เลือด... กลิ่นคาวเลือดของสัตว์อสูรบรรพกาลไม่ได้ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศภายนอก หากแต่กำลังแผดเผาอยู่ภายในชีพจรของข้าเอง
ความเจ็บปวดราวนรกโลกันต์ฉีกกระชากเส้นเอ็นและกระดูกทีละนิ้ว เฟิ่งอู่เฉินกัดฟันแน่นจนคราบเลือดสดๆ ไหลทะลักมุมปาก ดวงตาข้างหนึ่งของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต ประกายไฟสีทองไหม้เกรียมพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขนทุกตารางนิ้วบนร่าง กลิ่นอายความโกรธเกรี้ยวอันดิบเถื่อนและป่าเถื่อนกำลังแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง จนผืนป่ารอบกายสั่นสะเทือนรากแก้วถอนรากถอนโคน
"ฮ่าๆๆๆ! เจ้าหนู... ในที่สุดเจ้าก็ต้านทานข้าไม่ไหวแล้วสินะ! ปล่อยพลังออกมา! ปล่อยให้เปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างนี้แผดเผาผืนแผ่นดินให้ราบคาบไปเสีย!"
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นจากห้วงสำนึกภายใน มันคือเสียงของ 'อสูรเพลิงทมิฬ' จิตมารบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ในร่างของเขามาเนิ่นนาน บัดนี้ คำสาปพันปีเริ่มสำแดงเดชอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อวัฏจักรแห่งจันทราสีเลือดเวียนมาบรรจบ พลังหยางอันร้อนแรงในกายของเฟิ่งอู่เฉินกำลังกัดกินจิตวิญญาณของเขาเองเพื่อเป็นเชื้อเพลิง
"หุบปากซะ..." เฟิ่งอู่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมศีรษะที่ปวดร้าวราจะระเบิด เขาย่อกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นดิน กระบี่วิปลาสในมือปักลงบนศิลาเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลงไป
ทันใดนั้น แสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งแหวกความมืดมิดเข้ามาดั่งสายฟ้าฟาด ปราณเซียนเย็นเยือกแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมรัศมีสิบจัตุรัสในทันที ความร้อนระอุที่แผดเผาทุกสิ่งพลถูกกดทับลงด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางเบาที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนปรากฏขึ้นเบื้องหน้า หลินซูเยว่... นางยืนอยู่ท่ามกลางพายุเพลิงโดยไม่สะทกสะท้าน เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับฉายแววความกังวลใจอย่างปิดไม่มิด
นางก้าวเข้ามาใกล้ ชายผ้าคลุมสีขาวไหวระริกตามจังหวะก้าวเดิน มือเรียวดั่งหยกขาวเอื้อมออกไปสัมผัสที่ไหล่กว้างของเขาอย่างแผ่วเบา
"อู่เฉิน... ตั้งสติไว้ อย่าปล่อยให้มันกลืนกินตัวท่าน" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำ แต่นุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน
เฟิ่งอู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาข้างหนึ่งสีดำสนิทของมนุษย์ แต่อีกข้างกลับเป็นสีแดงฉานดั่งอสูรคลั่ง เขาส2ยยิ้มหยันให้กับความอ่อนแอของตนเอง ทั้งที่ตั้งใจว่าจะปกป้องนางด้วยวิถีกระบี่นี้ให้ได้แท้ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเขาเองกำลังจะกลายเป็นอสูรไร้สติที่จะทำร้ายนางเสียเอง
"ซูเยว่... ถอยไป..." เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมาน "ข้า... ข้าควบคุมมันไม่อยู่แล้ว... พลังคำสาปบ้าคลั่งนี่... มันกำลังจะฉีกวิญญาณของข้าเป็นชิ้นๆ"
"ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น" หลินซูเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางไม่ถอยหนยแม้แต่น้อย กลับเดินเข้าไปประชิดตัวเขา รวบรวมพลังปราณเซียนเก้าชั้นฟ้าทั้งหมดโคจรเข้าสู่ฝ่ามือ แล้วกดลงบนจุดชีพจรสำคัญกลางแผ่นหลังของเขาเพื่อช่วยสะกดข่มจิตมาร
อ๊ากกก!
