กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 6

รอยร้าวในใจน้ำแข็ง

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"ยุติธรรม? ฮ่าๆๆ! ซูเยว่... เจ้ายังคงงมงายกับคำว่า 'สวรรค์' อยู่อีกหรือ?" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังระคนเสียงคำรามของอัสนีบาตฟาดผ่านม่านเมฆสีชาด สะท้อนก้องกราบหุบผาหมื่นศพ กลิ่นอายคาวเลือดและไอปราณทมิฬลอยคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก เฟิ่งอู่เฉินยืนหยัดอยู่บนยอดศิลาผุกร่อน ร่างกายของเขาท่วมท้นด้วยรอยแผลฉกรรจ์ที่เกิดจาก 'ทัณฑ์สวรรค์เก้าค่ำคืน' แต่กระบี่วิปลาสในมือซ้ายยังคงสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังเบื้องบนราวกับต้องการท้าทายเงื้อมมือผู้สร้างโลก เบื้องหน้าเขาคือหลินซูเยว่ ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับโลหิตสีชาดที่หยดลงจากปลายกระบี่เซียนในมือ นางยืนนิ่งค้างดั่งรูปปั้นน้ำแข็ง นัยน์ตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาดุจหุบเขาไร้ก้นบึ้ง บัดนี้กลับสั่นไหวระริก ริมฝีปากสีชาดเม้มแน่นจนห่อเลือด ภาพเบื้องล่างคือซากปรักหักพังของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ที่ซึ่งบริวารและผู้อาวุโสผู้ทรงคุณธรรมนับร้อยชีวิตถูกสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์แผดเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี เพียงเพราะพวกเขาบังอาจ 'รู้มากเกินไป' และพยายามไขว่คว้าหาความจริงเบื้องหลังกฎแห่งเต๋า "พวกเขา... มิได้ทำสิ่งใดผิด..." หลินซูเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่สตรีผู้ไร้ใจผู้นี้เปล่งเสียงที่เจือปนความสั่นสะท้านออกมา ปราณน้ำแข็งรอบกายของนางปั่นป่วนจนเกล็ดหิมะหมื่นปีรอบยอดผาร่วงหล่นราวกับหิมะโปรยปรายแห่งความตาย "ผู้อาวุโสเมิ่งอุทิศตนเพื่อพิทักษ์ความสงบสุขของยุทธภพตลอดมา เหตุใด... เหตุใดสายฟ้าสวรรค์จึงพิพากษาให้เขาต้องดับสูญพร้อมกับวิญญาณที่ไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว?" "เพราะบนโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรม มีเพียงผู้แข็งแกร่งที่เขียนกฎขึ้นมาต่างหากเล่า" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นในห้วงจิตวิญญาณของเฟิ่งอู่เฉิน เจ้าอัคคีผลาญสภพ อสูรบรรพกาลที่สถิตในร่างแยกเขี้ยวหัวเราะเยาะในมิติภายใน *[ฮ่าๆๆ! นายน้อย... สอนบทเรียนราคาแพงให้แม่นางน้ำแข็งผู้นี้เสียหน่อยสิ! พวกมันบนสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้แหละ ใช้คำว่า 'ฟ้าดินเมตตา' มาบังหน้า แต่ลับหลังกลับเหยียบย่ำทุกชีวิตราวกับมดปลวก!]* เฟิ่งอู่เฉินไม่ได้ตอบโต้อสูรในร่าง สายตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องไปที่หลินซูเยว่ เขาก้าวเท้าช้าๆ ฝ่าพายุหิมะและไอปราณที่ยังคงคุกกรุ่นเข้าหาเซียนสาว ร่างกายของเขามีกลิ่นอายความตายแผ่ซ่าน แต่แววตาที่มองนางกลับเต็มไปด้วยความอาดูรและลึกซึ้ง เขายื่นมือขวาที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดออกไปสัมผัสแก้มเนียนนุ่มที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งของนาง หลินซูเยว่สะดุ้งเล็กน้อยแต่มิได้ถอยหนี นัยน์ตาคู่นั้นเงยขึ้นสบตากับเขา ความเยือกเย็นที่เคยสร้างกำแพงกั้นหัวใจมาตลอดร้อยปี