เสียงปิดประตูห้องครัวดังก้องกังวาน ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาลที่เหลือเพียงเสียงฮัมเบา ๆ ของตู้เย็นและกลิ่นจาง ๆ ของวนิลากับแป้งพายที่อบอวลอยู่ในอากาศ คินน์ปัดเศษแป้งออกจากฝ่ามือเรียวด้วยความหงุดหงิด นัยน์ตาสีไวน์แดงตวัดมองผู้บุกรุกยามวิกาลอย่างเอาเรื่อง ร่างสูงโปร่งของเชฟโอเมก้าก้าวฉับ ๆ เข้าไปประชิดอัลฟ่าหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์หินอ่อนด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น
"คุณนี่มัน... โรคจิตหรือไงกันคุณธันวา? ร้านปิดแล้ว บิลวิจารณ์อาหารของคุณก็ส่งไปกองอยู่บนโต๊ะบรรณาธิการตั้งแต่หัวค่ำแล้วนี่ อยากได้อะไรอีก หรือว่าอาหารฝีมือผมมันยังแย่ไม่พอให้คุณเอาไปเขียนด่าลงคอลัมน์พรุ่งนี้เช้า?"
น้ำเสียงติดจะเย่อหยิ่งและกระแทกกระทั้นนั้นไม่ได้ทำให้ธันวาโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย กลับกัน นัยน์ตาสีเข้มคมกริบของนักวิจารณ์หนุ่มกลับพราวระยับด้วยประกายความเอ็นดูที่เจ้าตัวมักจะซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชาเสมอ ธันวาไม่ขยับหนี เขากลับเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนคินน์ต้องเป็นฝ่ายผถอยหลังก้นชนขอบเคาน์เตอร์โดยไม่รู้ตัว กลิ่นฟีโรโมนประจำตัวของอัลฟ่าหนุ่มที่คล้ายกลิ่นไม้ซีดาร์ผสมความเยือกเย็นยามค่ำคืนโชยเข้าแตะจมูก ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในตัวโอเมก้าให้ตื่นตัวอย่างน่าหงุดหงิด
"ผมไม่ได้มาตรวจงาน" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง เสียงของเขามันช่างราบเรียบแต่กลับทรงพลังจนทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ "แต่ผมมาชิม... ของหวานที่ไม่มีอยู่ในเมนู"
"พูดจาเหลวไหล" คินน์เชิดหน้าขึ้น ปลายจมูกรั้นเชิดรั้นขึ้นอย่างถือดี แม้หัวใจจะเต้นรัวรากับกลองเพล "ที่นี่ไม่มีของหวานอะไรทั้งนั้น มีแต่แป้ง กับน้ำตาล และถ้าคุณยังไม่ไสหัวกลับออกไป ผมจะเอาไม้คลึงแป้งนี่ฟาดหน้าหล่อ ๆ ของคุณให้เสียโฉมฐานบุกรุกยามวิกาลแน่"
ธันวาหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่าอยู่ในอกจนคินน์สัมผัสได้ มือหนาเอื้อมออกไปอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือบางของคินน์ที่ถือไม้คลึงแป้งไว้แล้วกดลงกับเคาน์เตอร์ข้างตัว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มของคินน์เมื่ออัลฟ่าโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง เคมีอันตรายระหว่างอัลฟ่าผู้เยือกเย็นกับโอเมก้าผู้พยศแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวร้อนผ่าว
"ปากเก่งจังนะ... เชฟคนเก่ง" ธันวาเอמהกระซิบชิดริมฝีปาก นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นกวาดมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่เม้มเข้าหากันอย่างถือดี "แต่การกระทำของคุณเมื่อตอนหัวค่ำ มันไม่ได้ปากแข็งเหมือนคำพูดเลยสักนิด"
"ผม... ผมทำอะไร?" คินน์เสียงสะดุดไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วอุ่นของธันวาแตะลงที่คางสลักเสลา บังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นรับสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"คุณมองผมด้วยสายตาแบบไหน ตอนที่ผมตักซุปพุดดิ้งคำนั้นเข้าปาก... คุณรู้ไหมคินน์ ว่าสายตาของคุณมันฟ้องยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก" ธันวาเอ่ยเสียงพร่า ประโยคหลังทุ้มนุ่มราวกับเสียงกระซิบจากซาตานที่จงใจล่อลวง "คุณกลัวว่าผมจะไม่ชอบมัน... กลัวว่ารสชาติมันจะไปไม่ถึงมาตรฐานที่คุณตั้งไว้... และที่สำคัญที่สุด คุณแคร์ความรู้สึกของผม"
"เพ้อเจ้อ! ผมไม่ได้แคร์!" คินน์เถียงทันควัน ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธปนความอายที่ถูกจับไต๋ได้คาหนังคาเขา "ผมแค่ไม่อยากให้ไอ้นักวิจารณ์ปากเสียอย่างคุณมาดิสเครดิตร้านของผมก็เท่านั้น!"
ธันวาอมยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและมีเพียงคินน์เท่านั้นที่ได้เห็น อัลฟ่าหนุ่มไม่ปล่อยให้คนปากแข็งได้เถียงต่อ นิ้วมือที่จับคางเปลี่ยนเป็นประคองท้ายทอยได้รูปเอาไว้มั่น ขณะที่มืออีกข้างโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวจนแนบชิด คินน์สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก ความพยศทั้งหมดเหมือนถูกแช่แข็งด้วยความอบอุ่นและแรงดึงดูดอันมหาศาลจากร่างสูง
"ถ้าอย่างนั้น... พิสูจน์ให้ผมดูสิครับ ว่าปากของคุณมันแข็งจริงอย่างที่พูดหรือเปล่า"
สิ้นคำพูดนั้น ธันวาก็ก้มลงปิดริมฝีปากที่กำลังจะอ้าเถียงของคินน์ทันที
มันไม่ใช่แค่การสัมผัสผิวเผิน แต่มันคือการบุกรุกที่เต็มไปด้วยความโหยหาและสิทธิ์ขาดอันชอบธรรมของอัลฟ่า คินน์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ กลิ่นฟีโรโมนของธันวาโอบล้อมตัวเขาไว้ราวกับกรงขังที่แสนหวาน ริมฝีปากหนาบดFขยี้ลงมาด้วยความนุ่มนวลแต่หนักแน่น รสชาติหวานเจือจางของวานิลลาที่ติดอยู่ริมฝีปากของคินน์ถูกละเลียดชิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนใต้ร่างแทบละลาย
ความต่อต้านในตอนแรกค่อย ๆ มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เรียวปากที่เคยเปิดฉอด ๆ กลับเผยอรับสัมผัสวาบหวามที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างเผลอไผล มือเรียวที่เคยถือไม้คลึงแป้งเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตสีเข้มของธันวาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวร่างกายตัวเองไม่ให้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง หัวใจเต้นรัวระรัวรากับจะหลุดออกมาจากอก รสหวานที่ซ่อนอยู่หลังความปากร้ายและท่าทีเย่อหยิ่งของเชฟคนเก่ง บัดนี้ถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้นในจูบที่เนิ่นนานและเร่าร้อนท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวในครัวยามวิกาล
ธันวาผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้คินน์ได้กอบโกยอากาศเข้าปอดด้วยความหอบสะท้าน ใบหน้าหวานแดงก่ำ นัยน์ตาสีไวน์แดงฉ่ำน้ำและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนความลุ่มหลงที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว
ธันวายิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีเข้มมองสำรวจริมฝีปากบวมเจ่อสีระเรื่อของคนตรงหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด นิ้วโป้งเกลี่ยเบา ๆ ที่ริมฝีปากล่างของคินน์อย่างทะนุถนอม ราวกับจะย้ำเตือนถึงรสชาติที่เขาเพิ่งได้ลิ้มลอง
"รสชาติหวานกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย..." ธันวาเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากด้วยน้ำเสียงพร่าสั่นที่เต็มไปด้วยความคลั่งรัก "แบบนี้... สงสัยผมต้องมาตรวจครัวทุกคืนแล้วล่ะครับ"
คินน์อ้าปากจะด่ากลับด้วยคำพูดแสบสันเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี แต่ยังไม่ทันที่จะได้เปล่งเสียงใด ๆ ออกมาจากลำคอ...
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ถูกผลักเปิดออกดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟนีออนสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาในพื้นที่ครัวมืดสลัว ร่างสูงโปร่งของบุคคลที่สามก้าวเข้ามาพร้อมกับถุงกระดาษแบรนด์ดังในมือ พร้อมกับเสียงทักทายที่ดังลั่นทะลุความเงียบ
"อ้าว เชฟคินน์! ผมเอาเอกสารบัญชีที่เหลือมาให้... เอ๊ะ? ผม... มาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมใจฟูและลุ้นไปกับบทนี้ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์•ตอนที่ 15
รสหวานที่ซ่อนอยู่
ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของเชฟปากร้ายกับคุณชายนักวิจารณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!