"ดึกดื่นคื่นมืดแบบนี้ หมอภัทรกับคุณนักข่าว... กำลังปรึกษาเรื่อง ‘ความลับ’ อะไรกันอยู่หรือครับ?"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นจากความมืดริมระเบียงห้องพักแพทย์เวร ทำให้ผมชะงักมือที่กำลังกำเอกสารรายงานการผ่าตัดในมือแน่น รินรดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสะดุ้งเฮือก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ รีบเก็บแฟ้มข้อมูลลับเกี่ยวกับการทุจริตงบประมาณวิจัยยาของโรงพยาบาลเข้ากระเป๋าเอกสารทันที
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน การย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดึตไม่ได้ทำให้ความทรงจำอันเจ็บปวดจางหายไปเลยแม้แต่น้อย รอยแผลเป็นในใจยังคงเต้นตุบๆ ทุกครั้งที่นึกถึงคราบเลือดและกลิ่นยาฆ่าเชื้อในคืนที่ครอบครัวของผมต้องจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุที่ถูกจัดฉากโดยฝีมือของคนใกล้ตัว
"ไม่มีอะไรหรอกครับ ดร.ชวิน... เราแค่คุยเรื่องเคสผ่าตัดเคสยากที่เพิ่งผ่านไปเมื่อช่วงหัวค่ำเท่านั้นเองครับ" ผมหันไปเผชิญหน้ากับอาจารย์แพทย์ผู้มีรอยยิ้มเคลือบยาพิษอยู่บนใบหน้าเสมอ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และซ่อนความทะเยอทะยานอันดำมืดไว้ภายใต้ภาพลักษณ์แพทย์ผู้เสียสละ
ชวินหรี่ตามองผมอย่างพิจารณา รอยยิ้มบนมุมปากของเขาไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย "งั้นหรือครับ... นึกว่ากำลังคุยเรื่องที่สนุกกว่านั้นเสียอีก ช่วงนี้คุณภัทรดูหมกมุ่นกับเรื่องนอกห้องผ่าตัดแปลกๆ นะครับ ระวังจะรักษาคนอื่น จนลืมดูแลคนใกล้ตัว... โดยเฉพาะคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณนะครับ"
คำพูดนั้นไม่ใช่แค่คำเตือน แต่มันคือคำขู่... คำขู่แบบเดียวกับที่ผมจำได้ขึ้นใจจากอนาคตที่ถูกทำลายไปแล้ว ชวินกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าเขากำลังจับตาดูครอบครัวของผมอยู่ และเขามีอำนาจมากพอที่จะทำให้พวกเขาย่อยสลายหายไปได้ทุกเมื่อ
รินรดาขยับตัวทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อโต้แย้ง แต่ผมยกมือขึ้นห้ามไว้เบาๆ สายตาของผมจ้องมองชวินนิ่งนาน ความแค้นที่สุมอกแทบจะทะลักออกมาทางรังสีอำมหิตในดวงตา แต่ผมบังคับตัวเองให้แย้มยิ้มกลับไป—รอยยิ้มที่สุภาพและเยือกเย็นที่สุดเท่าที่ศัลยแพทย์คนหนึ่งจะแสดงออกมาได้
"ขอบพระคุณที่เป็นห่วงนะครับอาจารย์... แต่ผมดูแลครอบครัวของผมดีพอ และมั่นใจว่า... ใครที่คิดจะทำร้ายพวกเขา จะต้องชดใช้ด้วยสิ่งที่เจ็บปวดมากกว่าหลายเท่าแน่นอนครับ"
ชวินหุบยิ้มลงเล็กน้อยเมื่อเจอสายตาและน้ำเสียงที่ไม่อ่อนข้อให้เหมือนเคย เขาสบตาผมครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ "ฮึ... หวังว่าคุณจะพูดคำนี้ได้ตลอดรอดฝั่งนะครับ หมอภัทร" พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินหายไปกับความมืดทางเดินโรงพยาบาล ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลชวนคลื่นไส้
ทันทีที่แผ่นหลังของชวินลับตาไป รินรดาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เธอยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจ
"หมอภัทรคะ... เอ๊ย! หมอภัทรครับ... เมื่อกี้คุณเล่นอะไรเนี่ย สายตากับคำพูดของคุณมันอันตรายมากเลยนะ รู้ตัวไหมว่าเขากำลังสงสัยเราสองคนอยู่" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"ผมรู้ครับคุณริน... และเพราะเขากำลังสงสัย นั่นหมายความว่าแผนการของเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว" ผมหันไปมองนาฬิกาข้อมือ ตัวเลขดิจิตอลบอกเวลา 01:15 น. "ตอนนี้ผมต้องรีบไปแล้วครับ ครอบครัวของผมกำลังรออยู่"