บัดนี้เกิดรอยร้าวลึกขึ้นทีละน้อย ราวกับกระจกแก้วที่ถูกค้อนเหล็กทุบตีซ้ำๆ จนใกล้จะแตกสลาย "ซูเยว่ เจ้าถูกผนึกหัวใจด้วยวิชาเซียนเพื่อมิให้รู้จักความรัก ความแค้น ความโศกเศร้า เพื่อจะได้เป็นหุ่นเชิดรับใช้เบื้องบนได้อย่างไร้ที่ติ..." เฟิ่งอู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างยิ่งยวด ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่จะได้ยินจากปากของบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้ "แต่เจ้าจงดูภาพเบื้องล่างสิ... เลือดของคนที่เจ้าเคารพรักกำลังหลั่งริน แผ่นดินนี้ถูกย้อมด้วยความอยุติธรรม หากสวรรค์ไร้ซึ่งความเมตตา เหตุใดเจ้ายังต้องภักดีต่อมัน?" ถ้อยคำนั้นดั่งสายฟ้าฟาดเข้ากลางใจของหลินซูเยว่ รอยร้าวในใจน้ำแข็งขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว ความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ด้วยเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์เริ่มสั่นคลอน ภาพในอดีตเมื่อครั้งที่นางยังเป็นเพียงเด็กสาวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ ก่อนจะถูกพรากครอบครัวและถูกบังคับให้ดื่มโอสถตัดสิ้นกิเลสไหลทะลักเข้ามาในห้วงความคิด ความเจ็บปวดที่ถูกกดทับไว้เป็นเวลาเนิ่นนานระเบิดออกมาพร้อมกับหยาดน้ำใสๆ ที่รินไหลออกจากหางตาของนางหยดแล้วหยดเล่า "ข้า... ข้าคือผู้คุมกฎแห่งสวรรค์..." หลินซูเยว่พยายามเปล่งเสียงปฏิเสธความรู้สึกที่กำลังกัดกินจิตวิญญาณ ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ กระบี่เซียนในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น "ข้าต้องรักษาความถูกต้อง... แต่ทำไม... ทำไมหัวใจของข้าถึงเจ็บปวดเช่นนี้? อื้อ..." นางยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้าย บริเวณที่เคยถูกประทับอักขระเซียนปิดตายความรู้สึก ปราณศักดิ์สิทธิ์สีทองคำขาวพยายามพث่งพ่านขึ้นมาเพื่อควบคุมจิตใจของนางให้กลับสู่ความเย็นชาดังเดิม แต่ทว่า... รอยร้าวได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่พังทลายลงไปแล้ว ย่อมไม่มีวันประกอบกลับคืนมาได้ดังเดิม "เพราะเจ้ามีหัวใจอย่างไรเล่า ซูเยว่" เฟิ่งอู่เฉินดึงร่างระหงของนางเข้าสู่อ้อมอกที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดอย่างไม่ลังเล แม้บาดแผลของเขาจะกรีดลึกถึงกระดูก แต่วòngแขนที่โอบกอดนางกลับอบอุ่นและมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใดในยุทธภพ "ต่อให้พวกมันจะผนึกเจ้าด้วยพันธนาการแห่งเซียน หรือใช้กฎสวรรค์มาขู่ขวัญ แต่อย่าลืมว่าหัวใจดวงนี้... เป็นของเจ้า และข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนพรากมันไปจากเจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง" หลินซูเยว่ซบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอายบุรุษ น้ำตาของนางผสมผสานกับหยาดโลหิตของเขาจนกลายเป็นสีแดงฉาน ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับร้อยปีได้รับการปลดปล่อยออกมาในอ้อมกอดนี้ ปราณน้ำแข็งรอบตัวนางแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ร่วงหล่นลงมาโอบล้อมทั้งสองไว้ ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่เราสองคน ทว่า... ความเงียบสงบในหุบเขากลับอยู่ได้ไม่นานนัก *ครืนนนนน!