โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่วิปลาส สะท้อนประกายแสงเย็นเยียบของจันทร์เพ็ญในหุบเขาอสูรกลืนนภา ก่อนจะซึมหายไปกับพื้นดินที่ยังคงคุรุ่นด้วยไอสังหาร
"เจ้าตั้งใจจะซ่อนมันไว้อีกนานแค่ไหน... ซูเยว่"
เฟิ่งอู่เฉินเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่ากลับสั่นคลอนหัวใจผู้ฟังยิ่งกว่าเสียงอสุนีบาตฟาดผ่าน นัยน์ตาคู่คมจ้องมองแผ่นหลังอันบอบบางแต่สง่างามดั่งเทพเซียนของสตรีเบื้องหน้า นางยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาหินสีนิล ปลายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมราตรีจนพลิ้วไหว ทว่าทั่วทั้งร่างกลับแผ่ไอเย็นเยือกที่สามารถแช่แข็งวิญญาณคนให้แตกสลายได้ในพริบตา
หลินซูเยว่ไม่หันกลับมามอง ร่างของนางยังคงแข็งทื่อดั่งรูปสลักหยกหิมะ สองมือที่กุมกระบี่เซียนไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ปราณกระบี่ในกายของนางกำลังปั่นป่วนอย่างไร้การควบคุม ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่ถูกผนึกไว้ในส่วนลึกที่สุดของความทรงจำ บัดนี้กลับทะลักทลายออกมาดั่งเขื่อนแตก เพียงเพราะวิถีกระบี่ที่เฟิ่งอู่เฉินใช้เมื่อครู่... มันเป็นกระบวนท่าเดียวกัน ท่วงท่าเดียวกัน และมีจิตวิญญาณที่ดุดันเย่อหยิ่งแบบเดียวกันกับ 'บุคคลผู้เคยสลักลึกลงในดวงใจ' ที่นางถูกบังคับให้ลืมเลือนไปตลอดกาล
"วิชากระบี่ของเจ้า... ไปร่ำเรียนมาจากที่ใด" สุ้มเสียงของหลินซูเยว่เย็นชาจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ ทว่ามันกลับสั่นเครืออย่างปิดไม่มิด นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสงบนิ่งคู่นั้นบัดนี้กลับไหวระริกราวกับผิวน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป "จู่โจมด้วยกระบวนท่าไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย สะบั้นได้แม้กระทั่งจิตสำนึก... นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาของสำนักเซียนใดในยุทธภพ มันคือวิชาที่สูญหายไปพร้อมกับ..."
นางชะงักคำพูดไว้เพียงแค่นั้น ปราณกระบี่รอบกายระเบิดออกเป็นวงกว้างจนหินผารอบด้านแตกละเอียดเป็นผุยผง
"พร้อมกับสำนักกระบี่ผลาญนภา... เช่นนั้นใช่หรือไม่?" เฟิ่งอู่เฉินต่อคำให้ด้วยรอยยิ้มหยัน ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อแรงกดดันระดับมหาเซียนที่กำลังโถมเข้าใส่ เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ท่วงท่าองอาจและอิสระเสรีราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังเดินวนรอบเหยื่ออันโอชะ แม้ในใจจะรู้ดีว่าอดีตที่เขากำลังขุดคุ้ยขึ้นมานี้ อาจแลกมาด้วยความเจ็บปวดเจียนตายของคนทั้งคู่ก็ตาม
*‘เจ้าเด็กโง่! บรรยากาศกำลังซาบซึ้ง ไฉนเจ้าถึงทำตัวปากเสียเช่นนี้เล่า? ระวังแม่นางน้ำแข็งผู้นั้นจะบันดาลโทสะแล้วแทงเจ้าทะลุอกจริงๆ เสียหรอก!’*
เสียงทุ้มต่ำและกวนประสาทของอสูรเพลิงบรรพกาลดังขึ้นในห้วงจิตสำนึก เฟิ่งอู่เฉินเพียงแค่แค่นเสียงรับในลำคออย่างไม่ใส่ใจ เขายังคงจดจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของหลินซูเยว่
