“คิน! พี่เข้ามาได้ไงเนี่ย!”
เสียงโวยวายของมินดังลั่นห้องนั่งเล่นขนาดกะทัดรัดทันทีที่ร่างสูงโปรดของรุ่นพี่คณะวิศวะฯ ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของบ้านอนุญาต มือบางที่กำลังถือปากกาเน้นข้อความถึงกับสั่นระริกด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองผู้บุกรุกที่ถือวิสาสะไขประตูเข้ามาหน้าตาเฉย
ก็แหงล่ะ... ใครจะไปคิดว่าคนตัวโตหน้ามึนคนนี้จะมีกุญแจสำรองห้องเธอได้ยังไงก่อน!
“ก็ไขเข้ามาไงครับ หรือจะให้พี่ปีนหน้าต่างแบบในละครหลังข่าว เกรงว่าสังขารปีสามจะไม่เอื้ออำนวยนะมิน” คินตอบหน้าตาเฉย ถือวิสาสะวางถุงชาเขียวปั่นร้านโปรดของเธอลงบนโต๊ะกระจกที่มีกองชีทเรียนสุมกันรกรุงรัง พลางทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพรมขนฟูข้างโซฟาอย่างสนิทสนมราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง
“นี่พี่! อย่ามาเนียนนะ ใครอนุญาตให้เอาคีย์การ์ดสำรองฉันไปทำเพิ่มฮะ!” มินชี้หน้าคาดโทษ แก้มป่องๆ ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโมโหปนเขินที่อีกฝ่ายบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวกันแบบดื้อๆ
“ก็วันก่อนมินทำตกไว้ที่โรงอาหาร แล้วพี่เก็บได้… ในฐานะพลเมืองดี พี่ก็แค่ไม่อยากให้ของหายเฉยๆ หรอกน่า” คินยักไหล่กวนๆ ส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ตาหยีมาให้ ทำเอาคนฟังอยากจะหยิบหนังสือประวัติศาสตร์นิเทศฯ ฟาดหัวหนาๆ นั่นสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้
“พลเมืองดีบ้านพี่สิ! เอาคืนมาเลยนะ!” มินยื่นมือไปตรงหน้า ทำท่าจะแย่งคีย์การ์ดพวงกุญแจรูปเป็ดน้อยสีเหลืองที่ห้อยอยู่ตรงห่วงกางเกงของอีกฝ่าย แต่มีหรือที่คนตัวสูงกว่าจะยอม คินอาศัยความได้เปรียบเรื่องความสูงชูมือขึ้นเหนือหัว แถมยังรวบข้อมือบางของเธอไว้ด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย
“โอ๊ะๆ อย่าดื้อสิครับตัวเล็ก บอกแล้วไงว่าวันนี้พี่มารับหน้าที่เป็น ‘ติวเตอร์ส่วนตัว’ ไม่ใช่คู่กัด… เปิดชีทวิชา ‘การสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวใจ’ ขึ้นมาเลยครับ พี่พร้อมรบแล้ว”
พูดจบ คินก็ดึงชีทสรุปเล่มหนามาจากตักเธอหน้าตาเฉย จัดแจงกางออกแล้วหยิบปากกาในมือเธอไปถือไว้เองเสร็จสรรพ ท่าทางจริงจัง (ที่เชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด) ทำืให้นิยายรักฉบับเร่งรัดในหัวของมินรวนไปหมด นี่เธอต้องมาติดแหง็กอยู่กับรุ่นพี่สายตื๊อคนนี้สองต่อสองในห้องแคบๆ จริงๆ น่ะเหรอเนี่ย!
ผ่านไปเกือบชั่วโมง บรรยากาศการติวหนังสือที่มินคาดหวังว่าจะได้ความรู้กลับคืนมาสมองแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับกลายเป็นการ “ติวไป หยอดไป” จนหัวใจคนฟังทำงานหนักยิ่งกว่าวิ่งมาราธอน
“ข้อนี้... ทฤษฎี Agenda-Setting มื่อสื่อมวลชนกำหนดวาระทางสังคม… เหมือนที่พี่กำลังกำหนดวาระหัวใจให้มินมีแต่เรื่องพี่นั่นแหละ” คินหันมามองหน้าเธอพร้อมรอยยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ที่กระดาษชีท
มินชะงัก เงยหน้าขึ้นจากสมุดจด “เกี่ยวอะไรกันเล่า! นี่มันวิชาการนะพี่คิน อย่ามานอกเรื่อง!”
“ก็พี่กำลังโยงเข้าสู่ชีวิตจริงไงครับ… เค้าบอกว่าการโน้มน้าวใจที่ดีที่สุดคือการกระทำ แล้วดูสิ่งที่พี่ทำตอนนี้สิ… ซื้อชานมมาให้ นั่งติวให้ถึงห้อง แถมยังหล่อและโสดสนิทด้วย แบบนี้ไม่เรียกว่าโน้มน้าวให้ใจอ่อน แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะครับ หือ?”
