"กลิ่นธูปหอมฟุ้งเกินไป... และนั่นไม่ใช่กลิ่นที่เจ้าของศาลานี้ควรจะโปรดปรานเลยนะคะ รวินทร์"
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างใบหูไม่ได้ทำให้ภัณฑารักษ์หนุ่มสะดุ้งตกใจอย่างเคย ชายหนุ่มเพียงแต่ชะลอปลายนิ้วที่กำลังใช้พู่กันขนกระรอกปัดฝุ่นละอองโบราณออกจากฐานศาลพระภูมิไม้สักทองแกะสลักอายุกว่าสองร้อยปี รวินทร์ผ่อนลมหายใจยาวอย่างใช้ความคิด สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องเก็บวัตถุโบราณชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ ที่ซึ่งความกดอากาศรอบตัวลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ ในความมืดสลัว
ศิรินทร์ลอยกายเหนือพื้นไม้ขัดเงาเพียงคืบเดียว ร่างโปร่งแสงของเธอยังคงงดงามและสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลมโตคู่สวยกลับหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองไปยังควันธูปสีเทาที่ม้วนตัวผิดธรรมชาติ มันไม่ได้ลอยขึ้นสู่เบื้องบนตามแรงโน้มถ่วง หากแต่ขดตัวเป็นวงกลมแน่นนิ่งอยู่เหนือหลังคาจำลองของศาลพระภูมิเสมือนมีมือที่มองไม่เห็นคอยบีบอัดมันเอาไว้
"คุณกำลังหมายความว่า เครื่องสักการะที่กองอำนวยการจัดเตรียมมาให้... มีเจตนาอื่นแอบแฝงอย่างนั้นหรือครับ... เอ๊ย, อย่างนั้นสินะครับ" รวินทร์เกือบหลุดปากใช้สรรพนามคุ้นชิน แต่รีบดึงสติตัวเองกลับมาทันทีเมื่อนึกถึงกฎเหล็กแห่งความสำรวม "หมายความว่าพวกเขากำลังทำผิดวิธีสินะคะ ศิรินทร์"
หญิงสาวปรายตามองความผิดพลาดเล็กๆ นั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดูเจือความขบขัน "คุณนี่นะ... แก้คำพูดได้ไวดีแท้ค่ะ แต่ใช่แล้วล่ะ การใช้ธูปผสมกำยานราคาแพงลิบลิ่วกลิ่นดอกไม้ตะวันตกแบบนั้น อาจถูกใจวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป แต่สำหรับ 'ท่านเจ้าที่' ผู้ดูแลเขตอาคมโบราณแห่งนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนมีใครเอาขยะมาทิ้งไว้หน้าบ้านมากกว่าจะเรียกว่าการเคารพค่ะ"
รวินทร์พยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง เขาเปิดสมุดบันทึกหนังสีดำคู่ใจ หน้ากระดาษเต็มไปด้วยผังเส้น ley lines และบันทึกประวัติศาสตร์การสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้ทับซ้อนกับซากโบราณสถานยุคอยุธยาตอนปลาย ระบบระเบียบไสยเวทของที่นี่ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมด้วยเสาเข็มลงอักขระยันต์แปดทิศ แต่การบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อสามเดือนก่อนกลับเกิดรอยร้าวขึ้นที่ฐานราก ส่งผลให้ 'เขตอาคม' เกิดช่องโหว่ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้พลังงานของเจ้าที่เริ่มแปรปรวนจนเกือบกลายเป็นอาฆาต
*กึก... กึก...*
เสียงไม้ลั่นดังสนั่นมาจากด้านในศาลจำลอง ประหนึ่งมีใครบางคนกำลังขยับตัวอยู่ภายใน พื้นผิวไม้สักที่เคยแห้งสนิทกลับชุ่มชื้นไปด้วยหยดน้ำสีแดงคล้ายยางไม้ แต่กลิ่นที่โชยออกมากลับเป็นกลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นของดินโคลนใต้รากไม้ใหญ่ แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจนทำให้ชั้นวางจัดแสดงวัตถุโบราณรอบด้านสั่นสะเทือนเบาๆ
ระบบแจ้งเตือนสีแดงฉานปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของรวินทร์ เป็นหน้าต่างโฮโลแกรมโปร่งแสงที่เสถียรขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความก้าวหน้าของเขา:
[ระบบบันทึกวิญญาณ: ตรวจพบคลื่นพลังงานระดับ A (อาณาเขตเจ้าที่ - โกรธเกรี้ยว)]
[คำเตือน: หากไม่สามารถเจรจาสำเร็จภายใน 3 นาที อาณาเขตนี้จะถูกเปลี่ยนเป็น 'เขตประหาร' และวิญญาณของคุณจะถูกผนึกไว้ในศาลารัชกาล]
