบิดออกเป็นจุล เศษใบไม้และก้อนหินลอยเคว้งคว้างกลางอากาศราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง
น้ำเสียงเย้ยหยันในหัวของเขาส่งเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ *[ฮ่าๆๆ ไอ้หนูเฟิ่ง เจ้าพวกมดปลวกเหล่านี้ช่างขยันหาที่ตายเสียจริง คิดจะใช้ค่ายกลดักอสูรพันปีมาล้อมจับเจ้า สติปัญญาคงถูกสุนัขแทะกินไปหมดแล้วกระมัง ให้ข้าออกไปแผดเผาพวกมันให้สิ้นซากในคราเดียวดีหรือไม่]*
เฟิ่งอู่เฉินปัดความคิดของเจ้านกอสูรเพลิงในร่างทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหิมะกวาดมองไปรอบด้าน ความกดดันมหาศาลจากค่ายกลกระบี่โลหิตสวรรค์กำลังบีบอัดอากาศรอบตัวให้หนาแน่นขึ้นทุกขณะ แผ่นดินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือน อักขระสีเลือดนับหมื่นผุดขึ้นจากพื้นดินราวกับรากไม้มีชีวิต มันกำลังถักทอเป็นกรงขังขนาดยักษ์เพื่อปิดตายทางรอดทั้งหมดของเขา
ทว่า ในความมืดมิดและกลิ่นอายคาวเลือดที่คละคลุ้งนั้น กลับมีกลิ่นหอมบางเบาของดอกเหมยขาวลอยละลิ่วเข้ามาแตะนาสิก กลิ่นอายอันบริสุทธิ์ไร้ราคีนี้ตัดขาดกับความชั่วร้ายรอบตัวอย่างสิ้นเชิง
เงาร่างบอบบางในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาจำศีลปรากฏขึ้นบนกิ่งสนโบราณเบื้องบน หลินซูเยว่ยังคงรักษาความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีไว้ได้ แม้รอบกายจะรายล้อมไปด้วยยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่แดนเซียนไม่ต่ำกว่าสิบคน ดวงตางามล้ำดั่งห้วงน้ำฤดูใบไม้ร่วงเหลือบมองบุรุษเบื้องล่างแวบหนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะขยับเอ่ยคำพูดที่เย็นชาจนบาดลึกถึงกระดูก
"เจ้าประมาทเกินไป... อู่เฉิน"
น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิดภายใต้กฎเกณฑ์อันเข้มงวดของสำนักเซียน กระบี่น้ำแข็งในมือเรียวดั่งหยกขาวสั่นระริกเบาๆ ไอความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นกราวรูด
"ข้าเพียงแต่ให้เวลาพวกมันได้เตรียมตัวนานขึ้นอีกนิด..." เฟิ่งอู่เฉินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมฉายแววท้าทายฟ้าดิน "หากพวกมันรีบตายเร็วกว่านี้ การเดินทางผ่านเทือกเขาหมื่นอสูรคงจะน่าเบื่อจนเกินไป"
"108 ยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่มาร... พร้อมด้วย "กระบี่กลืนวิญญาณ" ที่ตกทอดมาจากบรรพชนมาร 500 ปีก่อน เจ้าคิดว่านี่คือเรื่องสนุกรึ?" หลินซูเยว่ขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก นางขยับกายเพียงเล็กน้อย ร่างก็เคลื่อนมาประชิดเบื้องหลังของเขาอย่างไร้สุ้มเสียง ปราณเซียนบริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่แผ่นหลังของเฟิ่งอู่เฉินเพื่อช่วยสกัดกั้นแรงกดดันจากค่ายกลมาร
สัมผัสอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านมาจากนางเซียนผู้ไร้ใจทำให้มุมปากของเฟิ่งอู่เฉินกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แม้ปากจะบอกว่านางไร้หัวใจ แต่ยามที่ภัยมาถึงตัว มีเพียงสตรีผู้นี้ที่ก้าวเข้ามาเคียงบ่าเคียงไหล่เขาเสมอ ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งศัตรูที่จ้องจะเอาชีวิต
"ขอบใจเจ้า..." เขากล่าวสั้นๆ น้ำเสียงจริงจังขึ้นกว่าเดิม "แต่เจ้าไม่ควรเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในค่ายกลนี้กับข้า ซูเยว่"
"ข้ามิได้มาเพื่อช่วยเจ้า..." หลินซูเยว่เบือนหน้าหนีเล็กน้อย ซ่อนใบหน้างามที่ขึ้นสีแดงเรื่อไว้อย่างแนบเนียน "ข้าเพียงแต่... รำคาญเสียงโวยวายของเจ้าอสูรเพลิงในร่างเจ้าก็เท่านั้น"
*[เหวยๆๆ แม่นางน้อย พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ข้าออกจะน่ารักและมีประโยชน์... อะฮự! หลบไปไอ้เด็กบ้า!]* เสียงโวยวายของอสูรเพลิงขาดหายไปเมื่อเฟิ่งอู่เฉินใช้วิถีจิตผนึกการเชื่อมต่อชั่วคราว
"ฮ่าๆๆๆๆ! ช่างเป็นคู่รักที่ปากแข็งเสียจริง!"
