กงล้อแห่งโชคชะตาเมื่อหมุนวน ย่อมไม่เคยปรานีผู้ใด แม้แต่เซียนผู้เหนือโลกีย์หรือจอมยุทธ์ผู้ฝืนลิขิตฟ้าดินก็ยังต้องก้มหัวให้แก่ความพลัดพราก
"เจ้าจะไปทางเหนือ... ส่วนข้าต้องไปทางใต้ เส้นทางนี้หากแยกกันเดินแล้ว เกรงว่ากว่าจะได้พบกันอีกครา โลหิตคงย้อมปฐพีจนหมดสิ้น"
เสียงทุ้มต่ำของเฟิ่งอู่เฉินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาหมื่นอสูร เบื้องหน้าของเขามีเพียงความมืดมิดของหุบเหวลึกที่พัดพาไอสังหารคละคลุ้ง ในมือของเขากำด้ามกระบี่วิปลาสแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แม้ร่องรอยการต่อสู้เมื่อคืนก่อนจะยังคงหลงเหลืออยู่บนเศษซากศพของกองกำลังอสูรโลหิต แต่บรรยากาศรอบตัวกลับไร้ซึ่งความฮึกเหิม มีเพียงความอ้างว้างที่กัดกินหัวใจของคนทั้งคู่
หลินซูเยว่ยังคงยืนสง่านิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมปราณที่ปั่นป่วน ทว่าแววตาคู่คมที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึก กลับไหววับดั่งผิวน้ำในยามถูกลมพัดผ่าน นางมองชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า—ผู้ชายคนเดียวในใต้หล้าที่สามารถทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งในหัวใจที่ถูกผนึกไว้ด้วยวิชาเซียนศักดิ์สิทธิ์ได้
"วิถีกระบี่ของท่านมุ่งสู่ความวิปลาสสะบั้นสวรรค์ ส่วนวิชาเซียนของข้าต้องผดุงกฏเกณฑ์แห่งยอดเขาหิมะ เส้นทางของเราขัดแย้งกันมาแต่ต้น... การแยกทางในยามนี้ หาใช่เรื่องน่าประหลาดใจไม่" สุ้มเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำ ทว่ากลับสั่นเครือเล็กน้อยในประโยคสุดท้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่รอดพ้นจากการรับรู้ของคนทั่วไปไม่ได้
เฟิ่งอู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันและเย้ยหยันโชคชะตา เขาก้าวเข้าไปประชิดนางทีละก้าว กลิ่นอายอสูรเพลิงบรรพกาลในร่างคำรามก้องอยู่ในจิตวิญญาณ เตือนสติเขาถึงอันตรายที่กำลังรออยู่เบื้องหน้า
*‘ไอ้หนุ่ม ขืนมัวแต่ชักช้าโอ้โลมปฏิโลม นางเซียนผู้นี้คงได้ถูกพวกสำนักมารลากตัวไปเคี่ยววิญญาณแน่! รีบตัดสินใจเสียที!’* เสียงกวนประสาทของอสูรเพลิงดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา เฟิ่งอู่เฉินเพียงปัดมันตกไปในเสี้ยววินาที
เขายื่นมือออกไปสัมผัสปอยผมสีดำสนิทที่ปลิวมาปร็อกใบหน้างดงามไร้ที่ติของหลินซูเยว่ นิ้วมือหยาบกร้านจากการผ่านศึกมาโชกโชนเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนนุ่ม นางไม่ได้ถอยหนี มีเพียงนัยน์ตาที่สะท้อนเงาร่างของเขาอย่างชัดเจน
"เจ้าจำคำพูดของข้าในคืนวันที่เราอยู่บนยอดเขาหิมะได้หรือไม่?" เฟิ่งอู่เฉินเอמהยกระซิบชิดริมหีบฝีปากของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับความเย็นเยียบของนางเซียน "ข้าบอกว่า ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย ต่อให้ทัณฑ์สวรรค์นับพันสายผ่าลงมา... กระบี่ในมือของเฟิ่งอู่เฉินผู้นี้ จะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าแม้แต่น้อย"
หลินซูเยว่หลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่กำลังตีรวนในอก นางไม่เคยเข้าใจความรัก จนกระทั่งได้พบกับบุรุษผู้แหกทุกกฎเกณฑ์ของยุทธภพผู้นี้