[คำแนะนำ: จงค้นหา 'บรรณาการที่แท้จริง' จากประวัติศาสตร์การสร้าง ไม่ใช่จากงบประมาณของพิพิธภัณฑ์]
รวินทร์ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ความรอบคอบและนิสัยชอบค้นคว้าเอกสารเก่าก่อนลงมือทำงานทุกครั้งคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด เขาไม่ได้มองศาลานั้นด้วยความกลัว แต่มองมันด้วยสายตาของภัณฑารักษ์ผู้กำลังประเมินคุณค่าของงานศิลปะชิ้นเอกที่กำลังเสียหาย
"ศิรินทร์ ช่วยกางม่านพลังคุ้มกันรัศมีสองเมตรให้หน่อยนะคะ ผมเกรงว่าถ้าปล่อยให้ไอปฐพีรั่วไหลออกมามากกว่านี้ เอกสารโบราณบนโต๊ะทำงานคงจะเสียหายหมด" รวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะถอดถุงมือผ้าฝ้ายออกแล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท
ศิรินทร์พยักหน้ารับ ร่างของเธอส่องประกายแสงสีครามจางๆ ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ เกิดเป็นระลอกคลื่นโปร่งใสครอบ
คลุมพื้นที่บริเวณโต๊ะทำงานและตัวรวินทร์เอาไว้ แรงกดดันมหาศาลจากภายนอกลดฮวบลงทันทีราวกับกั้นด้วยกำแพงแก้ว
"คุณคิดจะทำอะไรคะ รวินทร์? ของในมือคุณนั่น..." ศิรินทร์มองวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่รวินทร์หยิบออกมาด้วยความสนใจ
มันคือ 'เหรียญอีแปะโบราณ' เนื้อสัมฤทธิ์ขึ้นสนิมเขียวคร่ำคร่า บนผิวเหรียญสลักลวดลายตัวอักษรจีนผสมอักขระขอมโบราณ ซึ่งเป็นเหรียญที่ถูกขุดพบในหลุมฝังเสาเอกของอาคารนี้เมื่อตอนสร้างตึกเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน และถูกเก็บรักษาไว้ในห้องคลังโดยไม่มีใครสนใจไยดี
"นี่คือ 'เงินเบิกทาง' ครับ" รวินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เขาก้าวเข้าไปใกล้ศาลไม้สักที่ตอนนี้มีเงาดำทะมึนรูปร่างคล้ายชายชราสวมหมวกปีกกว้างแบบขุนนางโบราณปรากฏขึ้นรางๆ ภายในช่องประตูศาล "ท่านเจ้าที่ครับ ผมทราบดีว่าพวกเรามารบกวนความสงบ และสิ่งที่คนรุ่นใหม่นำมาเซ่นไหว้ก็ช่างไร้รสนิยมสิ้นดีสำหรับท่าน... แต่กระผม รวินทร์ ภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์แห่งนี้ มิได้มาเพื่อขับไล่ หรือทำลายอาณาเขตของท่านครับ"
เงาดำภายในศาลเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ดวงตาสสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองทะลุกำแพงพลังงานเข้ามา เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินบดกันดังขึ้นในโสตประสาท เป็นภาษาโบราณที่แปลความหมายได้ทันทีในจิตใต้สำนึก
*< มนุษย์ผู้จองหอง... เจ้ากล้าดียังไงนำของโสโครกมาไว้บนเรือนของข้า เจ้าหลวงผู้รักษาแผ่นดินนี้มาสามชั่วคน! >*
แรงกดดันพุ่งทะยานขึ้นอีกระลอกจนม่านพลังของศิรินทร์สั่นระริก หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยเตรียมจะแผ่พุ่งพลังตอบโต้เพื่อปกป้องสหายร่วมทาง แต่รวินทร์กลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อนด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"ผมไม่ได้นำของโสโครกมาบูชาท่านหรอกครับ..." รวินทร์ค่อยๆ วางเหรียญอีแปะสำฤทธิ์ลงบนถาดไม้ขัดเงาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับรินน้ำชาจีนอุ่นๆ ที่เขาแอบเตรียมใส่กระติกเก็บความร้อนส่วนตัวลงในจอกจิ๋ว "นี่คือเหรียญตราที่ท่านเคยรับรองเมื่อครั้งวางศิลาฤกษ์แผ่นดินนี้ และนี่คือน้ำชาชั้นดีจากใบชาพันธุ์แท้ที่ปลูกบนดอยสูงทางเหนือ ซึ่งเป็นรสชาติเดียวกับที่ท่านเคยโปรดปรานเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เมื่อสองร้อยปีก่อน"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ควันธูปสีเทาที่เคยอัดแน่นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์และลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบนอย่างเป็นระเบียบ เงาดำภายในศาลหยุดนิ่ง ดวงตาสสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองเหรียญอีแปะและจอกน้ำชาสลับกันไปมา
