กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกระดาษเปียกชื้นตีตลบขึ้นมาในโพรงจมูกทันทีที่รวินทร์ก้าวเท้าพลาดผ่านรอยแยกของชั้นหนังสือโบราณในห้องสมุดใต้ดิน ความรู้สึกเหมือนถูกดึงรั้งลงไปในบ่อโคลนดูดไร้ก้นบึ้งไม่ได้มาพร้อมกับความมืดมิด หากแต่เป็นแสงสีเทาทึบหม่นที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
"รวินทร์! ตั้งสติไว้ค่ะ อย่าปล่อยให้พลังงานรอบตัวดึงจิตหลุดออกไป!"
เสียงหวานกึ่งร้อนรนของศิรินทร์ดังสะท้อนก้องอยู่ในห้วงความคิด ร่างโปร่งแสงของหญิงสาวพุ่งทะยานออกมาจากแหวนโบราณบนนิ้วมือของเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบด้านด้วยความระแวดระวัง ไอสีขาวบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากตัวเธอช่วยบรรเทาความหนบหนึบของอากาศรอบตัวลงได้บ้าง แต่มันก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับมหาศาลของแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง
รวินทร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ มือเรียวยกขึ้นจัดกรอบแว่นสายตาที่เอียงลาดจากการพลัดตก เขากวาดสายตามองสำรวจพื้นที่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็วตามความคุ้นชินของภัณฑารักษ์ผู้ผ่านการตรวจสอบวัตถุโบราณมานับไม่ถ้วน นี่ไม่ใช่ห้องสมุดที่พวกเขาคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว
เบื้องหน้าของเขามีลักษณะคล้ายห้องโถงกว้างใหญ่ที่ไร้ขอบเขต ชั้นหนังสือสูงเสียดฟ้าเรียงรายสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกตที่ถูกออกแบบมาเพื่อกักขังผู้คนให้หลงวนเวียนอยู่ชั่วนิรันดร์ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบไม่ใช่ความใหญ่โตของสถานที่ หากแต่เป็นหนังสือทุกเล่มที่อยู่บนชั้นเหล่านั้น... พวกมันไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นแผ่นหนังมนุษย์ที่ยังคงมีชีพจรเต้นตุบๆ และส่งเสียงกระซิบกระซาบแหบพร่าฟังไม่ได้ศัพท์
"ที่นี่คือ 'หอจดหมายเหตุแห่งพันธนาการ' มิติย่อยที่ถูกผนึกไว้ด้วยอาคมโบราณเพื่อใช้กักเก็บเศษเสี้ยววิญญาณที่แตกสลาย" ศิรินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียด มือเรียวบางเอื้อมแตะแขนเสื้อของเขาเบาๆ เป็นเชิงเตือน "ระวังตัวด้วยนะคะ รวินทร์ พลังไสยเวทที่นี่ถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก หากเราทำผิดกฎแม้แต่ข้อเดียว วิญญาณของเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นหนังสือพวกนี้ทันที"
รวินทร์พยักหน้ารับช้าๆ เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของสนามพลังงานรอบตัว ระบบวิเคราะห์ภายในจิตสำนึกของเขาเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ ข้อมูลตัวเลขและสัญลักษณ์อักขระโบราณไหลผ่านนัยน์ตาเป็นระลอก ประสบการณ์จากการซ่อมแซมวัตถุโบราณสอนให้เขารู้ว่า สิ่งของทุกชิ้นย่อมมีที่มาและจุดอ่อน แม้กระทั่งมิติอาคมลี้ลับแห่งนี้ก็ย่อมมีรอยต่อที่เปราะบาง
"ถ้าที่นี่คือสถานที่กักขังวิญญาณ... แสดงว่าต้องมี 'จุดศูนย์กลาง' หรือแกนกลางที่คอยควบคุมเขตอาคมสินะครับ เอ๊ย... ค่ะ" รวินทร์เผลอหลุดปากใช้สรรพนามคุ้นเคยก่อนจะรีบแก้คำพูดอย่างรวดเร็ว เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอจากวิญญาณสาวได้ทันที
"คุณนี่นะ... ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังจะมาห่วงเรื่องการใช้คำอีกนะคะ" ศิรินทร์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาฉายแววเอ็นดูกลมกลืนไปกับความตึงเครียดรอบกาย "แต่คุณคิดถูกค่ะ แกนกลางของมิตินี้ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในโซนจัดเก็บระดับสาม... ที่ซึ่งดวงวิญญาณดุร้ายถูกล่ามโซ่ไว้"
