เสียงโลหะกระทบกันดังเคร้งจากการวางกุญแจรถอย่างไร้มารยาทบนเคาน์เตอร์บาร์ ปลุกบรรยากาศที่คุกรุ่นอยู่แล้วให้พุ่งทะยานจนเกือบถึงขีดสุด คินน์สะดุ้งเฮือก มือเรียวที่กำลังถือขวดน้ำเชื่อมชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตากลมโตตวัดมองไปยังร่างสูงโปร่งของเพื่อนสนิทที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงประตูครัวด้วยสีหน้าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ
“ไอ้… ไอ้คินน์ แกกำลัง…” ปกรณ์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตาเบิกกว้างสลับมองเพื่อนรักกับร่างสูงของอัลฟ่าหนุ่มดีกรีนักวิจารณ์อาหารชื่อดังอย่างธันวา ซึ่งยืนประชิดติดเคาน์เตอร์ในระยะประชิดจนแทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว
ธันวาถอนหายใจยาวอย่างนึกเสียดาย เขายืดตัวขึ้นช้าๆ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยราวน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็วราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิดกับคินน์ที่ใบหน้าร้อนผ่าว ลามเลียไปถึงใบหูขาวจัดด้วยความเคืองโกรธปนกระดากอายที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา
“ถ้าไม่มีธุระอะไรสำคัญ แกไสหัวออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้กรณ์!” คินน์แหวลั่น ปาผ้ากันเปื้อนลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก
“เฮ้ย ใจเย็นดิวะ ฉันแค่ลืมกุญแจรถไว้ใต้โต๊ะตัวริมหน้าต่าง… ว่าแต่พวกแกสองคนนี่มันยังไงวะ ดึกดื่นป่านนี้ ทำไมยังมาสุมหัวกันอยู่ในครัวหลังร้าน แถมบรรยากาศเมื่อกี้มัน…” ปกรณ์หรี่ตามองอย่างจับผิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากตามนิสัยคนเผือกตัวพ่อ
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น!” ธันวาเป็นฝ่ายสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เยือกเย็นจนคนฟังต้องหุบยิ้ม “ถ้าหาของเจอแล้วก็เชิญออกไป และกรุณาช่วยล็อคประตูหน้าร้านให้เรียบร้อยด้วย เพราะพวกเรากำลังจะคุย ‘ธุระสำคัญ’ กันต่อ”
เน้นย้ำคำว่าธุระสำคัญด้วยน้ำเสียงกดต่ำและสายตาคมกริบที่ส่งสัญญาณขับไล่อย่างชัดเจน ปกรณ์ยักไหล่อย่างหมั่นไส้ “เออๆ รู้แล้วน่า ไม่กวนเวลาระหองระแหงของคู่รักปากแข็งหรอกโว้ย ไปละ!” เสียงประตูกระจกหน้าร้านปิดลงพร้อมกับเสียงล็อกกลอนด้านนอก ทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาโรยตัวปกคลุมห้องครัวอีกครั้ง แต่มันกลับไม่ใช่ความเงียบแบบเดิม… มันอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดและประกายไฟที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
คินน์หันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ดวงตาคู่สวยฉายแววพยศชัดเจน “พอใจหรือยังล่ะที่คุณชายธันวา แผนการป่วนร้านผมมันสำเร็จไปอีกขั้นแล้วนี่!”
ธันวาไม่ตอบโต้ด้วยการขึ้นเสียง เขาก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง แรงกดดันจากฟีโรโมนกลิ่นไพน์และไม้ซีดาร์จางๆ ที่อัลฟ่าจงใจปล่อยออกมาเพื่อขนาบข้าง ทำเอาต่อมรับกลิ่นของโอเมก้าหนุ่มสั่นสะท้าน คินน์ถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์ ไรทางหนี
“ถอยไปนะ!” คินน์ยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างเอาไว้ แต่ธันวากลับใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือบางทั้งสองข้างตรึงไว้เหนือศีรษะได้อย่างง่ายดาย ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกโด่งแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ข้างแก้มใส
“ผมไม่ได้มาเพื่อป่วนร้านคุณ คินน์” เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงจริงจังจนคินน์เผลอกลั้นหายใจ “แต่ผมมาเพื่อทวงสัญญา… เรื่องที่เราจะปรับปรุงเมนูใหม่ร่วมกันไงล่ะ”
“สัญญาบ้าบออะไร ผมยังไม่ได้ตกลงสักคำ!”
“แต่คุณเปิดโอกาสให้ผมเข้ามาในครัวหลังร้าน ยอมให้ผมชิมอาหารฝีมือคุณ และที่สำคัญ…” ธันวาเว้นจังหวะ ปลายสายตาคมกริบเคลื่อนลงมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่เม้มเข้าหากันแน่น “คุณไม่ได้ผลักไสผมออกไปอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรก”
“ไอ้คนหน้าไม่อาย!” คินน์เค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามบิดข้อมือให้หลุดจากการพันธนาการ แต่ยิ่งดิ้น ร่างกายก็ยิ่งเบียด
เสียดแนบชิดกับโครงร่างหนาของอีกฝ่ายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมหวานของวนิลลาอ่อนๆ จากตัวคินน์ผสมผสานกับฟีโรโมนอัลฟ่าจนเกิดเป็นบรรยากาศมึนเมาที่ยากจะต้านทาน
ธันวากระตุกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเชฟปากร้ายกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย “ถ้าคิดว่าผมหน้าไม่อาย งั้นเรามาทำ ‘ข้อตกลง’ กันอย่างเป็นทางการดีกว่าไหม คุณเชฟ”
คินน์ชะงัก ดวงตากลมโตมองลอดแพขนตางอนอย่างระแวดระวัง “ข้อตกลงอะไรของคุณอีก?”
