กลิ่นอับของกระดาษโบราณและคราบไคลสนิมเหล็กบนสันแฟ้มคดีเก่าคละคลุ้งอยู่ในห้องเก็บเอกสารใต้ดิน ชั้นที่สามของหอสมุดกลาง รวินทร์กำลังใช้ปลายแหนบสแตนเลสคีบแผ่นกระดาษสาที่เปื่อยยุรยุ่ยอย่างระมัดระวัง แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบดวงตาที่ฉายแววเคร่งเครียด เขากำลังวิเคราะห์คราบรอยเปื้อนสีดำคล้ายเขม่าควันไฟ ซึ่งไม่ใช่คราบธรรมดา หากแต่เป็นร่องรอยของอาคมยันต์มรณะที่ถูกเผาทำลายด้วยพลังงานจิตวิญญาณเมื่อสิบปีก่อน
เบื้องหลังความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของศิรินทร์ วิญญาณหญิงสาวในชุดร่วมสมัยที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือเหล็กสูงตระหง่าน แววตาของเธอทอดมองมาที่รวินทร์ด้วยความห่วงใยเจือความกังวล แม้เธอจะเป็นฝ่ายปกป้องเขาจากไสยเวทมืดมนมาโดยตลอด แต่ในยามนี้ ศิรินทร์กลับรู้สึกราวกับมีกลุ่มหมอกควันสีเทากำลังก่อตัวขึ้นในห้วงความคิดของตนเอง ความเจ็บแปลบราวน2เข็มนับพันเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าไปในสมองส่วนลึก
"รวินทร์... ฉัน..." เสียงของเธอขาดหายไปครู่หนึ่ง ร่างโปร่งแสงของศิรินทร์เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย ละอองแสงสีฟ้าอ่อนที่เคยเปล่งประกายรอบตัวกลับหม่นแสงลงจนน่าใจหาย
รวินทร์วางแหนบในมือลงทันที เขาลุกขึ้นก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอด้วยความรวดเร็ว สัญชาตญาณความเป็นภัณฑารักษ์ผู้รอบคอบและคุ้นเคยกับการดูแลวัตถุล้ำค่าทำให้เขารู้ทันทีว่า สภาวะจิตวิญญาณของศิรินทร์กำลังเผชิญกับแรงกระแทกจากอดีตที่พยายามทะลักผ่านผนึก
"ศิรินทร์ ตั้งสติไว้นะคะ อย่าฝืนดึงความทรงจำนั้นออกมาทั้งหมดในคราวเดียว ระบบจิตวิญญาณของคุณยังปรับสภาพไม่ทัน" รวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น มือหนายื่นออกไปประคองข้อศอกโปร่งแสงของเธอไว้ เพื่อถ่าย
โอนพลังงานอุ่นจากกายเนื้อช่วยยึดโยงตัวตนของเธอไว้ไม่ให้แตกสลาย
ศิรินทร์หลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนแน่นสนิท เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นตามไรผมของร่างวิญญาณ ภาพความทรงจำที่เคยว่างเปล่าเหมือนห้องมืดมิด บัดนี้กลับถูกไฟแผดเผาจนสว่างวาบขึ้นมาทีละเสี้ยว ภาพแรกที่ปรากฏคือกลิ่นอายของดอกบัวหลวงที่บานสะพรั่งในยามค่ำคืน เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า และตามมาด้วยภาพของตึกโบราณหลังหนึ่งที่ถูกเพลิงกาฬเผาผลาญ
"ฉัน... ฉันจำได้แล้ว..." เสียงของเธอดังก้องอยู่ในโสตประสาทของรวินทร์ ราวกับเสียงกระซิบจากก้นบึ้งของมหาสมุทร "ชื่อของฉัน... ศิรินทร์... ศิรินทร์... แต่ไม่ใช่... นั่นไม่ใช่ชื่อเต็มของฉัน..."
ความเจ็บปวดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดเมื่อพยางค์ถัดไปพยายามหลุดรอดจากริมฝีปากของเธอ แรงกดดันทางไสยเวทแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนฝุ่นละอองบนพื้นห้องสั่นสะเทือน หลอดไฟนีออนเหนือศีรษะกะพริบถี่ๆ ก่อนจะระเบิดออกด้วยเสียงดังสนั่น เศษแก้วกระจายเกลื่อนพื้น ทว่าทั้งคู่ต่างไม่มีเวลาสนใจสิ่งรอบตัว รวินทร์ใช้มืออีกข้างโอบไหล่บางของเธอไว้แน่น ถ่ายเทคลื่นพลังปราณบริสุทธิ์จากเหรียญโบราณในกระเป๋าเสื้อเพื่อช่วยบรรเทาความปวดร้าว
"ไม่เป็นไรนะคะ ปล่อยมันออกมาเท่าที่ไหว ถ้ามันเจ็บมากก็พักก่อน ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว" รวินทร์กระซิบปลอบโยน ดวงตาคมกริบทอประกายความมุ่งมั่นที่จะปกป้องวิญญาณตรงหน้า แม้ว่าพลังงานมืดที่สะท้อนออกมาจากความทรงจำของเธอจะเริ่มกัด
เซาะเกราะป้องกันรอบตัวเขาก็ตาม
ศิรินทร์ลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาที่เคยใสกระจ่างบัดนี้มีประกายสีแดงก่ำพาดผ่านชั่วขณะ เธอยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายยังคงหอบหายใจหนักหน่วงแม้จะเป็นวิญญาณก็ตาม ความทรงจำที่เพิ่งไหล
ย้อนกลับมาทำให้เธอได้รู้ความจริงที่น่าสะพรึงกลัว—ตัวตนของเธอในอดีตไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุธรรมดา แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพิธีกรรมต้องห้ามที่ถูกบันทึกไว้ในแฟ้มคดีที่รวินทร์กำลังศึกษาอยู่
"รวินทร์... คนที่ฆ่าฉัน... และคนที่ทำให้ครอบครัวของคุณต้องตาย... คือคนๆ เดียวกัน..."
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องเก็บเอกสารใต้ดินก็เปลี่ยนเป็นเยียบเย็นจนถึงขกระดูก อุณหติลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะตามสันหนังสือโบราณ เงาดำทะมึนสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบที่มุมมืดของชั้นหนังสือแถวสุดท้าย เงาลึกลับนั้นไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มาพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่เอמהชื่อของรวินทร์และศิรินทร์อย่างเย้ยหยันจากความมืดมิดเบื้องหน้า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางไขปริศนาไปกับรวินทร์และศิรินทร์ในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 13
ความทรงจำที่หายไป
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!