*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะสามครั้งนั้นไม่ได้ดังสะท้านราวกับฟ้าผ่า แต่มันดังดึ๋งก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของรวินทร์ ราวกับปลายนิ้วที่เคาะลงมานั้นไม่ได้กระทบกับเนื้อไม้ภายนอก หากแต่เคาะอยู่บนเยื่อแก้วหูของเขาโดยตรง
รวินทร์ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าตู้จัด1แสดงโบราณวัตถุยุคราชวงศ์หมิง มือข้างหนึ่งของเขายังถือคีมคีบทองเหลืองขนาดเล็กสำหรับปรับแต่งแผ่นยันต์กันอาคม ปลายนนิ้วชี้และนิ้วกลางที่เคยแตะอยู่บนผิวไม้ไผ่ผนึกอาคมชะงักค้างกลางอากาศ ลมหายใจของเขาผ่อนออกมาช้าๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้รบกวนคลื่นพลังงานที่หมุนวนอยู่รอบตัวในรัศมีสามเมตร
ในยามวิกาลตีสาม ณ "พิพิธภัณฑ์ร้อยวิญญาณ" แห่งนี้ กลอนเวทมนตร์ที่เขาลงอักขระไว้หนาแน่นถึงเจ็ดชั้นไม่ใช่สิ่งที่จะมีผู้ใดเล็ดลอดเข้ามาได้ง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่าผู้ที่เคาะประตูดั้นด้นมานั้น... จะไม่ได้ใช้ขาเดินมาตามพื้นดิน
"ดูเหมือนว่าคดีแรกของเราจะไม่รอให้คุณจัดระเบียบตู้หนังสือให้เสร็จเสียแล้วนะคะ, คุณภัณฑารักษ์"
เสียงกระซิบติดจะเย้าแหย่ดังขึ้นเบาๆ ข้างใบหูซ้าย ศิรินทร์ปรากฏกายขึ้นในชุดคลุมยาวสีขาวนวลแบบโบราณ ร่างของเธอลอยเหนือพื้นราวหนึ่งคืบ ดวงตาคู่คมพราวระยับด้วยความสนุกสนานปนความระแวดระวัง ทว่าความโปร่งแสงของเธอกลับลดลงกว่าเมื่อหัวค่ำอย่างเห็นได้ชัด—นี่คือสัญญาณเตือนจากระบบภายในจิตสำนึกของรวินทร์ว่า พลังงานรบกวนภายนอกกำลังทำให้เขตอาคมของพิพิธภัณฑ์สั่นคลอน
"อย่าเพิ่งเล่นสนุกเลยครับ... เอ๊ย, ค่ะ" รวินทร์เผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นชินเก่าๆ ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะรีบแก้คำพูดในใจอย่างรวดเร็วเมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มมุมปากของหญิงสาว "ฉันหมายถึง... สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณก็สัมผัสได้ใช่ไหมว่าไอควันสีเทาที่ลอดเข้ามาตามรอยต่อบานประตูนั้นไม่ใช่ไอวิญญาณเร่ร่อนธรรมดา"
ศิรินทร์พยักหน้ารับรอยยิ้มจางลง ร่างโปร่งแสงของเธอลอยขยับไปยืนขวางหน้าประตูกลางห้องโถงใหญ่ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงมองลอดผ่านบานกระจกฝ้าของประตูไม้สักทอง "ไม่ใช่แค่วิญญาณเร่ร่อนค่ะ... แต่เป็น 'ผู้ส่งสาร' จากเขตแดนชั้นนอก มีกลิ่นอายของหมึกโบราณและกระดาษสาที่ถูกเผาไหม้ครึ่งๆ กลางๆ ชัดเจน ระวังตัวด้วยนะคะ เจ้านี่ไม่ได้มาดีแน่ๆ"
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิม แรงกระแทกส่งผลให้โคมไฟระย้าคริสตัลกลางเพดานแกว่งไหว ลวดลายอักขระกันภัยที่สลักไว้บนวงกบประตูเริ่มเปล่งแสงสีทองเรืองรองเพื่อขับไล่พลังงานแปลกปลอม รวินทร์สูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกหน้าต่างสถานะและระบบบันทึกคดีขึ้นมาในห้วงความคิด ความเร็วในการประมวลผลของสมองพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาต้องจัดการสถานการณ์นี้อย่างมีแบบแผน มิฉะนั้นพิพิธภัณฑ์ที่บรรพบุรุษของเขารักษามาหลายชั่วอายุคนอาจกลายเป็นสุสานแห่งใหม่
"ก่อนที่เราจะเปิดประตูรับแขกยามวิกาลผู้นี้..." รวินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง ดวงตาหลังกรอบแว่นกวาดมองไปรอบห้องโถงเพื่อประเมินความพร้อม "เราจำเป็นต้องมี 'กฎสามข้อ' ในการทำงานร่วมกันเสียก่อนค่ะ ศิรินทร์"
วิญญาณสาวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "กฎ? ในยามคับขันแบบนี้น่ะหรือคะ?"
