เสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของธันวาไม่ได้สร้างความรื่นรมย์ให้ใครในห้องครัวนั้นเลยสักนิด ตรงกันข้าม มันเหมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงที่กำลังคุโชน คินน์ตวัดสายตาคมกริบมองร่างสูงโปรดของอัลฟ่าหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์สแตนเลสอย่างสบายอารมณ์ กลิ่นอายฟีโรโมนประจำตัวของอัลฟ่าระดับสูงที่จงใจปล่อยออกมาข่มขวัญ ทำให้โอเมก้าในห้องอย่างเขาต้องแอบสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ
คำถามของเพื่อนสนิทที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดชะงักลงเมื่อเจอสายตาพิฆาตจากทั้งสองฝั่ง
"อ้าว! ธันวา มาถึงก่อนเหรอเนี่ย? แล้วนี่ทำไมบรรยากาศในร้านมันถึงมาคุแปลกๆ ล่ะเนี่ย... ฉันพลาดอะไรไปหรือเปล่า?"
เสียงใสๆ ของ ‘มีน’ ผู้จัดการร้านควบตำแหน่งเพื่อนสนิทของคินน์ดังขึ้นทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด ธันวาเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อยก่อนจะละสายตาไปที่เชฟหนุ่มผู้ยืนกำมีดสเตนเลสในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขาวซีด
"เปล่าหรอกมีน... แค่คนปากดีบางคนอยากพิสูจน์ว่าสิ่งที่ฉันวิจารณ์ไป มันเป็นเรื่องจริงหรือแค่อคติ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงประกายความท้าทายในดวงตาสสีเข้มอย่างชัดเจน "ไหนๆ คุณก็บอกว่าบทความรีวิวของฉันมันทำลายชื่อเสียงร้านคุณนัก... เชิญสิครับ เชิญพิสูจน์ให้ผมเห็นคาตาเลยว่า 'ความสมบูรณ์แบบ' ที่คุณคุยโว มันหน้าตาเป็นยังไง"
คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกจุดติด เขาวางมีดลงบนเขียงเสียงดัง *ทึบ* จนมีนสะดุ้งโหยง
"ปากดีนักนะ คุณนักวิจารณ์หูหนวกตาบอด" คินน์ก้าวเท้าฉับๆ เข้าไปประชิดร่างสูงโดยไม่เกรงกลัวความต่างของส่วนสูงและแรงกดดันจากฟีโรโมนเลยแม้แต่น้อย กลิ่นหอมหวานปนเผ็ดร้อนของดอกไม้ป่าตลบอบอวลขึ้นเมื่อโอเมก้าหนุ่มจงใจก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัว "อยากดูนักใช่ไหมว่าหลังบ้านของ 'Aroma & Soul' เขาทำงานกันยังไง? ตามมาสิ... อย่าดีแต่เห่าอยู่หน้าเคาน์เตอร์"
ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อกลิ่นฟีโรโมนที่ตลบอบอวลนั้นกระแทกเข้าจมูกอย่างจัง กลิ่นประจำตัวของคินน์ช่างยั่วยวนและดื้อรั้นในเวลาเดียวกัน มันไม่ใช่กลิ่นหวานเลี่ยนของโอเมก้าทั่วไป แต่เป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบของอัลฟ่าให้ตื่นตัวได้อย่างน่าประหลาด รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นช้าๆ บนใบหน้าคมคาย เขาก้มตัวลงกระซิบชิดริมหูอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่จงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน
"ระวังคำพูดหน่อยนะครับเชฟ... ถ้าสิ่งที่ผมเห็นมันไม่เป็นอย่างที่คุย ระวังตัวคุณเองนั่นแหละที่จะต้องเป็นฝ่ายกลืนคำพูดตัวเอง"
"เชิญปูพรมแดงรอฟังคำแก้ตัวได้เลย!"
คินน์สะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิด รีบหันไปสั่งมีนที่ยืนทำหน้าเลิกลั่กอยู่ไกลๆ "มีน ล็อกประตูหน้าร้านไปเลย วันนี้ฉันไม่รับลูกค้าขาจร ใครอยากกินต้องรอให้ฉันสะสางอีตาคุณชายเทวดานี่ให้เสร็จก่อน!"