เสียงหัวเราะก้องกังวานดั่งอสุนีบาตแผดเผาทำลายบรรยากาศอันเงียบงัน ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกระบี่มาร ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า เงาร่างของเขาซ้อนทับกับกระบี่มหึมาที่ลอยเด่นอยู่เหนือหมู่เมฆ ไอพลังระดับเซียนขั้นที่ห้าแผ่ซ่ายกดดันจนพื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึก
"เฟิ่งอู่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาถึงเขตแดนรกร้างนี่จะช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากเงื้อมมือของนิกายเราได้? วันนี้ คัมภีร์บรรพกาลต้องตกเป็นของสำนักกระบี่มาร และดวงวิญญาณของเจ้า... จะถูกนำมาเซ่นสังเวยกระบี่กลืนวิญญาณ!"
เฟิ่งอู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองผู้อำมาตย์มารผู้นั้น เขากระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น ปราณกระบี่วิปลาสสีดำสนิทระเบิดออกจากร่างราวกับพายุหมุน ท้องฟ้าเหนือหุบเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดในพริบตา ความกดดันระดับที่ทำเอาศิษย์สำนักกระบี่มารนับร้อยกระอักเลือดออกมาพร้อมกันปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายสะท้อนประกายแสงสีทองคำขาวจากวิชาบำเพ็ญเพียรที่หลอมรวมฟ้าดิน
"อยากได้คัมภีร์... ก็ลองถามกระบี่ในมือข้าดูก่อนว่ามันจะยอมตกลงด้วยหรือไม่!"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่กระบี่วิปลาสกำลังจะถูกชักออกจากฝักเพื่อสะบั้นทำลายค่ายกลมาร เสียงกระดิ่งสำริดโบราณก็ดังขึ้นสามครั้งจากความว่างเปล่าเบื้องบน—กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง...
บรรยากาศทั่วทั้งหุบเขาแข็งค้างลงในทันที แม้กระทั่งไอพลังมารและปราณเซียนยังต้องหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
หลินซูเยว่หน้าถอดสีเป็นครั้งแรก นัยน์ตางามเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางคว้าแขนเสื้อของเฟิ่งอู่เฉินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ปราณเซียนในร่างปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่
"เสียงนี้... หรือว่า..." นางพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเซียน
เฟิ่งอู่เฉินหรี่ตาลงมองไปยังรอยแยกมิติสีดำสนิทที่กำลังเปิดออกเหนือศีรษะ เงาร่างสีทองอร่ามของผู้ไร้หน้าที่ถือคัมภีร์แห่งกฎสวรรค์ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงประกาศิตที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสามภพ
"เฟิ่งอู่เฉิน หลินซูเยว่... พวกเจ้าฝ่าฝืนกฎแห่งสวรรค์ ลักลอบเปลี่ยนชะตากรรม... โทษทัณฑ์แห่งมหาบรรลัยกัลป์ มาถึงแล้ว"
— ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนอันอันตรายนี้ไปด้วยกัน ขอให้ทุกท่านจงรักษากระบี่ในมือให้มั่น แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 11
กับดักของสำนักกระบี่มาร
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!