“ถ้าคุณยังดึงดันจะเปิดลิ้นชักชั้นที่สามต่อ... คืนนี้เงาในกระจกอาจจะไม่ยอมสะท้อนภาพของคุณอีกต่อไปนะคะ รวินทร์”
เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับสายลมลอดผ่านช่องหน้าต่างเก่าๆ ดังขึ้นในความเงียบงัดของห้องสมุดใต้ดิน กลิ่นอายของกระดาษโบราณและหมึกพิมพ์อายุหลายสิบปีอบอวลคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก รวินทร์ชะงักปลายนิ้วที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย มันอยู่ห่างจากไม้สักแกะสลักของลิ้นชักชั้นล่างสุดเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
ภารกิจในค่ำคืนนี้ไม่ใช่การจัดหมวดหมู่เอกสารธรรมดา แต่เป็นคำสั่งเงียบๆ จากหอสมุดกลางที่ส่งตรงมายังระบบฐานข้อมูลส่วนตัวของเขา—ระบบที่เชื่อมโยงกับ ‘ทะเบียนวิญญาณ’ และคดีความลี้ลับที่ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่
รวินทร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ นัยน์ตาสสีเข้มภายใต้กรอบแว่นใสฉายแววแนיแน่ว เขายังคงรักษาความรอบคอบและสุขุมตามวิสัยของภัณฑารักษ์หนุ่มผู้ผ่านการซ่อมแซมวัตถุกรรมมานักต่อนัก แม้ว่าเหงื่อกาฬเริ่มซึมตามไรผม ศิรินทร์—วิญญาณหญิงสาวในชุดอาภรณ์ร่วมสมัยแต่โปร่งแสงจนแทบกลืนไปกับความมืด—กำลังยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือไม้มะฮอกกานี ดวงตาเรียวรีคู่นั้นมองเขาด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความห่วงใยและความเตือนสติ
“ฉันไม่ได้กลัวเงาในกระจกหรอกนะ ศิรินทร์” รวินทร์เอ่ยตอบเสียงเรียบ นํ้าเสียงของเขาเจือความดื้อรั้นเล็กน้อยที่นานๆ ครั้งเธอจะได้เห็น “แต่ถ้าฉันไม่เปิดมันตอนนี้... เบาะแสเกี่ยวกับอุบัติเหตุเมื่อสิบห้าปีก่อนอาจจะถูกความชื้นกัดกินจนสูญหายไปตลอดกาล คุณก็รู้ว่าหอสมุดแห่งนี้มีความลับดำมืดซ่อนอยู่ใต้ระเบียบราชการพวกนั้น”
ศิรินทร์ถอนหายใจเบาๆ เปลวแสงสีครามจางๆ รอบกายเธอไหววูบคล้ายคลื่นน้ำยามต้องลม เธอก้าวเข้ามาใกล้ ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนบ่าของเขาเบาๆ ความเย็นยะเยือกที่คุ้นเคยช่วยดึงสติให้รินทรสงบลง “ความรู้มีราคาที่ต้องจ่ายเสมอค่ะรวินทร์ และบางครั้ง... ราคาของมันก็คือความจริงที่คุณอาจจะไม่อยากรับรู้เลยด้วยซ้ำ”
แม้จะเอ่ยเตือนเช่นนั้น แต่ศิรินทร์ก็ไม่ได้ขัดขวาง เธอโบกมือเพียงเบาๆ อาคมคุ้ม1ชั้นที่เคลือบอยู่รอบตู้เอกสารก็คลายตัวลงด้วยเสียงกริ๊กเบาๆ ระบบไสยเวทป้องกันการโจรกรรมระดับกลางถูกปลดล็อกอย่างแนบเนียนด้วยพลังจิตวิญญาณอันทรงพลังแต่ไร้ร่องรอยของเธอ นี่คือความเข้าขาที่พวกเขาสร้างร่วมกันมาจากการผ่านศึกเหนือเมฆหลายต่อหลายครั้ง
รวินทร์ดึงลิ้นชักไม้สักออกมาช้าๆ ฝุ่นผงสีทองปลิวฟุ้งขึ้นตามแรงดึง ภายในนั้นไม่มีแฟ้มคดีอาชญากรรม ไม่มีรายงานการตรวจสอบสภาพอากาศ หรือแม้แต่บันทึกการยืมคืนหนังสือ มีเพียง ‘กล่องไม้สนอัดแน่นด้วยกระดาษจดหมายเก่าๆ สีเหลืองกรอบ’ ที่ผูกไว้ด้วยเชือกป่านสีแดงสด ซึ่งเริ่มเปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเรียวสวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวหยิบกล่องนั้นขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้ทำงานตัวใหญ่ แสงจากตะเกียงโบราณส่องกระทบสันกล่อง เผยให้เห็นตราประทับครั่งสีดำรูป ‘กางเขนไขว้ทับด้วยหนังสือเปิดอ้า’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสำนักทะเบียนโบราณวัตถุและวิญญาณ—องค์กรลับที่พ่อแม่ของเขาเคยสังกัดอยู่ก่อนจะเสียชีวิตในกองเพลิงปริศนา
“นี่มัน...” รวินทร์พึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นลายมือที่เขียนอยู่บนซองจดหมายฉบับแรกที่อยู่ด้านบนสุด
