กลิ่นอับของกระดาษโบราณผสมกับกลิ่นฉุนรุนแรงของกำยานอินเดียคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ทว่ารวินทร์กลับไม่ยอมขยับเขยื้อนปลายนิ้วออกจากรอยร้าวบนหน้ากระดาษแผ่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
"อย่าแตะด้วยมือเปล่านะคะ รวินทร์... หยดหมึกบนนั้นไม่ได้ทำมาจากเขม่าคาร์บอนธรรมดา แต่มันคือคราบน้ำมันพรายที่ถูกเคี่ยวจนงวดด้วยความแค้น"
เสียงกระซิบแผ่วเบาของศิรินทร์ลอยมาจากความว่างเปล่าข้างกาย ร่างโปร่งแสงของวิญญาณสาวทอดสายตามองลึกลงไปในสมุดบันทึกหนังมนุษย์ที่กางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักทอง ดวงตาคู่สวยฉายแววระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอยื่นไปแตะข้อศอกของชายหนุ่มเบาๆ เป็นเชิงเตือนสติ
รวินทร์ผ่อนลมหายใจยาว ชักมือกลับช้าๆ พร้อมกับใช้คีมสแตนเลสคีบแผ่นกระดาษขึ้นมาส่องกับแสงไฟฉายรังสีอัลตราไวโอเลต แสงสีม่วงเข้มเปิดเผยให้เห็นลวดลายอักขระโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวหนังสือภาษาฝรั่งเศสยุคศตวรรษที่สิบเก้า มันไม่ใช่แค่บันทึกการสะสมงานศิลปะทั่วไป แต่มันคือแผนผังการกักขังวิญญาณ
"คุณภากรคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังซื้ออะไรเข้ามาในคลังสะสม" ภัณฑารักษ์หนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "จากบันทึกการประมูลเมื่อสามเดือนก่อน เขาได้หีบไม้แกะสลักมาจากคฤหาสน์ร้างในเขตชนบทของฝรั่งเศส และหลังจากนั้นไม่นาน นิสัยการสะสมของเขาก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ"
"ไม่ใช่แค่เปลี่ยนนะคะ..." ศิรินทร์ลอยตัววนรอบห้องทำงานที่ถูกปิดทึบด้วยผ้าม่านกำมะหยี่สีดำสนิท สายตากวาดมองไปยังรูปปั้นโบราณนับร้อยชิ้นที่ตั้งเรียงรายอยู่บนชั้นวาง "พวกมันไม่ได้เป็นแค่วัตถุจัดแสดงอีกต่อไปแล้ว ทุกชิ้น... กำลังหายใจ และกำลังรอเวลาที่จะกลืนกินเจ้าของบ้านคนนี้ทีละน้อย"
บรรยากาศภายในห้องลับชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ตระกูลภากรเงียบงัดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระส่ำ รวินทร์หันไปมองประตูเหล็กกล้าที่ถูกลงกลอนหนาแน่นจากด้านนอก เสียงทุบตึงๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักชวนขนหัวลุกดังลอดเข้ามาเป็นระยะๆ
นั่นคือเสียงของ "คุณภากร" เจ้าของบ้านผู้ร่ำรวยและเป็นนักสะสมวัตถุโบราณชื่อดัง ผู้ซึ่งในตอนนี้สติสัมปชัญญะได้หลุดลอยไปไกลเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเยียวยาได้แล้ว หลังจากเขาเผลอไปทำพิธีปลุกเสกวัตถุกรรมสิทธิ์ชิ้นสุดท้ายที่ได้รับมอบมาจากพ่อค้าของเถื่อนลึกลับ
"เราไม่มีเวลามากนักนะคะ รวินทร์" ศิรินทร์เอ่ยเตือนเมื่อสังเกตเห็นละอองหมอกสีเทาเริ่มก่อตัวขึ้นตามซอกมุมห้อง "พลังงานลบในห้องนี้หนาแน่นเกินไปแล้ว ถ้าปล่อยไว้อีกไม่ถึงชั่วโมง วัตถุโบราณเหล่านี้จะรวมตัวกันเปิดประตูมิติย่อย และเมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้คุณมีเครื่องมือวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ครบมือแค่ไหน ก็ไม่อาจดึงจิตวิญญาณของเขาคืนมาได้ทัน"
รวินทร์พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว สมองอันรอบคอบและเป็นระบบของเขาเริ่มทำงานอย่างเต็มกำลัง เขาเปิดกระเป๋าเครื่องมือคู่ใจ หยิบผงถ่านอาคมและแผ่นยันต์ทองแดงออก1ชุดอย่างคล่องแคล่ว ทักษะการซ่อมแซมและชำระล้างวัตถุโบราณที่สะสมมานานนับปีถูกนำมาใช้ในสถานการณ์จริงที่เดิมพันด้วยชีวิต