ทั้งคู่เริ่มก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่ปูด้วยอิฐสีดำสนิท ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง รวินทร์ใช้ทักษะการสังเกตอันเฉียบคมคอยกวาดตามองสัญลักษณ์บนสันหนังสือแต่ละเล่ม เพื่ออ่านรูปแบบการจัดวางและหาเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด ขณะที่ศิรินทร์ทำหน้าที่เป็นโล่คุ้มกันคอยปัดเป่าไอหมอกสีดำที่พยายามเลื้อยเข้ามารังควานพวกเขาจากมุมมืด
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เสียงกระซิบกระซาบจากหนังสือรอบกายเงียบเสียงลง เหลือเพียงความเงียบงัดที่น่าสะพรึงกลัว ลมเย็นเยียบพัดผ่านหลังจนขนลุกซชัน รวินทร์ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ศิรินทร์หยุดเดิน สายตาภายใต้กรอบแว่นเพ่งมองไปยังเงาสลัวที่ปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดิน
ร่างหนึ่งกำลังก้าวออกมาจากความมืด เป็นเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมโบราณขาดวิ่น ใบหน้าของร่างนั้นถูกปกกปิดไว้ด้วยหน้ากากกระดาษสาที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ในมือถือคัมภีร์เล่มหนาที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าเวทนา
"ผู้บุกรุก... บังอาจล่วงล้ำเขตหวงห้าม..." เสียงแหบแห้งราดรดโสตประสาท ราวกับเหล็กขูดกับกระจก
ศิรินทร์ก้าวขึ้นมาบังหน้าชายหนุ่มทันที พลังงานสีขาวรอบตัวเธอบานสะพรั่งราวกับดอกไม้ไฟในความมืด พร้อมปะทะกับผู้พิทักษ์มิติเบื้องหน้า แต่รวินทร์กลับยื่นมือไปแตะไหล่บางของเธอเบาๆ เป็นสัญญาณห้าม
"เดี๋ยวก่อนครับ... เอ๊ย... ค่ะ ศิรินทร์" รวินทร์กระซิบ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ "ดูที่มือของมันสิครับ รอยผนึกบนคัมภีร์นั่นไม่ใช่พลังโจมตี... แต่มันคือ 'รหัสผ่าน' ที่ใช้ปลดล็อกประตูชั้นถัดไป"
ศิรินทร์ชะงักไปเล็กน้อย เธอมองตามสายตาของชายหนุ่มไปยังจุดที่เขาชี้ และพบว่าอักขระบนหน้ากากและคัมภีร์นั้นสอดรับกับรูปแบบการจัดวางหนังสือในโซนที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมาอย่างพอดิบพอดี นี่คือบททดสอบ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อฆ่าฟัน!
รวินทร์สูดหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าออกมายืนเคียงข้างวิญญาณสาว เขาประสานมือคารวะตามธรรมเนียมโบราณที่เคยศึกษามาจากบันทึกตระกูล ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานและสุภาพ น้อมน้อมแต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"พวกเรามิได้มาเพื่อทำลายล้างความสงบของที่นี่ แต่มาเพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ติดค้างอยู่ในพันธนาการแห่งกาลเวลา โปรดเปิดทางให้เราด้วยเถิดครับ... เอ๊ย... ค่ะ!"
สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม บรรยากาศรอบด้านก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หน้ากากกระดาษสาของผู้พิทักษ์มิติเริ่มปริร้าวออก เผยให้เห็นรอยยิ้มกว้างที่ฉีกถึงใบหูบนความว่างเปล่าเบื้องหลัง พร้อมกันนั้น เสียงแจ้งเตือนลึกลับที่ก้องกังวานอยู่ในจิตสำนึกของรวินทร์ก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน—
*[ระบบตรวจพบ: เงื่อนไขการปลดล็อกเขตแดนชั้นที่ 3 ผ่านสมบูรณ์... ปลดล็อกทักษะพิเศษ "เนตรโบราณทลายอาคม" สำเร็จ]*
*[คำเตือนระดับ SSS: ร่างเงาเบื้องหน้ากำลังหลอมรวมกับแกนกลางมิติ และบุคคลที่สามที่ไม่ได้รับเชิญกำลังก้าวข้ามรอยแยกตามหลังพวกคุณมาในขณะนี้!]*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและเอาใจช่วยรวินทร์กับศิรินทร์มาจนถึงบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 22
โลกหลังม่าน
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!