"ใช่ค่ะ กฎจะทำให้เราไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน และลดความเสี่ยงในการสูญเสียพลังงานของคุณโดยใช่เหตุ" รวินทร์ยกนิ้วขึ้นนับทีละข้ออย่างใจเย็น แม้ภายนอกเสียงเคาะประตูจะเริ่มทวีความถี่ขึ้นเรื่อยๆ "ข้อที่หนึ่ง—ห้ามคุณปะทะกับเป้าหมายโดยตรงหากฉันยังไม่อนุญาต หน้าที่ของคุณคือการ 'คัดแยก' และ 'วิเคราะห์' ชนิดของพลังงาน มิใช่การใช้อำนาจวิญญาณเข้าหักหาญแต่แรกพบ เพื่อป้องกันไม่ให้ความทรงจำของคุณถูกกระตุ้นจนเกิดอาการจิตหลุดอีก"
ศิรินทร์หุบยิ้มลง สีหน้าของเธอกลายเป็นจริงจังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเงื่อนไขข้อแรก ดวงตาสีรัตติกาลมองตรงมาที่ชายหนุ่มด้วยความซาบซึ้งระคนแปลกใจที่เขายังคงใส่ใจอาการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณของเธอ
"รับทราบค่ะ... แล้วข้อที่สองล่ะคะ?"
"ข้อที่สอง—หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที ฉันคือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในการถอยหรือรุก คุณมีหน้าที่สนับสนุนและคุ้มกันแนวหลัง ห้ามฝ่าฝืนคำสั่งเด็ดขาด เพราะฉันคือผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของวัตถุโบราณทั้งหมดในที่นี้"
ศิรินทร์พยักหน้ารับช้าๆ อย่างจำนนต่อเหตุผล "ดูเป็นกฎที่เห็นแก่ตัวไปหน่อยนะคะ แต่เข้าใจได้สำหรับภัณฑารักษ์หัวโบราณอย่างคุณ แล้วข้อสุดท้ายล่ะคะ? ข้อที่สามคืออะไร?"
รวินทร์หันกลับไปเผชิญหน้ากับประตูไม้ที่เริ่มมีรอยร้าวของไอหมึกสีดำซึมผ่านขอบไม้เข้ามา เขากำคีมทองเหลืองในมือแน่นขึ้นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
"ข้อที่สาม... ไม่ว่าประตูบานนั้นจะเปิดออกแล้วพบกับอะไรก็ตาม ห้ามเราสองคนมีความลับต่อกัน หากมีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้นในจิตใต้สำนึก ต้องรีบแจ้งทันที ห้ามแบกรับไว้คนเดียวเด็ดขาด... เพราะเราอยู่ในเรือลำเดียวกันแล้วค่ะ"
น้ำเสียงของรวินทร์ในประโยคสุดท้ายนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ทว่าหนักแน่นพอที่จะสลักลงไปในความรู้สึกของวิญญาณสาว ศิรินทร์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากบางจะคลี่ยิ้มออกมาเป็นรอยยิ้มที่แท้จริงที่สุดตั้งแต่ที่เธอฟื้นคืนสติขึ้นมาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
"ตกลงค่ะ... ฉันยอมรับกฎสามข้อของคุณ" ศิรินทร์เอ่ยเบาๆ พร้อมกับยื่นมือเรียวโปร่งแสงมาแตะที่ไหล่ของรวินทร์ ทันใดนั้น ไออุ่นสีฟ้าครามก็แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า ช่วยชำระล้างความเหนื่อยล้าทางจิตใจของชายหนุ่มให้มลายหายไปในพริบตา "เปิดประตูได้เลยค่ะ ภัณฑารักษ์ของฉัน ฉันพร้อมหนุนหลังคุณแล้ว"
รวินทร์สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปปลดสลักเวทมนตร์ชั้นนอกสุดออก *คลิก* เสียงกลไกโบราณดังขึ้นพร้อมกับที่อักขระสีทองบนบานประตูเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต
ในจังหวะที่บานประตูไม้สักทองค่อยๆ แง้มเปิดออกด้วยแรงดันลมภายนอกที่พัดวน ไอหมึกสีดำทะมืดก็พวยพุ่งเข้าใส่ห้องโถงราวกับฝูงงูพิษ ทว่าสิ่งที่ยืนอยู่หลังบานประตูนั้นกลับไม่ใช่ภูตผีปีศาจอย่างที่คาดคิด...
มันคือร่างของเด็กชายในชุดนักเรียนโบราณยุคสงครามโลก ดวงตาทั้งสองข้างถูกปิดทับไว้ด้วยกระดาษยันต์สีแดงฉานชุ่มเลือด และในมือเล็กๆ นั้น กำลังถือ "สมุดบันทึกปกหนังสีดำ" ที่สลักตราสัญลักษณ์ประหลาด—ตราสัญลักษณ์เดียวกับที่เคยพรากครอบครัวของรวินทร์ไปเมื่อสิบปีก่อน!
เด็กชายเอียงคอช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าที่ซ้อนทับกันหลายเสียง
"พบ... ผู้รับสาร... รายต่อไป... แล้ว..."
สมุดบันทึกในมือเด็กชายเปิดออกเองโดยไม่มีลมพัด หน้ากระดาษว่างเปล่าเริ่มปรากฏตัวอักษรสีแดงสดขึ้นทีละตัว... เป็นรายชื่อของ "รวินทร์" ที่ถูกเขียนด้วยลายมือของตัวเขาเองในอนาคต!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและเติบโตไปพร้อมกับรวินทร์และศิรินทร์นะคะ
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 3
กฎสามข้อของการคัดแยก
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!