ประตูกระจกบานใหญ่ถูกปิดทึบ ป้าย 'Closed' พลิกกลับด้าน บรรยากาศภายในร้านอาหารหรูถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เหลือเพียงความตึงเครียดที่อบอวลอยู่ระหว่างเตาไฟและเคาน์เตอร์เตรียมอาหาร
คินน์โยนผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทใส่หน้าอกแกร่งของอีกฝ่ายอย่างไม่ไยดี ธันวาคว้าไว้ได้ทันด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาระ1กพราวระยับ
"ใส่ซะ ถ้าอยากจะเข้ามาเดินเกะกะในครัวของฉัน กฎข้อแรกคือห้ามมือเปล่า และกฎข้อที่สอง... ห้ามส่งเสียงน่ารำคาญเด็ดขาด" คินน์เอ่ยเสียงแข็งขณะสวมผ้ากันเปื้อนของตัวเองบ้าง เส้นผมสีน้ำตาลเข้มชื้นเหงื่อเล็กน้อยถูกรวบขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นลำคอระหงที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ
ธันวาอมยิ้มบางๆ ขณะสวมผ้ากันเปื้อนสีดำทับเสื้อเชิ้ตแบรนด์ดัง กลิ่นหอมสะอาดของสบู่ผสมกับกลิ่นเฉพาะตัวของคินน์ลอยวนอยู่รอบตัวจนแทบจะมอมเมาประสาทสัมผัสของเขาให้อยู่หมัด อัลฟ่าหนุ่มก้าวตามหลังโอเมก้าเจ้าอารมณ์เข้าไปในอาณาจักรส่วนตัวที่อบ1อวลไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องเทศและเนื้อวัวชั้นดี
"เอาล่ะคุณนักวิจารณ์ เมนูเมื่อคืนที่คุณบอกว่า 'เนื้อเหนียวเหมือนยางรถยนต์ ซอสรสชาติเหมือนน้ำล้างจาน' สินะ..." คินน์หยุดยืนหน้าเคาน์เตอร์เตรียมเนื้อ หันกลับมาจ้องหน้าแขกผู้มาเยือนด้วยสายตาดุดั่งเสือสาวที่พร้อมขย้ำเหยื่อ "วันนี้ฉันจะทำมันให้ดูใหม่อีกรอบ... แบบช้าๆ ชัดๆ ให้ตาตี่ๆ ของคุณได้เห็นว่าเชฟคนนี้ไม่ได้ใช้แค่โชคในการได้มิชลินมาแปะฝาผนัง!"
มีนยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่มุมห้อง ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าสถิตที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างคนทั้งคู่ รังสีความหึงหวง ความทิฐิ และบางสิ่งที่ร้อนแรงเกินกว่าจะเรียกว่าการทำงานร่วมกันกำลังแผ่ขยายออกไปทุกที
ธันวาไม่ตอบคำเขา เพียงแต่ก้าวเข้าไปยืนชิดติดขอบเคาน์เตอร์ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนคินน์ต้องชะงักมือที่กำลังจะหยิบมีด
"ยืนเกะกะน่า ถอยไป" คินน์เอ็ดเสียงเขียว
"ผมเป็นคนวิจารณ์ ผมต้องดูให้เห็นทุกกระบวนการสิครับ..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มใสที่ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโกรธ "ถ้าคุณกลัวว่าผมจะเห็นจุดบกพร่อง... ทำไมต้องหน้าแดงขนาดนั้นด้วยล่ะครับเชฟ?"
"ฉันไม่ได้หน้าแดงเพราะกลัวเว้ย! ฉันร้อนเตา!" คินน์เถียงเสียงแข็ง ผลักอกแกร่งให้ออกห่างอย่างแรง แต่ธันวากลับยืนปักหลักมั่นคงรากับภูเขาหิน มุมปากหยักยิ้มเยาะอย่างได้ใจ
ในวินาทีที่คินน์กำลังจะอ้าปากด่ากราดให้สมกับความหมั่นไส้ เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านด้านนอกก็ดังขึ้นรัวเร็ว พร้อมกับร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพงที่ผลักประตูกระจกเข้ามาอย่างถือวิสาสะ ทั้งที่ป้ายแขวนไว้ชัดเจนว่าปิดทำการ
"คินน์! ตายจริง นี่แกปิดร้านทำไมเนี่ย? ฉันอุส่าห์บินตรงมาจากปารีสเพื่อมากินฝีมือแกโดยเฉพาะเลยนะ!"
เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังแทรกเข้ามากลางวง ทำให้คินน์และธันวาต้องหยุดชะงักพร้อมกัน คินน์เบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญชัดๆ ส่วนธันวาหันไปมองนิ่งๆ ก่อนที่แววตาคมกริบจะเปลี่ยนเป็นความเยียบเย็นทันทีเมื่อจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร
"ริน... เธอมาทำอะไรที่นี่?" คินน์พึมพำ สีหน้าเปลี่ยนเป็นความอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด
ธันวาหรี่ตามองหญิงสาวผู้มาใหม่สลับกับใบหน้าของคินน์ที่ซีดเผือดลงเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากของอัลฟ่าหนุ่มจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยอันตรายบางอย่าง
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้นักเขียนตัวน้อยๆ คนนี้นะคะ ✨🌙
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์•ตอนที่ 2
ศึกในครัวเปิด
ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!