"ช่วยตรึงพลังงานรอบทิศทางให้ผมด้วยนะครับ ศิรินทร์ ผมต้องเข้าไปแกะสลักอักขระย้อนกลับที่ฐานของหีบไม้ใบนั้น" รวินทร์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยว และไว้เนื้อเชื่อใจ
"รับทราบค่ะ... ระวังตัวด้วยนะคะ"
วิญญาณสาวพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าสีคราม ร่างโปร่งแสงของเธอแผ่ขยายออร่าสีขาวนวลปกคลุมทั่วห้องเพื่อสกัดกั้นแรงกดดันจากภูตผีที่ซ่อนอยู่ในวัตถุโบราณรอบด้าน รวินทร์ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าไปยังโต๊ะกลางห้องที่วางหีบไม้แกะสลักลายประหลาดเอาไว้ กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเตะจมูกทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสกับเนื้อไม้เย็นเฉียบ
เขากัดฟันกรอด ใช้สิ่วทองเหลืองตอกลงไปตามร่องลายสลักเพื่อทำลายวงจรอุบาทว์ที่ถูกสร้างขึ้น ทว่าทันทีที่ปลายสิ่วกระทบกับแกนกลางของหีบ แรงกระแทกมหาศาลก็สะท้อนกลับมาจนร่างของชายหนุ่มกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว!
"อึก..." รวินทร์คาวเลือดในปาก แต่ยังคงทรงตัวไว้ได้ทัน สายตาคมกริบมองไปยังรอยแยกของหีบไม้ที่ค่อยๆ ปริออก พร้อมกับไอหมอกสีดำทมิฬที่พวยพุ่งออกมาเป็นรูปใบหน้าบิดเบี้ยวของมนุษย์
"รวินทร์! ระวังข้างหลังค่ะ!" เสียงกรีดร้องเตือนของศิรินทร์ดังลั่นห้อง
ก่อนที่รวินทร์จะทันได้หันกลับไปมอง เงาร่างสีดำทะมึนของสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาด—ครึ่งคนครึ่งสัตว์ป่าโบราณ—ก็ก้าวออกมาจากความมืดมิดของชั้นหนังสือแถวสุดท้าย ดวงตาสสีแดงฉานจ้องมองมาที่เขาด้วยความกระหายเลือด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มันกำลังสวมหน้ากากอนามัยโบราณที่สลักตราสัญลักษณ์ลึกลับ... ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับรอยแผลเป็นบนข้อมือของพ่อแม่เขาในคืนวันอุบัติเหตุครั้งนั้น!
มือหนาของรวินทร์สั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดที่พยายามฝังกลบมานานนับปีพรั่งพรูเข้ามาในหัวสมอง แต่วินาทีนี้ไม่มีเวลาให้หวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว
ติ๊ด—!
เสียงแจ้งเตือนระบบภารกิจลึกลับดังขึ้นในโสตประสาทของรวินทร์ พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างกะทันหัน:
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบร่องรอยของ "องค์กรผู้ปลุกซากบาป" ระดับภัยคุกคาม: SSS]*
*[เงื่อนไขพิเศษปลดล็อก: ค้นพบเบาะแสการตายของอดีตภัณฑารักษ์ (บิดาของคุณ)]*
*[คำเตือน: เป้าหมายตรงหน้าไม่ใช่แค่วิญญาณเร่ร่อน แต่เป็น "ผู้คุมกฎ" ตัวจริงที่รอคอยการกลับมาของคุณมาตลอดสิบปี]*
รวินทร์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเงาร่างนั้นเอ่ยชื่อของเขาออกมาด้วยเสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรก
"ในที่สุด... ก็หากันจนเจอเสียทีนะ ลูกชายของคนทรยศ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับความลับที่กำลังถูกเปิดเผยในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 14
คดีนักสะสมผู้หลงผิด
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!