โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องเกล็ดหิมะบนยอดผา ดุจดอกเหมยร่วงหล่นบนผืนผ้าแพรขาวบริสุทธิ์
“ช้าไปครึ่งลมหายใจ เจ้าก็กลายเป็นวิญญาณไร้ญาติไปแล้ว... ไอ้หนู!” เสียงแหลมเล็กแต่ทรงพลังของ ‘อสูรเพลิงโลกันตร์’ แผดก้องอยู่ในห้วงจิตสำนึกของเฟิ่งอู่เฉิน ขณะที่ร่างเพรียวระหงของชายหนุ่มต้องไถลถอยหลังไปตามพื้นผาน้ำแข็งลึกนับสิบวา รอยเท้าลึกกลายเป็นหลุมหลอมละลายจากความร้อนระอุที่เขาต้องแผดเผาเพื่อต้านทานพิษกระบี่ลึกลับ
เปรี้ยง!
อักขระเวทสีดำทมิฬนับพันสายพุ่งวาบมาจากความว่างเปล่า มันคือ ‘ค่ายกลสังหารสุริยันดับสูญ’ ที่ถูกกางกั้นขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง ท้องนภามืดครึ้มในพริบตา เมฆฝนทะมึนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นราวนรกเปิดปาก ประหนึ่งว่าฟ้าดินเองก็ร่วมมือกับมือสังหารเงาในครั้งนี้ เพื่อเอาชีวิตยอดฝีมือแห่งวิชากระบี่วิปลาส
เฟิ่งอู่เฉินหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากก่อนจะกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในทันที กระบี่วิปลาสในมือสั่นระริก เสียงร่ำไห้ของวิญญาณกระบี่ดังโหยหวนสะท้อนก้องฟ้า สะท้อนถึงอันตรายระดับมรณะที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ มือขวาของเขาชาด้านจากการปะทะกับพลังปราณลึกลับเมื่อครู่ กระดูกข้อมือแทบแหลกละเอียด
*นี่ไม่ใช่การลอบสังหารธรรมดา... นี่คือการเตรียมการมานับร้อยปีเพื่อปลิดชีพข้าโดยเฉพาะ* เฟิ่งอู่เฉินคิดในใจ แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีวับวามด้วยจิตสังหารรุนแรง
พรึบ!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านม่านหมอกหนาทึบ มันไร้ซึ่งตัวตน ไร้ซึ่งกลิ่นอายลมหายใจ มีเพียงความเย็นเยียบของความตายที่พุ่งตรงมายังจุดตายระหว่างคิ้วของเขา ปลายกระบี่สีนิลกาฬอาบยาพิษสวรรค์สะท้อนแสงวาบวับ มันรวดเรวเสียจนแม้แต่จิตวิญญาณยังแทบตามไม่ทัน
“ระวัง!”
น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งแต่กังวานดั่งระฆังหยกดังขึ้นจากเบื้องล่าง หลินซูเยว่ที่ยืนนิ่งสงบอยู่บนชะตากรรมของหุบผามาตลอด ขยับตัวแล้ว!
ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนจำศีลสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ปราณเซียนบริสุทธิ์เก้าชั้นฟ้าพลันแผ่ขยายออกเป็นรัศมีวงกลม น้ำแข็งหมื่นปีนับร้อยก้อนลอยเคว้งคว้างขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะหลอมรวมกันเป็นโล่คริสตัลหนาทึบขวางกั้นระหว่างเฟิ่งอู่เฉินกับคมกระบี่มรณะ
เคร้ง!
ประกายไฟสีทองสว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์ระเบิด แรงปะทะสะท้อนกลับจนภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน เลือดสดๆ พ่นทะลักออกจากปากของเฟิ่งอู่เฉินทันที ร่างของเขาเกือบทรุดลงคุกเข่ากับพื้น แต่มือซ้ายยังคงกำด้ามกระบี่แน่น อาการบาดเจ็บภายในสาหัสสากรรจ์จนเส้นชีพจรปราณเกือบขาดสะบั้น หากไม่ใช่เพราะปราณเซียนของหลินซูเยว่ช่วยรับแรงกระแทกไปครึ่งหนึ่ง เมื่อครู่นี้ศีรษะของเขาคงหลุดจากบ่าไปแล้ว
“ซูเยว่... เจ้าไม่ควรยื่นมือเข้ามา” เฟิ่งอู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ริมฝีปากเปื้อนโลหิตแย้มยิ้มหยันให้กับโชคชะตา
หลินซูเยว่ไม่ได้หันกลับมามอง ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยยังคงจ้องมองไปยังเงาดำที่ถอยร่างหายไปในม่านหมอกเบื้องหน้า นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่สั่นสะเทือนหัวใจผู้ฟัง
“เจ้าตาย... โลกนี้ก็ไร้ซึ่งความหมายที่จะปกป้องอีกต่อไปแล้ว”
คำพูดเพียงไม่กี่คำจากปากของนางเซียนผู้ไร้ใจ กลับทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดวิชาเซียนใดๆ ในใต้หล้า เฟิ่งอู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาฉายแววรักใคร่ระคนดุดัน
“เช่นนั้น... วันนี้ต่อให้ฟ้าดินถล่มลงมา ข้าก็จะลากหัวไอ้คนที่อยู่เบื้องหลังเงาดำนี้ออกมาสังหารด้วยมือของข้าเอง!”
เขายันกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามอีกครั้ง แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์และโลหิตชุ่มโชก แต่เจตจำนงแห่งกระบี่วิปลาสกลับพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทำลายเมฆหมอกทมิฬจนแตกกระจาย อสูรเพลิงในร่างคำรามก้องพร้อมเผาผลาญทุกสิ่ง
ทว่า ทันใดนั้นเอง พื้นผาน้ำแข็งเบื้องล่างที่ควรจะมั่นคงกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากความมืดมิดใต้หุบผา—เสียงหัวเราะที่ทำให้หัวใจของหลินซูเยว่กระตุกวูบเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี
“ฮ่าๆๆ... เฟิ่งอู่เฉิน เจ้าคิดว่านี่คือการลอบสังหารเพื่อเอาชีวิตเจ้าอย่างนั้นหรือ? ผิดแล้ว... นี่คือพิธีกรรม ‘ผนึกโลหิตบรรพกาล’ ต่างหาก!”
สิ้นเสียงหัวเราะ ประตูมิติสีเลือดขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังหลินซูเยว่ และเงาร่างที่ก้าวออกมาจากประตูบานนั้น... กลับเป็นใบหน้าที่นางคุ้นเคยและฝังใจเจ็บปวดที่สุดในอดีต!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 19
การลอบสังหารบนยอดผา
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!