เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์•ตอนที่ 4

รอยร้าวในบทความ

ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
หน้าจอสว่างวาบสะท้อนเงาใบหน้าคมคายที่กำลังขมวดมุ่นจนคิ้วแทบจะผูกกันเป็นปม ธันวาจ้องมองตัวอักษรบนหน้าจอแท็บเล็ตติดต่อกันมาเป็นชั่วโมงแล้ว บทความวิจารณ์อาหารชิ้นใหม่ที่เพิ่งถูกส่งขึ้นระบบออนไลน์สดๆ ร้อนๆ ไม่ใช่บทความเชือดเฉือนคมคายอย่างที่เคยเป็น แต่มันคือบทความแก้ตัว... หรือถ้าจะพูดให้ถูก มันคือการพยายาม "ปกป้อง" เชฟหนุ่มปากร้ายคนนั้นอย่างแนบเนียนที่สุดเท่าที่สมองระดับปริญญาโทด้านวรรณกรรมจะสรรหาคำมาเรียบเรียงได้ *“รสชาติในจานของเชฟคินน์ไม่ได้สะท้อนความกระด้างอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นความเด็ดเดี่ยวของศิลปินผู้ยืนหยัดท่ามกลางมาตรฐานอันบิดเบี้ยวของสังคมนักชิม... ความเผ็ดร้อนที่ซ่อนอยู่ปลายลิ้น คือเสียงตะโกนร้องขอความเข้าใจจากหัวใจที่เปราะบาง”* ธันวาอ่านทวนประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะทำงานเสียงดังเป็นจังหวะ ปากแข็งๆ เม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ปกติแล้วเขาไม่เคยเขียนบทความทำนองนี้ให้ใคร เขาคือนักวิจารณ์มือฉมังผู้ไม่เคยไว้หน้าเชฟคนไหน ต่อให้เป็นห้องอาหารระดับมิชลินสามดาว ถ้าทำรสชาติผิดเพี้ยนจากปรัชญา เขาก็พร้อมจะเขียนประณามจนร้านแทบเจ๊ง แต่กับคินน์... เจ้าของโอเมก้ากลิ่นวานิลลาผสมส้มยูสุที่เคยปะทะคารมกันจนครัวเกือบไหม้ เขากลับรู้สึกว่าความหยิ่งทะนงในแววตานั้นช่างน่าปกป้องเสียเหลือเกิน ทว่า ความคิดที่จะสร้าง "เซฟโซน" ผ่านตัวอักษรของเขากลับพังทลายลงในเวลาไม่ถึงสิบนาทีถัดมา เสียงแจ้งเตือนข้อความเด้งขึ้นรัวเร็วบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ธันวาหยิบมันขึ้นมาด้วยความคาดหวังเล็กๆ ว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาอะไรบางอย่าง—อาจจะเป็นความโล่งอก หรืออย่างน้อยก็ความเงียบงันตามประสาคนฟอร์มจัด แต่วินาทีที่เปิดอ่านข้อความจากแอปพลิเคชันแชท หน้าหล่อเหลากลับต้องชะงักกึก *[คินน์]: คุณว่างมากเหรอ ถึงได้มาเขียนบทความเวทนาผมแบบนี้?* *[คินน์]: ใครอนุญาตให้คุณเอาชีวิตผมไปตีแผ่เป็นดราม่าเรียกน้ำตาจากพวกนักอ่านโลกสวย? เก็บความเห็นอกเห็นใจปลอมๆ ของคุณแล้วไสหัวไปซะ!* ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากทันที อัลฟ่าหนุ่มวางแท็บเล็ตกระแทกโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่น ความหวังดีที่อุตส่าห์กลั่นกรองออกมาด้วยความรู้สึกที่แท้จริง กลับถูกมองว่าเป็นความเวทนาและดราม่าเรียกเรตติ้งงั้นหรือ? เชฟคนนี้ช่างหาเรื่องให้เขาต้องปราบพยศไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ ในขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในห้องครัวสเตนเลสสตีลที่เพิ่งปิดทำการของร้าน 'Aroma & Soul' ก็ระอุยิ่งกว่าเตาอบอุณหภูมิสองร้อยองศา คินน์ยืนหอบหายใจรดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ มือเรียวที่ยังสวมผ้ากันเปื้อนเปื้อนคราบแป้งกำโทรศัพท์มือถือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด กลิ่นฟีโรโมนกลิ่นส้มยูสุผสมวานิลลาที่ปกติจะหอมหวานละมุน บัดนี้กลับปล่อยกลิ่นอายความหงุดหงิดและฉุนเฉียวออกมาจนลูกน้องในร้านแทบไม่กล้าเดินผ่าน เชฟหนุ่มตวัดสายตามองหน้าจอที่แสดงบทความเจ้าปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกภายในอกตีรวนกันมั่วไปหมด ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย และที่แย่ที่สุดคือ... หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่อ่านประโยคที่ธันวาเขียนแก้ต่างให้เขา เขาสะเกียดใจกับคำว่า "เปราะบาง" ในประโยคสุดท้ายนั้นเหลือเกิน คินน์ไม่ใช่คนอ่อนแอ เขาต่อสู้ฟันฝ่าจนมีวันนี้ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่เคยต้องการความสงสารจากอัลฟ่าหน้าตาดีที่วันๆ เอาแต่นั่งจดโน้ตวิจารณ์อาหารหลังร้าน ยิ่งอีกฝ่ายพยายามทำตัวเป็นผู้ปกป้อง เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ "ให้ตายสิ... คิดว่าตัวเองเป็นพ่อพระมาจากไหนกัน" คินน์พึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย เตะขาเก้าอี้เหล็กใกล้ตัวระบายอารมณ์ไปหนึ่งที เสียงกริ่งประตูด้านหลังร้านดังขึ้นเบาๆ แต่ในความเงียบยามดึกสงัด มันกลับดังชัดเจนจนเชฟหนุ่มสะดุ้งสุดตัว คินน์ขมวดคิ้วมุ่น เดินไปกระชากประตูเปิดด้วยความหงุดหงิดที่ยังค้างคาในอก ตั้งใจจะไล่พนักงานส่งของหรือใครก็ตามที่มารบกวนเวลานี้ให้ออกไปให้พ้นหน้า ทว่า บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหลังบานประตู กลับไม่ใช่พนักงานส่งของอย่างที่คิด ร่างสูงโปรดของอัลฟ่าหนุ่มในชุดสูทลำลองสีเข้มยืนกอดอกนิ่ง ดวงตาสีเข้มคมกริบมองตรงมาที่เขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก กลิ่นฟีโรโมนกลิ่นสนซีดาร์เข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์ของธันวา ลอยปะทะเข้ากับจมูกของคินน์ทันทีที่ประตูเปิดออก สร้างความปั่นป่วนให้ต่อมรับกลิ่นของโอเมก้าหนุ่มจนต้องถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว ธันวาไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาในอาณาเขตครัวของอีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ บานประตูด้านหลังถูกผลักปิดลงด้วยฝ่ามือหนา เสียงล็อกกลอนดังคลิกเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่อุณหภูมิลดฮวบจนน่าใจหาย "คุณเข้ามาได้ยังไง! ร้านปิดแล้ว ออกไปนะ!" คินน์ถอยร่นจนแผ่นหลังชนเข้ากับเคาน์เตอร์หินอ่อน ปากก็เอ่ยไล่อย่างไม่ยอมแพ้ แม้ลึกๆ ในใจจะเริ่มตระหนักถึงความห่างที่ลดลงจนน่าอันตราย ธันวาไม่ตอบ เขาเพียงแต่สาวเท้าเข้ามาหยุดยืนประชิดตรงหน้า ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนคินน์ต้องแหงนหน้าขึ้นมองเพื่อสบตากับดวงตาคมปลาบที่ฉายแววคุกรุ่นอย่างชัดเจน "ผมบอกแล้วเหรอ ว่าผมเขียนบทความนั้นด้วยความเวทนา?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้าๆ ทว่ากังวานก้องในความเงียบ มือหนายื่นออกไปท้าวขอบเคาน์เตอร์กักกันร่างบางเอาไว้ตรงกลาง ราวกับจะขាំងโอเมก้าปากเก่งคนนี้ไว้ในพื้นที่ของตัวเอง คินน์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่ากลองศึกเมื่อกลิ่นฟีโรโมนเข้มข้นของอัลฟ่าตรงหน้าโอบล้อมรอบตัวจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าริมฝีปากยังคงเชิดรั้นไม่ยอมลดราวาศอก "แล้วจะให้ผมเรียกว่าอะไรล่ะ ความเมตตาจากนักวิจารณ์ผู้สูงส่งงั้นเหรอ? ผมไม่ต้องการ..." คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อธันวาเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะสัมผัสกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ริมฝีปากทำให้สมองของคินน์ขาวโพลนไปหมด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนตื่นตระหนก เมื่อจู่ๆ ฝ่ามืออุ่นจัดของอัลฟ่ายื่นมาแตะเข้าที่กรอบหน้าของเขาแผ่วเบา พร้อมกับกระซิบชิดริมฝีปากด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย "ถ้าไม่ใช่ความเวทนา... แล้วคุณคิดว่าผมเขียนมันด้วยความรู้สึกอะไรล่ะ, เชฟคินน์?" ธันวาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่สั่นระริก ปลายจมูกโด่งรั้นอยู่ห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด รสชาติของความท้าทายและแรงดึงดูดระหว่างทั้งคู่ระเบิดออกในอากาศราวกับปฏิกิริยาเคมีที่ควบคุมไม่ได้ และก่อนที่คินน์จะทันได้เปล่งเสียงเถียงกลับไป ประตูห้องครัวที่เพิ่งล็อกไว้ก็ถูกทุบเสียงดังปังจากด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของเพื่อนสนิทเจ้าของร้านที่ดังแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศสีชมพูในเสี้ยววินาที "ไอ้คินน์! แกยังอยู่ในร้านไหมวะ พอดีฉันลืมกุญแจรถ... เฮ้ย!" กระต่ายพระจันทร์ขอบคุณทุกการติดตามและกำลังใจจากรี้ดเดอร์ทุกท่านที่มีให้กันเสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%