"เจ้าจำมันได้..." หลินซูเยว่พึมพำกับตัวเอง ใบหน้างามซีดเผือดลงถนัดตา นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางอกราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงกลับมาอีกครั้ง วิชาผนึกหัวใจที่เหล่าผู้อาวุโสแห่งแดนเซียนบรรจงลงทัณฑ์แก่นางเมื่ออดีตเริ่มสั่นคลอน อักขระสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของนางก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความทรงจำที่ขาดหายไปเป็นช่วงๆ คล้ายถูกหมอกหนาทึบปกคลุม บัดนี้กลับถูกคมกระบี่ของบุรุษผู้นี้กรีดเปิดออกทีละน้อย
"ข้าจำได้ทุกสิ่ง ซูเยว่" เฟิ่งอู่เฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นอายจางๆ ของโลหิตและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์คละคลุ้งปะปนกันในอากาศ "ข้าจำได้แม้กระทั่งวันที่พวกมันใช้โซ่ตรวนแห่งสวรรค์ล่ามโซ่หัวใจของเจ้า ข้าจำได้แม้กระทั่งหยาดน้ำตาหยดสุดท้ายที่เจ้าหลั่งริน... ก่อนที่เจ้าจะลืมเลือนข้าไปจนหมดสิ้น"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่ากลางใจของหลินซูเยว่ ร่างของนางเซียนผู้ไร้ใจเซถอยหลัง รัศมีเซียนรอบกายแตกกระจาย นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลายเหลือคณา ทั้งความหวาดกลัว ความโหยหา และความเจ็บปวดที่กัดกินวิญญาณ
"เจ้า... เป็นใครกันแน่..." น้ำเสียงของนางขาดห้วง หัวใจที่เคยด้านชากลับเต้นรัวระรัวจนเจ็บปวด
เฟิ่งอู่เฉินไม่ได้ตอบคำถามด้วยวาจา เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะสัมผัสแก้มนวลที่ไร้รอยยิ้มนั้น ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะแตะโดนผิวของนาง ท้องนภาเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นดังก้องไปทั่วทั้งสามภพ
พายุอัสนีสีทองพุ่งแหวกฟ้าผ่าลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่โดยไร้สัญญาณเตือน!
"ระวัง!" หลินซูเยว่เบิกตากว้าง สัญชาตญาณการต่อสู้ของเซียนผู้คุมกฎตื่นตัวถึงขีดสุด นางพุ่งเข้าประชิดตัวเฟิ่งอู่เฉินในเสี้ยววินาที พร้อมกับยกกระบี่เซียนขึ้นต้านทานสายฟ้าพิโรธที่กำลังจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล
ตู้มมมมม!
แรงปะทะอันมหาศาลทำให้พื้นดินรอบรัศมีร้อยลี้ทรุดตัวลงกลายเป็นหลุมลึก ควันสีดำพวยพุ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทว่าท่ามกลางเศษหินและฝุ่นผงที่ตลบอบอวลนั้น สายตาของเฟิ่งอู่เฉินกลับมิได้มองไปยังสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เบื้องบน เขากลับก้มลงมองสร้อยหยกโบราณที่ส่องแสงเรืองรองอยู่บนลำคอของหลินซูเยว่—สร้อยหยกที่บัดนี้ ปรากฏรอยร้าวขึ้นทีละนิด... พร้อมกับความลับบางอย่างที่กำลังจะหลุดรอดออกมาจากเงื่อนงำแห่งอดีต
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและร่วมเป็นพยานในค่ำคืนอันแปรปรวนนี้ ขอให้ทุกท่านจงรักษากระบี่ในมือให้มั่น แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 8
กลิ่นอายที่คุ้นเคย
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!