“อี๋! หลงตัวเองเป็นที่สุด!” มินแกล้งทำเป็นทำเสียง r2d2 กลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่พุ่งขึ้นมาถึงใบหู มือบางรีบหยิบสมุดขึ้นมาบังหน้าตัวเองไว้เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา บ้าจริง… ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงขยันหยอดคำพูดเลี่ยนๆ แบบนี้ออกมาหน้าตาเฉยได้ตลอดเวลาวะเนี่ย!
“เขินก็บอกว่าเขินครับ ไม่เห็นต้องเอาสมุดมาบังหน้าเลย หน้าแดงหมดแล้วนะยัยตัวแสบ” คินหัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู ยื่นมือหนามาปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดที่แตะโดนผิวแก้มทำเอาลมหายใจของมินสะดุดกึก หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
“ใครเขิน! ฝุ่นเข้าตาต่างหากเล่า!” มินโวยวายเสียงดังกลบเกลื่อนความใจสั่น รีบผถอยหลังกรูดจนหลังชนพนักโซฟา
คินไม่ยอมแพ้ เขยิบเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์และความอ่อนโยนที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว “ถ้าไม่ได้เขิน… งั้นมองตาพี่สิ แล้วพูดใหม่อีกทีซิว่าไม่ได้รู้สึกอะไรเลย”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันตาเห็น เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ และเสียงหัวใจของตัวเองที่ดังแข่งกัน มินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่สะท้อนเงาของเธออยู่ข้างใน ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว… อันตรายต่อหัวใจดวงน้อยๆ ที่เริ่มจะไม่รักดี
“พี่... พี่คิน ถอยไปเลยนะ! บอกให้ติวหนังสือไง ทำไมกลายเป็นลวนลามฉันล่ะ!” มินใช้มือดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่คนตัวโตกลับนิ่งสนิท ราวกับกำแพงหินที่ไม่มีวันขยับ
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ลวนลาม… พี่กำลังจีบต่างหาก เลิกแกล้งทำเป็นปากแข็งสักทีได้ไหมมิน รู้ไหมว่าเวลาเธอทำหน้าบึ้งแล้วด่าพี่เนี่ย…” คินเว้นจังหวะไปนิด ปลายจมูกโด่งรั้นเกือบจะชนกับปลายจมูกของเธออยู่รอมร่อ “…มันน่ารักจนพี่แทบจะอดใจไม่ไหวอยู่แล้วนะ”
สิ้นคำพูดนั้น ห้องทั้งห้องก็เหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ มินสมองขาวโพลน คำด่าทอที่เตรียมไว้เป็นร้อยคำหายวับไปกับตา หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความอบอุ่นจากไอตัวของคนตรงข้ามโอบล้อมรอบตัวเธอไว้จนหนีไปไหนไม่รอด
ในจังหวะที่คินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนริมฝีปากแทบจะแนบชิด เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น *“ปิ๊ง!”* ทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่ใยดี
มินสะดุ้งสุดตัวราวกับโดนไฟช็อต รีบผลักอกคินเต็มแรงจนเขากระเด็นถอยหลังไป ก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูแก้เก้อ มือบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะกดปลดล็อกหน้าจอเพื่อหนีความเขินอาย
ทว่า... เมื่อก้มลงมองหน้าจอแชตที่เด้งขึ้นมาจากแอปพลิเคชันยอดฮิต มินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด
มันไม่ใช่ข้อความจากฟ้าใส หรือกลุ่มเพื่อนสนิท... แต่มันคือแชตกลุ่มคณะนิเทศฯ ปี 2 และที่สำคัญที่สุดคือ...
*“พี่คินส่งรูปอะไรเข้ากลุ่มวะเนี่ย!”*
มินหน้าซีดเผือด รีบเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่ตัวแสบที่ตอนนี้กำลังนั่งอมยิ้มกริ่ม ชูโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาโชว์หรา หน้าจอของคินปรากฏภาพถ่ายเซลפיขขณะที่เขากำลังโน้มหน้าเข้ามาใกล้แก้มเธอก่อนหน้านี้เป๊ะๆ พร้อมกับแคปชันเด็ดดวงที่พิมพ์ไว้เสร็จสรรพว่า—
*[“ติวหนังสือหรือจีบกันดีครับ? สรุปคือ... จีบครับ ติดแล้วด้วย 😊”]*
“ไอ้พี่คิน! ลบรูปเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!!”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความฟินและรอยยิ้มของ "ชาพีชหวานน้อย" ในตอนนี้นะคะ!
รุ่นพี่สายตื๊อขอกู้คืนสถานะเฟรนด์โซน•ตอนที่ 9
ติวหนังสือหรือจีบกันครับพี่
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่สายตื๊อขอกู้คืนสถานะเฟรนด์โซน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!