กลิ่นอายคาวเลือดลอยอวลคละคลุ้งตัดผ่านความเย็นเยียบของยอดเขาหิมะหมื่นปี ประตูมิติสีเลือดที่เบื้องหลังหลินซูเยว่ยังคงส่งเสียงคำรามก้องดั่งห้วงอเวจีเปิดออก เงาร่างที่ก้าวเท้าเหยียบย่างออกมาจากม่านพลังนั้นไม่ได้แผ่รังสีอำมหิตน่าสะพรึงกลัว หากแต่สร้างความสั่นสะเทือนลึกลงไปถึงขั้วหัวใจของเซียนสาวผู้เย็นชาไร้ความรู้สึก
"ซูเยว่... ศิษย์น้อง..."
น้ำเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อนาง เงาร่างในชุดคลุมสีขาวเปื้อนฝุ่นดินและรอยเลือดเก่าคร่ำครวญปรากฏชัด ใบหน้านั้น... คือใบหน้าที่นางฝังกลบไว้ในห้วงความทรงจำเมื่อสามร้อยปีก่อน ใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ ผู้ซึ่งถูกระบุว่าพลีชีพในแดนสนธยาเพื่อปกป้องสำนัก
หลินซูเยว่ที่เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงดั่งหินผา กลับสะท้านเฮือก ดวงตาคู่คมกริบที่เคยว่างเปล่าปรากฏรอยร้าวลึก ร่างบางสั่นเทิ้มจนกระบี่น้ำแข็งในมือแทบหลุดร่วง วิชาเซียนศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ผนึกหัวใจนางมาเนิ่นนาน บัดนี้เกิดรอยปริแตกส่งเสียงกรอบแกรบดั่งกระจกถูกค้อนทุบ
"ท่าน... ท่านพี่เซี่ย..." หลินซูเยว่เค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายขยับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ถูกผนึกไว้ทะลักทะลายราวกับเขื่อนแตก
ท่ามกลางบรรยากาศอันบีบคั้น เฟิ่งอู่เฉินหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่วิปลาสในมือสั่นระริกด้วยความกระหายเลือด จิตวิญญาณอสูรเพลิงที่สิงสู่ในร่างส่งเสียงคำรามคำรามเตือนภัยในห้วงจิตสำนึก *'ไอ้เด็กโง่ระวัง! มันไม่ใช่คนเดิม แววตานั่นมันกลิ่นอายของเงาเทพสวรรค์ผู้ควบคุมจิต!'*
เฟิ่งอู่เฉินไม่สนใจเสียงเตือน ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าขึ้นไปยืนขวางหน้าหลินซูเยว่ไว้ครึ่งก้าว แผ่นหลังกว้างเปี่ยมด้วยความทะนงองอาจ เขายกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะใส่เงาร่างเบื้องหน้า แม้ในใจจะสัมผัสได้ถึงอันตรายระดับวิกฤต
"โอ้? แขกไม่ได้รับเชิญโผล่มาอีกคนแล้วหรือเนี่ย..." เฟิ่งอู่เฉินหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันดุเดือด "เล่นบทคนตายฟื้นคืนชีพกระนั้นรึ? น่าเสียดายที่รสนิยมการเลือกเวลามาเยี่ยมคนรักของเจ้ามันช่าง... ไร้มารยาทสิ้นดี"
เงาร่างที่อ้างว่าเป็นศิษย์พี่เซี่ยแย้มยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา "อู่เฉิน... เจ้าเด็กนอกรีตผู้ถือครองกระบี่เดรัจฉาน หลินซูเยว่คือนายหญิงแห่งแดนเซียน นางมีหน้าที่ต้องชำระล้างมลทินของเจ้า หลีกไปเสีย มิฉะนั้น... แม้แต่เจ้าข้าก็จะไม่ละเว้น"
หลินซูเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก นางฝืนควบคุมสติที่กระจัดกระจาย น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นแทรกกลางความตึงเครียด "เหตุใด... ท่านจึงอยู่ที่นี่? ในเมื่อวันนั้นข้าเห็นท่าน..."
"เห็นข้าตายในกองเพลิงกระนั้นหรือ?" เงาร่างนั้นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะชวนขนหัวลุก "ความตายเป็นเพียงเครื่องมือของสวรรค์ ซูเยว่... เจ้าถูกผนึกหัวใจเพราะความอ่อนแอ บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องทำหน้าที่ของตน จงใช้กระบี่ในมือปลิดชีพเจ้าหนุ่มนอกรีตผู้นี้เสีย นี่คือคำสั่งสูงสุดจากสวรรค์เบื้องบน!"
