เสียงโลหะกระทบพื้นหินแกรนิตดัง *กริ๊ก* สั้นๆ แต่กลับสะท้อนก้องกวาดไปทั่วความเงียบงันของห้องเก็บของโบราณราวกับเสียงคำรามของอสุนีบาต รวินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองกุญแจเวทมนตร์โลหะผสมทองแดงที่เพิ่งร่วงหล่นจากปลายนิ้วของบุคคลแปลกหน้า รอยแผลเป็นบนใบหน้าของอีกฝ่ายขยับยุกยิกราวกับมีชีวิต กลุ่มหนอนสีเทาโปร่งแสงที่ฝังตัวอยู่ใต้ผิวหนังเนื้อตายพากันชอนไชไปมา ส่งเสียงขบเคี้ยวแหบพร่าในลำคอที่ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของคนตาย
"คุณ..." รวินทร์เอ่ยเสียงแผ่วเบา มือข้างขวาค่อยๆ เลื่อนไปสัมผัสด้ามมีดผ่าตัดอาคมที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อสูทอย่างระมัดระวัง รอบคอบ และไม่ประมาท "คุณเข้ามาทางไหน ระบบอาคมป้องกันรอบพิพิธภัณฑ์ถูกตั้งค่าไว้ระดับเจ็ด ไม่มีทางที่มนุษย์หรือวิญญาณตนใดจะผ่านม่านพลังงานเข้ามาได้โดยไม่ส่งสัญญาณเตือน"
ผู้มาเยือนไม่ตอบคำถาม ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทเปียกชุ่มไปด้วยละอองหมอกสีเทาจัดก้าวเข้ามาใกล้แสงสว่างจากตะเกียงเวทอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายความชื้นแฉะของซากศพและกลิ่นดินโป่งโชยเข้าเตะจมูกจนรวินทร์ต้องขมวดคิ้วแน่น กฎเหล็กข้อแรกของการเป็นภัณฑารักษ์ผู้ดูแลวัตถุต้องคำสาปคือ 'อย่าแสดงความตื่นกลัวต่อหน้าสิ่งลี้ลับ' เพราะความหวาดกลัวคืออาหารอันโอชะที่มันโหยหา
"ระบบอาคมของเจ้ามันก็แค่... เศษเหล็กขึ้นสนิมที่ป้องกันได้แค่แมลงเม่า" เสียงแหบแห้งราดรดลงบนโสตประสาทของผู้ฟังราวกับกระดาษทรายเบอร์หยาบขูดขีด "เช่นเดียวกับกล่องไม้จันทน์หอมใบนั้น... เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังกอดมหันตภัยอะไรไว้ในอ้อมอก รวินทร์"
ชายแปลกหน้าเอ่ยชื่อเขาได้อย่างสนิทสนม ทั้งที่รวินทร์มั่นใจว่าตนเองไม่เคยพบเจอสิ่งมีชีวิตหรือซากศพเดินได้ที่มีสภาพน่าสยดสยองเช่นนี้มาก่อนในสารบบความทรงจำ ทันใดนั้นเอง อากาศภายในห้องก็เย็นยวดยิ่งขึ้นจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ดวงไฟเวทมนตร์บนเพดานกะพริบถี่รัวก่อนจะดับวูบลงเหลือเพียงแสงสีฟ้าจางๆ จากอักขระโบราณที่สลักไว้บนชั้นวางหนังสือ
*พรึบ!*
เงาร่างสีขาวสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้ารวินทร์อย่างเงียบเชียบราวกับสายลมพัดผ่าน เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวคลอเคลียกับไหล่บาง ชุดกระโปรงยาวสีขาวพลิ้วไหวแม้จะไม่มีกระแสลม ศิรินทร์ก้าวออกมาขวางระหว่างรวินทร์กับผู้บุกรุก ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเย็นชาเฉียบคมที่จ้องมองไปยังรอยแผลเป็นบนหน้าของอีกฝ่ายอย่างวิเคราะห์
"ถอยไป ศิรินทร์ มันอันตราย" รวินทร์กระซิบเตือน พร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้หญิงสาวเพื่อใช้ร่างกายของตนเองเป็นเกราะกำบัง แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นถึงวิญญาณที่มีพลังลึกลับ แต่สัญชาตญาณการปกป้องก็ยังคงทำงานอย่างแข็งขัน
"คนโง่..." ศิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานก้อง เธอไม่ได้หันกลับมามองเขา แต่สายตายังคงจจับจ้องที่ผู้มาเยือน "เขาไม่ได้มาเพื่อฆ่าเจ้า... รวินทร์ แต่เขามาเพื่อส่งสาส์น... หรือพูดให้ถูกคือ เขาเป็นแค่เงาที่ถูกเชิดด้วยเชือกของคนอื่นต่างหาก"
ผู้มาเยือนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหברי้วนั้นทำเอาชั้นหนังสือไม้สักโบราณสั่นสะเทือนเบาๆ "ฉลาดสมเป็น 'เศษเสี้ยว' ที่ไร้ความทรงจำ เจ้ายังคงปกป้องเด็กหนุ่มผู้โง่เขลาที่ดึงดันจะไขปริศนาความตายของครอบครัว ทั้งที่ยิ่งขุดคุ้ย หลุมศพก็จะยิ่งกว้างขึ้น... และเจ้า สองคนก็จะฝังตัวลงไปในนั้นด้วยกัน"