“ข้อแรก…” ธันวาขยับใบหน้าออกห่างเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายได้หายใจสะดวก แต่ยังคงกักตัวไว้อยู่ “นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป ร้านของคุณจะต้องปิดปรับปรุงเมนูตามคำแนะนำของผม โดยมีเวลาให้พิสูจน์ฝีมือเจ็ดวันเต็ม”
“เจ็ดวัน? บ้าหรือเปล่า เมนูซิกเนเจอร์ของร้านผมคิดค้นมาเป็นปี จะให้รื้อใหม่หมดในเจ็ดวันเนี่ยนะ!” คินน์โวยวายทันที
“ถ้าคุณมั่นใจว่าฝีมือตัวเองดีพอ เจ็ดวันก็เกินพอที่จะทำให้ผมยอมรับจากใจจริง” ธันวาสวนกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่เฉียบคม บ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจัง “ส่วนข้อที่สอง…”
อัลฟ่าหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย คล้ายต้องการดึงเอาความลับทุกอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความพยศนั้นออกมา
“ระหว่างที่เราทำงานร่วมกัน คุณต้องยอมรับฟังคำวิจารณ์ของผมโดยไม่มีเงื่อนไข และห้ามใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง… ยกเว้นแต่อารมณ์แบบเมื่อครู่นี้ อันนั้นผมอนุญาตให้มีได้”
“ไอ้…!” คินน์หน้าแดงแจ๋ด้วยความโกรธระคนเขินอาย คำพูดหน้าด้านหน้าทนแบบนี้หลุดออกมาจากปากคนเคร่งขรึมอย่างธันวาได้อย่างไรกัน “ฝันไปเถอะ! ผมไม่มีวันทำตามเงื่อนไขงี่เง่าพวกนี้หรอก ปล่อยผมได้แล้ว!”
“ถ้าไม่รับข้อตกลงนี้… ผมก็คงต้องใช้สิทธิ์ความเป็นลูกค้ารีวิวระดับท็อป ยืนยันรีวิวเดิมที่บอกว่าอาหารร้านคุณ ‘ไร้จิตวิญญาณ’ ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะยอมจำนน” ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสายตากลับพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
คินน์เม้มปากแน่น ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนอกกระเพื่อมไหว เมนูทุกจานในร้านนี้คือหยาดเหงื่อและจิตวิญญาณของเขา การจะให้ใครมาดูถูกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด แต่การจะให้ก้มหัวยอมจำนนต่อไอ้คุณชายนี่ ก็เป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจไม่แพ้กัน
“ก็ได้!” ในที่สุดคินน์ก็เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความคับแค้นใจ “ผมรับคำท้า! แต่ถ้าครบเจ็ดวันแล้วรสชาติมันยังถูกปากคนปากจัดอย่างคุณไม่ได้ คุณต้องเลิกมากวนประสาทผม และห้ามเหยียบเข้าร้านนี้อีกตลอดชีวิต!”
ธันวายิ้มกว้างขึ้น เป็นรอยยิ้มที่แทบจะไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก มันทั้งทรงเสน่ห์และอันตรายต่อหัวใจของคนมองเสียเหลือเกิน มือหนายอมปล่อยข้อมือบางเป็นอิสระ แต่กลับเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายยกมือขึ้นแตะปลายคางมนแทน นิ้วเรียวลูบไล้เบาๆ อย่างถือวิสาสะ
“ตกลงตามนี้ครับ… พรุ่งนี้เช้า ผมจะมารอคุณที่หน้าร้านคนแรกเลย”
คินน์ปัดมือหนาออกอย่างไม่ไยดี รีบถอยก้นขวิดหนีห่างจากรัศมีอันตราย พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด “เชิญกลับไปได้แล้วครับคุณชาย อาหารหมดเวลาเสิร์ฟตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว!”
ธันวาก้าวถอยหลังตามคำไล่อย่างอารมณ์ดี เขายกมือขึ้นจัดปกเสื้อเชิ้ตให้เรียบร้อยก่อนจะหันหลังเดินไปที่ประตูหน้าร้าน ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันกลับมามองโอเมก้าหน้าหวานที่ยืนหายใจหอบอยู่กลางครัว
“ฝันดีล่วงหน้านะครับ เชฟคินน์… เตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เลย”
ประตูกระจกเปิดและปิดลงพร้อมกับเสียงกริ่งใสๆ ที่ดังแว่วตามหลัง ธันวาเดินลับสายตาไปแล้ว ทว่าความร้อนผ่าวบนผิวเนื้อและจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วยังคงหลงเหลืออยู่ในอก คินน์ยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองที่กำลังประท้วงอย่างหนักหน่วง พลางพึมพำกับความเงียบงันในร้าน
“ให้ตายสิ… ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว…”
เชฟหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด หมุนตัวเตรียมจะเดินขึ้นชั้นสองเพื่อพักผ่อน แต่ทว่า…
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ควรจะเงียบสงบไปแล้ว กลับดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนพุ่งพรวดเข้ามาในร้านด้วยความตื่นตระหนก ร่างนั้นหอบหายใจรุนแรงจนไหล่ไหวสะท้าน และก่อนที่คินน์จะได้เอ่ยปากด่าทอว่าเป็นใครที่บุกรุกยามวิกาล เสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความมืด
“ไอ้คินน์! แย่แล้ว… ข้างนอกนั่น… เกิดเรื่องใหญ่แล้วเว้ย!”
— กระต่ายพระจันทร์ —
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์•ตอนที่ 5
กติกาของเชฟ
ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!