กลิ่นสาบของกระดาษโบราณและคราบไคลสนิมเขียวที่ติดอยู่บนเครื่องรางกระดูกสัตว์ชิ้นนั้น ไม่ได้ให้เบาะแสเรื่องตัวตนของฆาตกรเลยแม้แต่น้อย—นอกจากกลิ่นอายของดินโป่งจากหมู่บ้าน “หนองพะยอม” ที่ถูกลบชื่อออกจากแผนที่ทางการตั้งแต่พุทธศักราช 2507
รวินทร์วางแว่นขยายลงบนโต๊ะไม้สักตัวเก่า เสียงโลหะกระทบพื้นผิวดังสะท้อนก้องในห้องเก็บรักษาวัตถุโบราณที่เงียบงัน เขากวาดสายตามองเอกสารแผนที่เก่าคร่ำคร่าที่กางอยู่เบื้องหน้า นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนจุดสีแดงที่ถูกวงด้วยหมึกซึมอย่างใช้ความคิด
“คุณกำลังคิดว่าเรากำลังเดินเข้าไปในหลุมพรางใช่ไหมคะ, รวินทร์”
เสียงใสทุ้มที่ลอยแว่วมาพร้อมกับไอเย็นจางๆ บริเวณหัวไหล่ทำให้ภัณฑารักษ์หนุ่มไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ศิรินทร์ปรากฏกายขึ้นในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีมอตามสไตล์วิญญาณผู้รอบรู้ ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองเครื่องรางในมือเขาด้วยแววตาครุ่นคิดไม่แพ้กัน
“ต่อให้เป็นหลุมพราง เราก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีครับ... เอ๊ย ไม่ใช่สิคะ ดิฉันติดปากพูดตามคุณเสียแล้ว” รวินทร์เผลอยิ้มออกมาบางๆ เมื่อรู้ตัวว่าเกือบหลุดภาษาทางการแพทย์โบราณที่ใช้คุยกับคนไข้ไสยเวท “พูดให้ถูกคือ เราไม่มีทางเลือกต่างหากล่ะคะ ศิรินทร์ เครื่องรางชิ้นนี้ใช้กระดูกเด็กทารกที่ผ่านพิธีกรรม ‘ปิดทวารทั้งเก้า’ ซึ่งมีเพียงหมอผีสายดำในเขตหนองพะยอมเท่านั้นที่ทำได้ ถ้าเราอยากรู้ว่าใครเป็นคนส่งมันมาขู่คุณยายเมื่อสัปดาห์ก่อน เราก็ต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าใต้ซากปรักหักพังนั่นมีอะไรซ่อนอยู่”
ศิรินทร์พยักหน้ารับช้าๆ เส้นผมสีดำสนิทไหวตามแรงขยับ “ระวังตัวด้วยนะคะ อาณาเขตของหมู่บ้านร้างแห่งนั้นมี ‘ระบบระเบียบ’ ทางไสยศาสตร์ที่ถูกล็อกไว้ด้วยยันต์อาคมโบราณ พลังวิญญาณของดิฉันอาจถูกกดทอนลงครึ่งหนึ่งเมื่อก้าวข้ามเขตป่าโปร่งนั่นเข้าไป... อย่าปล่อยมือจากด้ายสายสิญจน์อาคมเด็ดขาดค่ะ”
การเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์วิบากเก่าๆ กินเวลาเกือบสองชั่วโมงบนเส้นทางลูกรังที่ถูกกัดเซาะจนแทบไม่เหลือสภาพถนน เบื้องหน้าของทั้งคู่คือป่าไผ่ทึบที่ปกคลุมด้วยหมอกทึบหนาผิดธรรมชาติ ทั้งที่เวลานี้เป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ที่แสงแดดควรจะส่องถึง ทว่าความเงียบงันที่ปกคลุม ณ ที่แห่งนี้กลับวังเวงจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระคนเสียงลมหายใจของตนเอง
รวินทร์ดับเครื่องยนต์ กลิ่นไอน้ำและความชื้นของซากใบไม้ผุโชยแตะจมูก เขาก้มลงตรวจสอบความเรียบร้อยของกระเป๋าอุปกรณ์สำรวจ เครื่องมือวัดพลังงานไสยเวท และตลับบรรจุผงธูปเสกที่เตรียมมาอย่างรอบคอบตามตำราโบราณ
“ถึงแล้วสินะคะ... หมู่บ้านหนองพะยอม” รวินทร์พึมพำเบาๆ ขณะก้าวเท้าข้ามแนวเสาไม้ไผ่ผุพังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นซุ้มประตูหมู่บ้าน
ทันทีที่พื้นรองเท้าสัมผัสกับดินภายในอาณาเขต บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปราวกับมีม่านพลังงานหนาทึบกดทับลงมาบนบ่า อุณห็ภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาวจางๆ ศิรินทร์ที่ลอยอยู่เคียงข้างพลإชะەงกึก สีหน้าของวิญญาณสาวเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเรียวสวยกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง
“ระวังค่ะ! แรงดันไสยเวทที่นี่ไม่ใช่แค่ ‘อาถรรพ์’ ธรรมดา แต่มันคือ ‘ระบบอาคมปิดตาย’ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บอะไรบางอย่าง... หรือใครบางคนไม่ให้ออกไป” ศิรินทร์เอ่ยเตือนเสียงเครียด พร้อมกับยกมือขึ้นสร้างบาตรคุ้ม1กันใสๆ คลุมร่างของรวินทร์ไว้
ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามซากบ้านเรือนที่เหลือเพียงเสาไม้ดำเป็นตอตะโก วัชพืชรกชัฏขึ้นสูงท่วมหัว บ่งบอกถึงการถูกละทิ้งมานานนับครึ่งศตวรรษ แต่สิ่งที่ทำให้รวินทร์ต้องหยุดเดินไม่ใช่ความน่ากลัวของซากปรักหักพัง หากแต่เป็นรอยเท้าสดๆ บนพื้นดินเปียกชื้น รอยเท้ามนุษย์ที่เพิ่งเดินผ่านไปไม่เกินสิบนาที!