สิ้นคำพูด ร่างของชายแปลกหน้าก็สลายกลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำทมิฬที่พุ่งเข้าใส่กล่องไม้จันทน์หอมบนโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
"แย่แล้ว!" รวินทร์อุทานลั่น ไหวพริบระดับสูงทำงานทันที เขาไม่พยายามวิ่งเข้าไปคว้ากล่อง แต่กลับสะบัดข้อมือซ้ายปล่อยโซ่อาคมโลหะเวทพุ่งรัดขาโต๊ะเอาไว้ พร้อมกับเอื้อมมือไปกดกลไกฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่ใต้ลิ้นชัก ระบบป้องกันชั้นที่สามของพิพิธภัณฑ์ถูกกระตุ้น อักขระสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นเป็นรูปวงแหวนเวทมนตร์ครอบคลุมพื้นที่รัศมีสามเมตร
แต่ทว่า... หมอกสีดำนั้นไม่ได้ต้องการขโมยกล่อง มันเพียงแค่สัมผัสผิวไม้เบาๆ ทิ้งรอยคราบสีดำคล้ำรูปมือคนที่มีนิ้วยาวผิดปกติไว้บนฝากล่อง ก่อนที่เสียงกระซิบแหบพร่าจะดังแว่วมาจากความว่างเปล่า
*“คืนนี้... พระจันทร์สีเลือดจะเปิดทาง กล่องใบนั้นจะเปิดออกด้วยเลือดของสายเลือดที่เหลืออยู่... เตรียมตัวรับมือกับความจริงที่พวกแกไม่อยากรู้ซะ!”*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวถอยหลังหายไปในความมืด พร้อมกับแรงกดดันทางวิญญาณที่มลายหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัดและกลิ่นเหม็นอับของซากศพที่ยังคงอบอวลชวนคลื่นไส้ รวินทร์หอบหายใจถี่กระชั้น เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ เขาค่อยๆ ย่อตัวลงเก็บกุญแจเวทมนตร์ที่ตกอยู่ขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างรอบคอบ
ศิรินทร์หันกลับมามองเขา ดวงตาคู่นั้นฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง เธอยื่นปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนรอยคราบสีดำรูปมือบนกล่องไม้จันทน์หอม ทันทีที่ผิวสัมผัสโดนรอยเปื้อน ร่างของหญิงสาวก็สะท้านเฮือกเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
"ศิรินทร์? เกิดอะไรขึ้น เธอเห็นอะไรจากรอยเปื้อนนั้นหรือเปล่า" รวินทร์รีบก้าวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยและจริงจัง
หญิงสาวหันมามองหน้าเขา สีหน้าซีดเซียวลงกว่าเดิมเล็กน้อยริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่ซ่อนความหวาดกลัวไว้ไม่มิด
"ไม่ใช่แค่คำสาปธรรมดา... รวินทร์" เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "รอยมือนั่น... เป็นตราประทับของ 'สำนักชำระวิญญาณเงาโลหิต'... สำนักเดียวกับที่ฆ่าครอบครัวของนายในคืนอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน!"
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงทันที รวินทร์ชะงักค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ภาพความทรงจำอันเลือนรางของคืนที่รถยนต์ครอบครัวพุ่งตกหน้าผาภายใต้สายฝนกระหน่ำย้อนกลับมาในหัวเป็นฉากๆ พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบอาคมพิพิธภัณฑ์ที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
[ติ๊ง! ตรวจพบพลังงานวิญญาณระดับ SSS กำลังคุกคามเป้าหมาย]
[ระบบปลดล็อกภารกิจลับ: "เงาอดีตที่หวนคืน" — ค้นหาความจริงเบื้องหลังอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อนก่อนที่พระจันทร์สีเลือดจะลับขอบฟ้า]
[คำเตือน: หากท่านล้มเหลว วิญญาณของท่านจะถูกผนึกไว้ในกล่องไม้จันทน์หอมตลอดกาล]
ก่อนที่รวินทร์จะได้ทันตั้งตัว เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ทั้งที่ประตูห้องถูกลงกลอนเวทมนตร์ไว้อย่างแน่นหนา และเวลานี้เป็นเวลาตีสาม ซึ่งไม่มีแขกคนใดควรจะมายืนอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อย่างแน่นอน!
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "นภากระซิบผี" นะคะ
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 2
ผู้มาเยือนจากม่านหมอก
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!