"ท่านต้องระวังตัว... แดนรกร้างบูรพาที่ท่านกำลังจะไปนั้น เป็นที่ซ่อนตัวของแปดปรมาจารย์มารโลหิต พวกมันรอคอยโลหิตจากกระบี่วิปลาสของท่านอยู่" หลินซูเยว่เอמהยเตือนด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความมั่นคงไว้
"หึ แปดปรมาจารย์มารโลหิตหรือ? ต่อให้พวกมันควักหัวใจออกมาดูว่าทำด้วยอะไร ข้าก็จะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันออกเป็นสองซีกอยู่ดี" เฟิ่งอู่เฉินยิ้มหยัน แววตาคมปลาบดั่งคมกระบี่ "แต่หุบเขาอัสนีบาตที่เจ้าต้องไป... ที่นั่นมีค่ายกลสะบั้นวิญญาณที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล หลินซูเยว่ เจ้าต่างหากที่ต้องระวังตัวให้ดี อย่าได้ใช้พลังเซียนหักโหมจนเกินขีดจำกัด มิฉะนั้น ผนึกหัวใจของเจ้าอาจจะแตกสลายก่อนที่เราจะได้พบกันอีก"
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ประสานกันท่ามกลางความตึงเครียดของสมรภูมิที่กำลังจะอุบัติขึ้น
หลินซูเยว่หยิบหยกสื่อวิญญาณชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ มันเปล่งแสงเรืองรองสีฟ้าคราม ยื่นให้เขา "นี่คือหยกเชื่อมจิตวิญญาณ... หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต มันจะแตกสลาย และไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด ข้าจะ... ข้าจะไปหาท่าน"
เฟิ่งอู่เฉินรับหยกชิ้นนั้นมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม สายตาของเขามองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ความเย็นชา
"ตกลง" เขากล่าวสั้นๆ ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "จงรักษากระบี่และหัวใจของเจ้าไว้ให้ดี รอข้ากลับมา... แล้วเราค่อยสะบั้นสวรรค์ไปด้วยกัน"
สิ้นคำกล่าว เฟิ่งอู่เฉินก็สะบัดกายทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด ร่างของเขากลายเป็นลำแสงสีดำทะมيนพุ่งแหวกม่านเมฆมุ่งหน้าสู่แดนรกร้างบูรพาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ทิ้งไว้เพียงไอสังหารที่ยังคงคุกกรุ่น
หลินซูเยว่มองตามเงาร่างนั้นจนลับตา นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงความเย็นชาและไร้ใจกลับคืนมา ก่อนจะหันหลังแล้วทะยานร่างไปในทิศทางตรงกันข้าม มุ่งหน้าสู่หุบเขาอัสนีบาตอันเป็นสถานที่ทดสอบจิตวิญญาณที่อันตรายที่สุด
ทว่า ในขณะที่ร่างของเฟิ่งอู่เฉินกำลังทะยานผ่านเขตแดนรอยต่อระหว่างภูเขาหมื่นอศนาและหุบเหวมารโลหิตนั้นเอง บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดในพริบตา!
สายลมที่เคยพัดผ่านกลับกลายเป็นเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณนับล้าน ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทมิฬที่หมุนวนเป็นรูปใบหน้ายักษ์มหึมา
*เงาร่างสีดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นขวางทางเขาอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้านไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ*
"เฟิ่งอู่เฉิน... เจ้าคิดว่าจะไปช่วยนางเซียนผู้นั้นได้ทันเวลาอย่างนั้นหรือ? ดูนี่เสียก่อนว่าสิ่งใดที่รอเจ้าอยู่เบื้องหน้า!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนอันอันตรายนี้ไปด้วยกัน ขอให้ทุกท่านจงรักษากระบี่ในมือให้มั่น แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 15
แยกทางชั่วคราว
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!