* มฆาสีชาดบนท้องนภากลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง เสียงคำรามของอัสนีบาตครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าเก้าค่ำคืนที่ผ่านมา รัศมีสีทองอร่ามพุ่งทะยานลงมาจากรอยแยกของมิติ เบื้องบนเมฆหมอกหนาทึบ ปรากฏเงาร่างมหึมาของ 'ทูตสวรรค์แห่งแดนเซียน' เจ็ดร่าง สวมเกราะทองคำประดับอักขระโบราณ มือถือหอกอัสนีที่แผ่รังสีสังหารน่าสะพรึงกลัว แผ่ซ่านกดทับลงมาจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกร้าวเป็นวงกว้าง "หลินซูเยว่! เจ้าบังอาจฝ่าฝืนกฎสวรรค์ ยินยอมรับความรู้สึกทางโลกย์และแปดเปื้อนด้วยมลทินแห่งมาร..." เสียงกังวานดุจระฆังทองคำดังสะท้อนก้องฟ้า ทรงพลังจนทำเอาลมหายใจของสรรพชีวิตต้องติดขัด "โทษฐานของเจ้าคือการถูกพิพากษาให้วิญญาณแตกดับชั่วนิรันดร์ จงส่งตัวมารร้ายผู้นั้นมา แล้วรับทัณฑ์สวรรค์แต่โดยดี!" เฟิ่งอู่เฉินค่อยๆ ดันร่างของหลินซูเยว่ออกเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มของนางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาด้วยความเย้ยหยัน นัยน์ตาสيนทมิฬของเขาลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความบ้าคลั่ง เขากระชับกระบี่วิปลาสในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ดูเหมือนว่า... พวกมันจะไม่อยากให้เรามีความสุขกันเลยนะ ซูเยว่" เฟิ่งอู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะผ่าท้องฟ้าออกเป็นสองท่อน หลินซูเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวาบัดนี้กลับมาเปล่งประกายด้วยความเด็ดเดี่ยว นางกระชับกระบี่เซียนในมือแน่นขึ้น ปราณน้ำแข็งที่เคยอ่อนแรงกลับพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ปราณเพื่อรับใช้สวรรค์... แต่มันคือปราณเพื่อปกป้องสิ่งที่นางรักด้วยชีวิต "ข้าไม่ใช่หุ่นเชิดของพวกมันอีกต่อไปแล้ว..." หลินซูเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแต่มั่นคงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ นางสะบัดกระบี่เซียนในมือ พรหมจรรย์แห่งเซียนที่เคยค้ำจุนร่างถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการต่อต้าน ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองเตรียมพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าเพื่อเปิดฉากปะทะกับทูตสวรรค์ ทันใดนั้นเอง... พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็ยุบตัวลงอย่างรุนแรง หลุมอเวจีสีดำสนิทปรากฏขึ้นเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนมาจากก้นบึ้งของขุมนรก ซึ่งเป็นเสียงที่แม้แต่เฟิ่งอู่เฉินก็ยังต้องชะงักงัน... "ฮ่าๆๆๆ... นึกไม่ถึงเลยว่า เจ้าเด็กตระกูลเฟิ่ง กับผู้คุมกฎสาวผู้โง่เขลา จะตกหลุมพรางของข้าได้ง่ายดายถึงเพียงนี้..." ร่างในอาภรณ์สีดำสนิทไร้เงา ปรากฏขึ้นพร้อมกับไอพลังมารโบราณที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสารทิศ ในมือของมันถือกล่องศิลาโบราณที่สลักลวดลายประหลาด และเมื่อหลินซูเยว่เห็นใบหน้าของบุคคลผู้นั้น นัยน์ตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีดจนแทบลืมหายใจ! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและร่วมเป็นพยานในโศกนาฏกรรมแห่งรักนี้ ขอให้ทุกท่านจงรักษากระบี่ในมือให้มั่น แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%