สิ้นคำประกาศิต บรรยากาศรอบด้านพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทมิฬ แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจากนภาจนพื้นหินใต้เท้าหลินซูเยว่แตกร้าวเป็นใยแมงมุม สายตาของเงาร่างนั้นจ้องเขม็งมาที่นาง ราวกับบงการหุ่นเชิดที่ไร้เจตจำนง
หลินซูเยว่กำกระบี่ในมือแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด ความขัดแย้งภายในจิตใจรุนแรงจนลมปราณตีกลับ นางกระรอกเลือดออกมาคำโต หัวใจที่ถูกแช่แข็งมาสามร้อยปีบัดนี้เต้นระรัวเจ็บปวดเจียนตาย นางต้องเลือกระหว่างคำสั่งของเบื้องบนที่นางภักดีมาตลอดชีวิต... กับบุรุษผู้ยืนหยัดเคียงข้างนางท่ามกลางพายุฝน
เฟิ่งอู่เฉินเหลือบสายตามองเสี้ยวหน้าของนาง เขาเห็นหยาดน้ำตาใสไหลรินผ่านแก้มขาวเนียน หยดลงกระทบพื้นหิมะจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง หัวใจของจอมยุทธ์ผู้หยิ่งทะนงกระตุกวูบอย่างเจ็บปวด เขารู้ดีว่านางแบกรับภาระอันหนักอึ้งเพียงใด
"ซูเยว่..." เฟิ่งอู่เฉินเอ่ยเสียงนุ่ม ผิดวิสัยจอมยุทธ์กวนประสาท มือหนายื่นไปกุมมือเรียวที่กำลังสั่นเทาของนางไว้ ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านความเย็นเยียบเข้าสู่ร่างกายของนาง "อย่าได้ฝืนใจตัวเอง... หากไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องทำ"
หลินซูเยว่สะดุ้งสุดตัว ดวงตาสั่นระริกมองแผ่นหลังและรอยยิ้มมั่นคงของเขา ความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามกดทับไว้ พังทลายลงในพริบตา
เงาร่างอดีตศิษย์พี่หรี่ตาลงอย่างเย็นชา น้ำเสียงกดต่ำลงจนน่ากลัว "หลินซูเยว่! เจ้ากล้าขัดคำสั่งสวรรค์เชียวรึ? จงเงื้อมือกบฏขึ้น แล้วแทงทะลวงหัวใจมันเดี๋ยวนี้!"
หลินซูเยว่เงยหน้าขึ้น ช1ายตามองเงาร่างที่เคยเคารพรัก ดวงตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยวและชิงชังระคนกัน นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก้าวเท้าขึ้นไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเฟิ่งอู่เฉิน ปลายกระบี่น้ำแข็งในมือหันกลับ ชี้ตรงไปที่เงาร่างเบื้องหน้าอย่างไร้ความลังเล
"ข้า..." หลินซูเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน เย็นชาแต่เด็ดเดี่ยวสะท้านฟ้าดิน "จะไม่ทำตามคำสั่งนี้อีกต่อไปแล้ว"
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปาก รอยร้าวบนหัวใจของนางก็ระเบิดออก แสงสว่างเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทว่า... เบื้องหลังเงาร่างของอดีตศิษย์พี่ รอยแยกของประตูมิติสีเลือดกลับขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้านสะเทือน
"โง่เขลา..." เสียงนั้นคำรามก้อง "ในเมื่อเจ้าเลือกทางนี้... ก็จงดูให้เต็มตาว่า สิ่งที่เจ้าปกป้องอยู่นั้น แท้จริงแล้วคืออะไร!"
สิ้นเสียง เงาร่างนั้นสะบัดมือออก ประตูมิติสีเลือดพลันพ่นละอองหมอกสีดำทมิฬเข้าปกคลุมร่างของเฟิ่งอู่เฉินและหลินซูเยว่ในชั่วพริบตา ก่อนที่ร่างของเฟิ่งอู่เฉินจะกระตุกวูบ ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงฉาน และกระบี่วิปลาสในมือของเขาก็หันปากคมกริบ... จ่อตรงมาที่ลำคอของหลินซูเยว่ผู้เป็นที่รักอย่างเลือดเย็น!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 20
เมื่อหัวใจไร้ความรู้สึกเริ่มร้าว
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!