“มีคนอื่นอยู่ที่นี่...” รวินทร์กระซิบเตือน พร้อมกับเอื้อมมือไปแตะด้ามมีดหมอโบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอว “ไม่ใช่ชาวบ้านแน่ๆ รอยเท้านนี้สวมรองเท้าคอมแบทแบบที่พวกนักล่าวัตถุมโบราณหรือกลุ่มคนสวมรอยใช้”
“ตามไปค่ะ แต่อย่าให้คลาดสายตา ดิฉันรู้สึกได้ว่ายิ่งเราเดินเข้าใกล้ใจกลางหมู่บ้าน แรงกดดันทางวิญญาณยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ราวกับว่า... มีสายตานับร้อยคู่กำลังแอบมองเราจากในความมืด”
รวินทร์พยักหน้ารับอย่างเงียบเชียบ เขาก้าวเท้าเดินตามรอยเท้านั้นลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงลานกว้างกลางหมู่บ้าน ซึ่งเคยเป็นลานอเนกประสงค์ หน้าศาลประจำหมู่บ้านที่พังครึ่งหนึ่ง ตรงกลางลานนั้นมีกองสุมกระดูกสัตว์และซากเครื่องรางชนิดเดียวกันกับที่เขาพบในห้องทำงาน วางเรียงรายเป็นรูปวงกลมล้อมรอบหลุมลึกขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาใหม่
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือร่างของชายแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ริมหลุม ในมือถือมีดอาคมกำลังท่องคาถาบางอย่างด้วยเสียงแหบพร่า ร่างกายของเขาสั่นเทา รอยสักอักขระทั่วแผ่นหลังกำลังเปล่งแสงสีแดงฉานน่ากลัว
“หยุดนะ!” รวินทร์ตะโกนขึ้นพร้อมกับชูมีดหมอในมือเตรียมพร้อมปะทะ
ชายคนนั้นหยุดชะงัก ช้าๆ เขาก้มหน้าลงต่ำแล้วค่อยๆ หันกลับมามองรวินทร์ด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว ดวงตาของเขาขาวโพลนไม่มีตาดำ และที่ลำคอมีรอยเย็บแผลเป็นทางยาวราวกับเพิ่งถูกตัดขาดจากร่าง
“แก... มาช้าไปหน่อยนะ ภัณฑารักษ์หนุ่ม... ประตู... เปิดออกแล้ว”
สิ้นเสียงนั้น พื้นดินใต้หลุมลึกก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงกรีดร้องนับร้อยชีวิตดังทะลักขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ พร้อมกับกลุ่มควันสีดำทึบที่พวยพุ่งขึ้นมาราวกับปากปล่องภูเขาไฟไสยเวท ก่อนที่หน้าจอระบบแจ้งเตือนสีแดงฉานจะปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อหน้ารวินทร์โดยที่เขาไม่ต้องเรียกหา—
[แจ้งเตือนระบบภารกิจด่วน: ตรวจพบ "บอสระดับภัยพิบัติ: ภูตทวารโลกันตร์" ตื่นจากการหลับใหล]
[ระดับอันตราย: SSS (เกินกว่าขีดจำกัดการป้องกัน)]
[คำเตือน: อาณาเขตถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ ไม่สามารถถอยกลับได้ในขณะนี้!]
รวินทร์เบิกตากว้างเมื่อเงาสูงใหญ่ทาบทับลงมาจากกลุ่มควันหนาทึบ... สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้หมู่บ้านร้างแห่งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของเครื่องรางไสยเวทธรรมดา แต่มันคือประตูสู่นรกที่กำลังถูกกระชากให้เปิดออก!
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 17
อาณาเขตต้องห้าม
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!