"แม่ผม... ท่านเพิ่งส่งข้อความมาบอกว่า ตอนนี้ท่านยืนรออยู่ที่หน้าห้องพักของคุณแล้ว"
ประโยคสั้นๆ นั้นทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาที่ถูกหย่อนลงกลางห้องนั่งเล่นอันเงียบสงบ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลาเต้ร้อนๆ ที่คินน์เพิ่งบรรจงชงด้วยความพิถีพิถันราวกับถูกแช่แข็งไว้ในชั่วพริบตา เชฟหนุ่มโอเมก้าเจ้าของห้องชะงักค้าง ปลายเรียวนิ้วที่กำลังถือแก้วเซรามิกสั่นน้อยๆ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะความหงุดหงิดที่พุ่งพล่านจนแทบจะล้นทะลักออกจากอก
ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววดุดื้อและเย่อหยิ่งหันขวับไปมองอัลฟ่าหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ธันวาในเวลานี้ไม่ได้ดูสุขุมเยือกเย็นอย่างที่เคยเป็นในคอลัมน์วิจารณ์อาหารชื่อดัง ดวงตาคมกริบของนักวิจารณ์หนุ่มไหววูบอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนบรรยากาศในห้องอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
"คุณว่าอะไรนะ?" คินน์ทวนคำ เสียงหวานติดจะห้วนจัด ดวงตาจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "แม่คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? แล้วทำไมท่านถึงรู้ว่าฉันพักอยู่ที่นี่? นี่คุณ... แอบบอกที่อยู่ฉันกับที่บ้านเหรอ, คุณชายธันวา!"
"ผมไม่ได้บอก" ธันวาปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววร้อนรนอย่างที่คินน์ไม่เคยได้ยินมาก่อน ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวเชฟหนุ่มโดยสัญชาตญาณเพื่ออธิบาย "คุณก็รู้ว่าแม่ผมท่านเป็นคนยังไง ท่านมีวิธีของท่านเสมอ... และอีกอย่าง ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้"
"หึ!" คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดุๆ วาวโรจน์ขึ้นมาทันที "ตลกมากหรือไงคะ? คุณเป็นคนลากฉันเข้ามาพัวพันกับโลกบ้าๆ ของพวกคุณเองนะ ตั้งแต่วันที่คุณวิจารณ์ร้านฉันอย่างไร้เยื่อใย จนกระทั่งตอนนี้... แม่คุณยังตามมาเคาะประตูห้องถึงถิ่นอีก คิดว่าชีวิตฉันเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์หรือไง ถึงได้มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลาแบบนี้!"
ถ้อยคำเชือดเฉือนพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบราวกับลูกศรที่ถูกยิงออกจากแหล่ง คินน์ถอยหลังกรูดเพื่อเว้นระยะห่าง ขณะที่อกบางกระเพื่อมไหวด้วยแรงอารมณ์ กลิ่นฟีโรโมนกลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นส้มยูสุอ่อนๆ ที่ปกติจะหอมหวานชวนผ่อนคลาย ตอนนี้กลับส่งกลิ่นฉุนกู๊ดและปะปนไปด้วยความตึงเครียดจนอัลฟ่าหนุ่มตรงหน้าขมวดคิ้วมุ่น
ธันวาพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาอย่างคนจนแต้ม เขารู้ดีว่าคินน์เป็นคนประเภทไหน—พยศ ดื้อรั้น และไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครโดยเฉพาะกับเรื่องศักดิ์ศรี ยิ่งในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวผู้ดีตระกูลใหญ่ของเขาด้วยแล้ว มันยิ่งเหมือนเป็นการเหยียบย่ำเส้นความอดทนของเชฟหนุ่มให้ขาดผึง
"หยุดมองผมด้วยสายตาแบบนั้นสักที, คินน์" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ มือหนาเอื้อมไปหมายจะคว้าข้อมือเล็กเพื่อรั้งให้อีกฝ่ายสงบสติอารมณ์ แต่มีหรือที่คนอย่างคินน์จะยอมให้แตะต้องง่ายๆ
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" คินน์ปัดมืออีกฝ่ายออกอย่างไม่ใยดี แรงปะทะทำให้กาแฟในแก้วเซรามิกกระฉอกเลอะเปื้อนเคาน์เตอร์ครัว แต่ไม่มีใครสนใจมันอีกต่อไปแล้ว "ถ้าแม่คุณอยากเจอผมนัก ทำไมเราจะไม่เปิดประตูออกไปคุยกันให้มันรู้เรื่องไปเลยล่ะ? จะได้จบๆ กันไปสักที ว่าคุณกับครอบครัวของคุณต้องการอะไรจากคนธรรมดาๆ อย่างฉันกันแน่!"