รวินทร์ยังคงรักษาท่าทีสงبเสงี่ยม เขารู้ดีว่าการเจรจากับวิญญาณระดับเจ้าที่ไม่ใช่การใช้อำนาจกดขี่ แต่คือการ 'ให้เกียรติ' และ 'เข้าใจประวัติศาสตร์' ของอีกฝ่าย
"อาคารหลังนี้กำลังจะจัดนิทรรศการครั้งใหญ่เพื่อเชิดชูเกียรติประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" รวินทร์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง "ชื่อเสียงและเกียรติยศของท่านจะถูกจารึกไว้ใหม่อีกครั้งให้ผู้คนรุ่นหลังได้กราบไหว้ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แค่การเซ่นไหว้ตามพิธีกรรมจอมปลอม... แลกกับการที่ท่านจะช่วยอนุญาตให้พวกเราซ่อมแซมฐานรากและปรับปรุงอาณาเขตนี้ให้มั่นคงถาวare... ท่านว่าข้อเสนอนี้พอจะยุติธรรมไหมครับ ท่านเจ้าที่"
จังหวะเวลาหยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนที่เงาดำทมิฬภายในศาลจะค่อยๆ จางลง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าโปร่งแสงของศิรินทร์เมื่อเธอสัมผัสได้ว่าคลื่นพลังงานรอบตัวเปลี่ยนจาก 'อันตราย' เป็น 'เป็นกลาง' และกำลังจะกลายเป็น 'พันธมิตร'
*< เจ้าเป็นมนุษย์ที่รอบคอบและรู้ความยิ่งนัก... รวินทร์ >* เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างพึงพอใจ ก่อนที่เหรียญอีแปะบนถาดจะเปล่งแสงเรืองรองแล้วจมหายเข้าไปในเนื้อไม้ของศาลาราวกับถูกดูดกลืน
[ระบบบันทึกวิญญาณ: ภารกิจ "การเจรจากับเจ้าที่" สำเร็จลุล่วงด้วยดี!]
[ผลการประเมิน: คะแนนไหวพริบระดับ S | ได้รับทักษะติดตัว: "สายตาแห่งบรรพชน" (เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นร่องรอยพลังงานโบราณ 30%)]
[คำเตือนพิเศษจากระบบ: ดูเหมือนว่าเจ้าที่จะยอมรับคุณแล้ว... แต่ทว่า สิ่งที่เขาซ่อนไว้ใต้ฐานศาลารuậtนี้ไม่ใช่แค่สมบัติโบราณ หากแต่เป็น...]
รวินทร์ยังไม่ทันได้อ่านข้อความเตือนบรรทัดสุดท้ายจนจบ จู่ๆ พื้นไม้ใต้ศาลพระภูมิก็ยุบตัวลงเสียงดัง *ครืน!* พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่ไม่ได้มาจากความโกรธของเจ้าที่ แต่มาจากบางสิ่งที่ถูกปลดปล่อยขึ้นมาจากใต้พิภพ
แสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นพร้อมกับร่างของใครบางคน—หรืออะไรบางอย่าง—ที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกใต้พื้นดิน ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าพวกเขา ร่างนั้นสวมชุดเกราะโบราณที่ชุ่มไปด้วยละอองดาวและอักขระเวทสีดำสนิท ทว่าสิ่งที่ทำให้รวินทร์ถึงกับลมหายใจสะดุดและศิรินทร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ คือใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กนั้น... มันคือใบหน้าของรวินทร์เองในวัยที่ร่วงโรยและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสงครามไสยเวท!
"ยินดีต้อนรับกลับสู่อดีตที่นายยังไม่ได้เลือกเดิน... ร่างจำลองรุ่นที่เจ็ด" เสียงแหบพร่าจากร่างในชุดเกราะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็น ขณะที่หน้าจอระบบทั้งหมดในหัวของรวินทร์เปลี่ยนเป็นสีเลือดพร้อมกัน:
[ระบบฉุกเฉิน: ตรวจพบความผิดพลาดทางกาลเวลา! บอสลับระดับ SSS 'เงาแห่งผู้สร้าง' ปลดผนึกสมบูรณ์!]
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมลุ้นและเดินทางไขปริศนาไปกับรวินทร์และศิรินทร์ในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 12
การเจรจากับเจ้าที่
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!