*“ถึง... รวินทร์ ลูกรัก หากลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่าพวกเราคงไม่ได้อยู่เล่าเรื่องราวของโลกใบนี้ให้ลูกฟังอีกแล้ว”*
หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบราวกับถูกกระชากลงสู่ห้วงเหว เสียงรอบตัวเงียบงันลงทันที ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ด้วยมนต์ตรา ศิรินทร์ขยับเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้ามองข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น แววตาที่เคยนิ่งสงบของวิญญาณสาวกลับไหวระริกด้วยความตกใจ
รวินทร์ค่อยๆ แกะเชือกป่านออกอย่างไร้เสียง หยิบจดหมายฉบับแรกขึ้นมาอ่านด้วยมือที่สั่นระริก เนื้อความด้านในถูกเขียนด้วยหมึกซึมสีดำสนิท ลายมือบรรจงที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กสะท้อนภาพความทรงจำอันเลือนรางให้กลับมาคมชัดอีกครั้ง
*“วันที่ 14 ตุลาคม... คืนที่ดวงจันทร์ไร้แสงดาว พวกเราได้ค้นพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับ ‘พิธีกรรมชำระวิญญาณ’ ของหอสมุดแห่งชาติสาขาที่สาม มันไม่ได้มีไว้เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สุคติอย่างที่ผู้คนเข้าใจ แต่มันคือ ‘เครื่องมือสังเวย’ เพื่อแลกกับการต่ออายุขัยให้กับผู้อำนวยการคนก่อน ผู้ซึ่งกระหายความอมตะจนยอมขายวิญญาณให้แก่สัญญานรก หากลูกพบเอกสารชุดนี้ จงอย่าไว้ใจใครในกองบรรณาธิการ... แม้กระทั่งคนใกล้ตัวที่สุดที่ใส่สูทสีเทาและมักจะถือร่มสีดำเสมอ”*
รวินทร์ชะงักกึก สมองของเขาลื่นไหลเชื่อมโยงข้อมูลอย่างรวดเร็วด้วยทักษะการวิเคราะห์อันเฉียบ ภัณฑารักษ์หนุ่มจำได้แม่นยำว่า ใครคือคนที่มักจะสวมสูทสีเทาและถือร่มสีดำตลอดเวลาในพิธีบวงสรวงประจำปีของหอสมุด—บุคคลผู้นั้นคือ ‘ท่านรองผู้อำนวยการปกรณ์’ ผู้มีอิทธิพลสูงสุดในปัจจุบัน และเป็นผู้ที่เซ็นอนุมัติให้เขารับตำแหน่งภัณฑารักษ์ในห้องสมุดใต้ดินแห่งนี้!
“นี่มันไม่ใช่แค่ออุบัติเหตุ...” เสียงของรวินทร์แหบพร่า ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวดที่ถูกกดทับมานานนับสปี “พ่อกับแม่ถูกฆาตกรรม เพราะพวกเขารู้ความลับนี้”
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงเริ่มกระจ่างชัด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับบรรยากาศกดดันที่แผ่พุ่งเข้ามาผ่านรอยแยกของประตูไม้
ศิรินทร์หันขวับไปมองที่ประตู สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดถึงขีดสุด “รวินทร์... มีบางอย่างกำลังมา พลังงานของมันไม่ใช่คนธรรมดา และไม่ใช่ภูตผีทั่วไป... แต่มันคือ ‘ผู้ล่าแห่งพันธสัญญา’ ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากระบบรักษาความปลอดภัยระดับ SSS ของหอสมุด!”
ก่อนที่รวินทร์จะทันได้เก็บจดหมายลงกล่อง ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมมหาศาล แสงไฟจากตะเกียงดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด มีเพียงเงาสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาเรียียบกริบ พร้อมร่มสีดำสนิทในมือที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นภายใต้เงาหมวกปีกกว้าง
“สวัสดีครับ คุณภัณฑารักษ์... ดูเหมือนว่าคุณจะหา ‘ของที่หายไป’ เจอแล้วสินะครับ” เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยขึ้น พร้อมกับดวงตาคู่หนึ่งที่ส่องประกายสีแดงฉานในความมืด
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับรวินทร์และศิรินทร์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 6
จดหมายที่ไม่มีจ่าหน้า
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!