"ดึกป่านนี้แล้วเนี่ยนะ? จะไปไหนอีกครับ" เธอถามด้วยความงุนงง
"กลับบ้านครับ... บ้านที่ผมไม่ได้กอดพวกท่านมานานแสนนาน" ผมตอบสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นในน้ำเสียง ก่อนจะหยิบกุญแจรถและสาวเท้าก้าวเดินออกจากห้องพักแพทย์อย่างรวดเร็วโดยไม่รอฟังคำทักท้วงใดๆ อีก
ระหว่างขับรถฝ่าความมืดของถนนสายหลักในย่านชานเมือง หัวใจของผมเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าตอนยืนถือมีดผ่าตัดอยู่หน้าเคสหัวใจหยุดเต้น ความทรงจำในคืนวันที่ฝนตกหนัก รถบรรทุกคันใหญ่พุ่งชนรถยนต์ของครอบครัว เสียงกรีดร้อง เสียงกระจกแตก และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง... ภาพเหล่านั้นวิ่งวนเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซากที่คอยย้ำเตือนว่าผมเคย "ล้มเหลว" ขนาดไหน
แต่ครั้งนี้... ปาฏิหาริย์แห่งหัตถ์เทวะได้มอบโอกาสครั้งที่สองให้ผมแล้ว ผมย้อนเวลากลับมาก่อนคืนวันอุบัติเหตุสยขวัญนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง!
ผมกดน้ำหนักเท้าลงบนคันเร่ง รถยนต์พุ่งทยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ทิวทัศน์สองข้างทางพร่ามัว หยาดฝนเริ่มโปรยปรายลงมาปรอยๆ คล้ายกับบรรยากาศในคืนวันหายนะไม่มีผิดเพี้ยน ความวิตกกังวลตีรวนขึ้นมาในช่องท้อง หากผมไปช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว ผลลัพธ์อาจจะซ้ำรอยเดิม ความพยายามทั้งหมดในการไขว่คว้าโอกาสย้อนเวลานี้ก็จะสูญเปล่าทันที
"ได้โปรด... ขอให้อยنتันเวลาทีเถอะครับ" ผมพึมพำกับตัวเอง มือทั้งสองข้างกำพวงมาลัยแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
ในที่สุด รถของผมก็เลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าบ้านสองชั้นสไตล์อบอุ่นหลังเดิม—บ้านที่ควรจะมืดสนิทและว่างเปล่าในอนาคตที่ผมเคยรู้จัก แต่ทว่า... ตอนนี้ หน้าต่างห้องนั่งเล่นชั้นล่างกลับมีแสงไฟสีส้มอบอุ่นส่องลอดออกมา เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คลอเคล้ากับเสียงหัวเราะพูดคุยที่คุ้นเคยดังแว่วมาให้ได้ยิน
มือของผมสั่นเทาขณะดับเครื่องยนต์และดึงกุญแจออก ผมเปิดประตูรถก้าวลงไปยืนบนพื้นถนนที่เปียกชื้น ละอองฝนกระทบใบหน้าแต่ผมไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย หัวใจของผมพองโตและบีบรัดเข้าหากันอย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก
ผมเดินเตร็ดเตร่เข้าไปใกล้ตัวบ้านทีละก้าว ทีละก้าว... ผ่านสวนดอกไม้เล็กๆ ที่คุณแม่ชอบรดน้ำ มองผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าไปด้านใน
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ขอบตาร้อนผ่าว รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่ไม่สามารถกลั้นเอาไว้ได้
คุณพ่อกำลังนั่งสวมแว่นตาอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาตัวโปรด พลางจิบกาแฟร้อนในแก้วเซรามิก ขณะที่คุณแม่กำลังเดินถือจานผลไม้สดเดินเข้าไปวางให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน และตรงกลางพรมห้องนั่งเล่น... น้องสาวคนเล็กของผมกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำการบ้านด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ
พวกเขายังมีชีวิตอยู่... ครอบครัวที่ผมสูญเสียไป ครอบครัวที่ผมร้องไห้คร่ำครวญหามาตลอดหลายปีในอนาคต พวกเขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น มีลมหายใจ มีรอยยิ้ม และมีความสุข
ติ๊ง... ต่อง...