เฟิ่งอู่เฉินคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อพลังเซียนบริสุทธิ์ปะทะเข้ากับพลังอสูรดิบเถื่อน เกิดเป็นคลื่นกระแทกมหาศาลระเบิดออกรอบตัว ต้นไม้ใบหญ้ารัศมีร้อยวาแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา เลือดสีดำทะลักออกจากปากของเขาอีกคำโต หยดลงบนพื้นหิมะที่หลินซูเยว่สร้างขึ้นจนกลายเป็นสีแดงฉานน่ากลัว
"ท่านโง่หรือเปล่า..." นางพึมพำเบาๆ ขณะที่เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามไรผมอันงดงาม "ท่านสัญญากับข้าแล้วว่าจะไม่ยอมแพ้... ท่านลืมแล้วหรือว่าเรายังต้องไปทวงความยุติธรรมบนแดนสวรรค์ด้วยกัน"
"ข้า... ไม่เคยลืม..." เฟิ่งอู่เฉินหอบหายใจหนักหน่วง อุณหภูมิในกายพุ่งสูงขึ้นจนชุดสีดำของเขาเริ่มไหม้เกรียม แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือของหลินซูเยว่ที่แผ่นหลัง กลับเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เขายังไม่สูญเสียสติไปทั้งหมด
ทว่า... เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันทรงพลังก็ดังขึ้นจากห้วงลึกในจิตสำนึกอีกครั้ง คราวนี้มันดังกว่าเดิม ราวกับเสียงคำรามของพญามารที่หลุดพ้นจากพันธนาการ
*<นังเซียนน้อยผู้นี้ช่างโง่เขลานัก! คิดจะใช้พลังเซียนอันน้อยนิดมาต้านทานเพลิงบรรพกาลของข้าหรือ! มารับความพินาศไปพร้อมๆ กันเถอะไอ้มนุษย์โง่!>*
สิ้นเสียงคำราม ร่างของเฟิ่งอู่เฉินก็พองขยายขึ้น เปลือกตาของเขาปิดสนิทก่อนจะลืมโพลงขึ้นอีกครั้งด้วยประกายตาสีแดงฉานเต็มขั้น ปราณอสูรสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลักออกมาจากร่างราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้าใส่หลินซูเยว่จนร่างของนางกระเด็นถอยหลังไปหลายจัตุรัส กระอักเลือดคำโตออกมาเช่นกัน
"ซูเยว่!" เฟิ่งอู่เฉินแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทางจิตใจที่เหนือกว่าความเจ็บปวดทางกาย เมื่อเห็นนางเซียนผู้เย็นชาต้องบาดเจ็บเพราะความไร้ความสามารถของเขา
หลินซูเยว่ใช้กระบี่เซียนปักลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลง มุมปากของนางมีคราบเลือดสีแดงตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ แต่นางมิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย นางเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่บัดนี้กลายร่างเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูรไปเสียแล้ว ปีกอสูรเพลิงสีดำคู่หนึ่งงอกออกมาจากแผ่นหลัง กลิ่นอายทำลายล้างแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา
"ข้าบอกแล้ว... ว่าข้าจะไม่ยอมให้ใครพรากท่านไป... แม้แต่ตัวท่านเองก็ไม่ได้" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว พร้อมกับแววตาที่ส่อประกายความรักอันลึกซึ้งที่หลอมละลายน้ำแข็งพันปีในใจจนหมดสิ้น
ในขณะที่เฟิ่งอู่เฉินในร่างอสูรกำลังจะสูญเสียการควบคุมครั้งสุดท้าย และเตรียมจะเหวี่ยงกรงเล็บอสูรเข้าใส่ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทันใดนั้น ท้องน้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบก็พลพลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆดำทะมุนรวมตัวกันเป็นวงกว้างเหนือศีรษะของทั้งสอง เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดจากทัณฑ์สวรรค์ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยก
และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว เงาร่างสีขาวปริศนาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมิติที่ฉีกขาดกลางอากาศ... พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบลงจนถึงขั้วกระดูก
"ฮี่ๆๆๆ... ในที่สุด ประตูผนึกแดนเทพก็เปิดออกแล้วกระมัง เจ้าหนูตระกูลเฟิ่ง... ถึงเวลาชำระหนี้เลือดเมื่อพันปีก่อนเสียที!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนอันอันตรายนี้ไปด้วยกัน ขอให้ทุกท่านจงรักษากระบี่ในมือให้มั่น แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 14
คำสาปพันปีเริ่มสำแดงเดช
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นสวรรค์กับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!