เชฟหนุ่มหมุนตัวเตรียมสาวเท้าเดินไปที่ประตูห้องพัก ทว่าธันวากลับไวกว่า ร่างสูงพุ่งเข้ามาขวางทางไว้ มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวแล้วดึงรั้งเข้าหาตัวอย่างแรง แรงเหวี่ยงนั้นทำให้แผ่นหลังบางกระแทกเข้ากับอกแกร่งอย่างจัง กลิ่นฟีโรโมนกลิ่นสนซีดาร์เข้มข้นของผู้เป็นอัลฟ่าโอบล้อมเข้ามาทันทีเพื่อกดข่มและปกป้องในคราวเดียวกัน
"ปล่อยนะ!" คินน์ดิ้นรน ขืนตัวออกสุดแรงเกิด ใบหน้าสวยหันมามองค้อนด้วยความโกรธจัด "คุณบ้าไปแล้วหรือไงธันวา!"
"ใช่... ผมมันบ้า" ธันวาคำรามเบาๆ อยู่ชิดริมหู ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววหยิ่งทะนง ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอึดอัดที่เก็บซ่อนไว้ลึกสุดซึ้ง "คุณคิดว่าผมมีความสุขนักหรือไงที่ต้องเห็นคุณทำหน้าแบบนี้? ที่ต้องทนเห็นคุณเกลียดผม ทนเห็นคุณสร้างกำแพงหนาเตอะขึ้นมาป้องกันตัวเองจากครอบครัวผม จากตัวผม..."
คำพูดนั้นทำให้คินน์ชะงัก แรงดิ้นรนค่อยๆ ลดลงเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่สะท้อนภาพเงาของเขาชัดเจนจนเกินไป
"คุณเกลียดความคาดหวังของครอบครัวคุณนักไม่ใช่เหรอ คินน์?" ธันวาเอ่ยต่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยิน "ผมก็ไม่ต่างจากคุณหรอก... ทุกสิ่งที่ผมทำ ทุกคำวิจารณ์ที่ผมเขียน มันคือการพยายามหนีเงาของตระกูลตัวเอง จนกระทั่งผมได้มาเจอคุณ... ได้กินอาหารที่คุณทำ"
หัวใจของคินน์กระตุกวูบ จังหวะการหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
"อาหารของคุณมันไม่ใช่แค่อร่อย, คินน์..." อัลฟ่าหนุ่มหลบสายตาไปเสี้ยววินาที ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิตเพื่อพูดประโยคต่อไปนี้ออกมา "แต่มันคือเซฟโซน... เป็นที่เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่ตุ๊กตาไขลานของใคร และคนที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นได้... ก็มีแค่คุณคนเดียว"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันของคนทั้งคู่ กลิ่นวานิลลาและกลิ่นสนซีดาร์ผสมผสานกันจนกลายเป็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวานปนขม คินน์อ้าปากค้างเล็กน้อย คำด่าทอที่เตรียมไว้กลืนหายลงคอไปหมดสิ้น สมองตื้อตันจนประมวลผลไม่ทันกับสารภาพรักกึ่งตัดพ้อที่หลุดออกมาจากปากของนักวิจารณ์หนุ่มผู้เย่อหยิ่ง
นี่น่ะเหรอ... คำสารภาพจากปากของคนปากแข็งอย่างธันวา?
เชฟหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน ทว่ายังไม่ทันที่คินน์จะได้เอื้อนเอยถ้อยคำใดๆ เพื่อตอบโต้หรือปฏิเสธ
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูห้องพักดังขึ้นอย่างหนักแน่นและทรงอำนาจ ขัดจังหวะบรรยากาศอันเปราะบางระหว่างคนทั้งสองให้แตกละเอียดลงในพริบตา
"ธันวา... แม่รู้ว่าลูกอยู่ในนั้น เปิดประตูให้แม่เดี๋ยวนี้"
เสียงทรงพลังของผู้หญิงวัยกลางคนดังทะลุบานประตูเข้ามา พร้อมกับแรงกดดันจากฟีโรโมนระดับอัลฟ่าสายเลือดบริสุทธิ์ที่แผ่ซ่านเข้ามาตามรอยแยกของวงกบ ทำให้ร่างของคินน์สะท้านเฮือกด้วยความตื่นตัว
ธันวาสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย เขารีบปล่อยมือจากต้นแขนของคินน์ แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ขยับตัวถอยห่างจากกัน
*คลิก!*
เสียงบิดลูกบิดประตูดังขึ้น พร้อมกับบานประตูที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างสง่างามของหญิงสูงวัยในชุดสูทเข้ารูปสไตล์ผู้ดี และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว...
"ฉันบอกให้เปิด... อ๊ะ!"
เสียงของมารดาธันวาขาดหายไปในลำคอ เมื่อสายตาคมกริบของท่านกวาดเข้ามาเห็นภาพของลูกชายสุดหวงกำลังยืนชิดติดกับเชฟหนุ่มโอเมก้าในสภาพที่เนื้อแนบเนื้อและห่างกันไม่ถึงคืบ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปากแข็งของพ่อคุณชายกับเชฟคนเก่งด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์•ตอนที่ 14
สงครามถ้วยกาแฟ
ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!