นิ้วมือที่สั่นเทากดกริ่งหน้าประตูบ้าน เสียงกริ่งนั้นดังขึ้นในความเงียบงันของค่ำคืน
ข้างในบ้านเงียบลงชั่วขณะ เสียงฝีเท้าเดินตรงมาที่ประตูกดังขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความกลัวที่จะสูญเสียกลับมาอีกครั้งแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด แต่มันถูกแทนที่ด้วยความโหยหาอย่างสุดซึ้ง
แกร็ก!
กลอนประตูถูกปลดล็อก บานประตูไม้สีขาวค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าของผู้ชายวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มใจดีประดับอยู่บนใบหน้า—คุณพ่อของผมเอง
"อ้าว ตาภัทร... ดึกดื่นป่านนี้ทำไมถึงเพิ่งกลับมาล่ะลูก งานที่โรงพยาบาลเหนื่อยมากเลยสิ ดูสิ หน้าซีดหมดแล้วเข้ามาก่อนเร็ว..."
คุณพ่อยังพูดไม่ทันจบประโยค ผมก็พุ่งตัวเข้าไปโผเข้ากอดร่างของคุณพ่อไว้แน่นทันทีอย่างเต็มแรง สองแขนโอบกอดแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นไว้แนบอก ซบใบหน้าลงกับไหล่กว้างที่มีกลิ่นอายความอบอุ่นแบบที่ผมโหยหามาตลอดกาลเวลาอันยาวนาน
คุณพ่อชะงักไปครู่ด้วยความตกใจกับท่าทีที่แปลกประหลาดของผม "เฮ้ย เป็นอะไรไปลูก... ร้องไห้ทำไมเนี่ย ตัวสั่นเชียว มีเรื่องไม่สบายใจอะไรที่โรงพยาบาลหรือเปล่า บอกพ่อได้นะ..."
เสียงทุ้มของคุณพ่อที่เอ่ยปลอบโยนพร้อมกับมืออุ่นๆ ที่ตบเบาๆ บนแผ่นหลังของผม ยิ่งทำให้เขื่อนน้ำตาที่ผมพยายามกั้นไว้พังทลายลงมาอย่างไร้การควบคุม ผมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ความรู้สึกผิด ความคิดถึง และความโล่งอกผสมปนเปกันจนแน่นอก
เสียงฝีเท้าของคุณแม่และน้องสาวรีบวิ่งเข้ามาสมทบที่หน้าประตูด้วยความตกใจ
"พี่ภัทร! เป็นอะไรไปคะคุณแม่ พี่ภัทรร้องไห้ทำไม!" เสียงน้องสาวร้องทักด้วยความตกตื่น
คุณแม่รีบวางมือลงบนแขนของผม ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างล้นพ้น "ภัทรลูก... เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรลูกบอกแม่ซิ..."
ผมผละออกจากอ้อมกอดของคุณพ่อเล็กน้อย ก่อนจะคว้าตัวของคุณแม่และน้องสาวเข้ามารวบกอดไว้ด้วยกันในอ้อมแขนเดียว กอดพวกเขาทั้งสามคนไว้แนบแน่นราวกับกลัวว่าหากคลายมือเพียงนิดเดียว ภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นเพียงควันหมอกในความฝัน
"ผมไม่เป็นไรครับ... ผมแค่... คิดถึง... คิดถึงพวกท่านเหลือเกินครับ" ผมเอ่ยเสียงสะอื้น พลางซุกหน้าลงกับอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในโลก
ในขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับความอบอุ่นของอ้อมกอดครอบครัวที่ควรจะสูญเสียไปแล้วนั้น สายตาของผมเหลือบไปเห็นเงาดำลางเลือนที่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณพุ่มไม้รั้วหน้าบ้าน... เป็นเงาร่างของชายสวมหมวกแก๊ปสีดำที่กำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหู พร้อมกับแสงแฟลชจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ส่องสว่างวาบขึ้นมาในความมืด... บันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางย้อนเวลาไปกับผมนะครับ
---
**หมอภัทรแก้ไขชะตา**
หัตถ์เทวะย้อนเวลา: ภารกิจเปลี่ยนชะตาที่สูญเสีย•ตอนที่ 2
กอดแรกที่รอคอย
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หัตถ์เทวะย้อนเวลา: ภารกิจเปลี่ยนชะตาที่สูญเสีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!