คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 25

จดหมายจากอดีตชาติ

ผลงานโดย นภากระซิบผี
กลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันสนและกระดาษโบราณอายุหลายร้อยปีคละคลุ้งอยู่ในห้องซ่อมแซมวัตถุโบราณชั้นใต้ดิน เสียงโลหะปลายแหลมของเครื่องมือขูดสนิมกระทบกับผิวทองเหลืองดัง *กริ๊ก... กริ๊ก...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องสว่าง รวินทร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากชิ้นส่วนกลไกนาฬิกาพกโบราณ แม้ว่าเสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับขนนกจะลอยเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างเฉียบพลัน "คุณกำลังทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดของคลังแสงโบราณด้วยความดะรั้นแบบมนุษย์อยู่นะคะ รวินทร์" น้ำเสียงใสกระจ่างแต่ติดจะเย้าแหย่นิดๆ ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างโปร่งแสงของศิรินทร์ที่ทอดตัวลงพิงกับขอบโต๊ะทำงาน เธอเอียงคอมองชิ้นส่วนฟันเฟืองในมือเขา ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยประกายความขบขันเจือความห่วงใยตามแบบฉบับของเธอ "นี่ไม่ใช่การทำลายครับ... อ่า หมายถึง นี่ไม่ใช่การทำลายค่ะ" รวินทร์เผลอหลุดปากใช้สรรพนามเดิมตามความคุ้นชิน ก่อนจะรีบแก้ไขด้วยการเม้มปากแน่นแล้วเปลี่ยนคำลงท้ายในใจอย่างรวดเร็ว "นี่คือการปรับเทียบกลไกให้กลับมาสอดคล้องกับระเบียบมิติ ต่างหากล่ะคะ ศิรินทร์" วิญญาณสาวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นราวกับกระดิ่งเงินยวงยามต้องสายลม "แก้ตัวเก่งขึ้นทุกวันนะคะ พัฒนาการนี้น่าชื่นชมกว่าทักษะการซ่อมนาฬิกาเสียอีก" รวินทร์วางเครื่องมือลง เขาลอบถอนหายใจยาว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกวาดมองไปรอบห้อง คลังสมบัติลับใต้ดินแห่งนี้มีระบบป้องกันแน่นหนา ทั้งอาคมกักเก็บพลังงานและกลไกเฟืองเหล็กกล้าที่เขาเป็นคนออกแบบเอง แต่ทว่า... นับตั้งแต่ "แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบวัตถุเป้าหมายระดับ SSS — ผู้ดูแลกาลเวลา" ปรากฏขึ้นบนจออินเทอร์เฟซโปร่งแสงเมื่อคืนก่อน บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อากาศรอบตัวหนาแน่นขึ้นราวกับมีมิติซ้อนทับกันอยู่ "ฉันไม่ได้แก้ตัวค่ะ" รวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง เขายื่นมือไปหยิบกล่องไม้สนแกะสลักลวดลายวิจิตรที่เพิ่งถูกค้นพบหลังชั้นหนังสือลับมาวางไว้ตรงหน้า "แต่ฉันกำลังสนใจสิ่งนี้ต่างหาก... กล่องที่ระบบบอกว่าเป็นกุญแจเชื่อมต่อมิติ แต่สิ่งที่แปลกคือ ตราประทับบนขี้ผึ้งสี2ชิ้นนี้ มันไม่ใช่ของคนธรรมดาค่ะ" ศิรินทร์ขยับร่างเข้ามาใกล้ แววตาขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความระแวดระทัน เธอยื่นมือเรียวบางที่แทบจะโปร่งใสแตะลงบนผิวไม้ แม้จะสัมผัสทางกายภาพไม่ได้ แต่กระแสพลังงานอุ่นซ่านก็แผ่ซ่านออกมาจนรวินทร์รู้สึกได้ "ตราครั่งรูปกางเขนไขว้กับดอกลิลลี่สามกลีบ..." ศิรินทร์พึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับความทรงจำบางอย่างที่หลับใหลถูกกระชากให้ตื่น "ตระกูล... ตระกูลวรart (วรวรรณธน์) สายรอง? ไม่สิ... นี่มันตราประจำพระองค์ของขุนนางชั้นสูงในรัชสมัยที่ถูกลบเลือนจากประวัติศาสตร์ต่างหาก" รวินทร์หรี่ตาลง วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ระบบระเบียบของโลกใบนี้มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ไสยเวทไม่ใช่เรื่องงมงายแต่มีหลักการทางพลังงานรองรับ เช่นเดียวกับพันธะทางสายเลือดที่ฝังรากลึกอยู่ในระดับพันธุศาสตร์และวิญญาณ "ถ้าตรานี้เป็นของตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่สูญหาย..." รวินทร์เว้นจังหวะ มองหน้าหญิงสาว "แล้วทำไมจดหมายข้างในถึงจ่าหน้าถึงชื่อของคุณล่ะคะ ศิรินทร์?" คำถามนั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ศิรินทร์ชะงักค้าง ร่างโปร่งแสงของเธอไหววูบคล้ายคลื่นน้ำยามต้องลม ความทรงจำที่เคยว่างเปล่ามาตลอดราวกับถูกกวนตะกอนให้ขุ่นคลั่ก เธอยกมือขึ้นกุมขมับ อาการปวดแปลบทางวิญญาณทำให้ลมรอบตัวหมุนวนเป็นเกลียว "ฉัน... ฉันจำไม่ได้..." เสียงของเธอสั่นพร่า รวินทร์ไม่รอช้า เขารีบก้าวเข้าไปใกล้ คว้ามือเรียวเย็นเฉียบนั้นไว้ แม้จะรู้ว่าสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า แต่มิตรภาพและความห่วงใยที่ก่อตัวขึ้นตลอดการเดินทางร่วมกัน ทำให้เขาเลือกที่จะถ่ายเทกระแสพลังงานปราณอุ่นๆ จากร่างกายของตนเองเพื่อประคับประคองวิญญาณของเธอ "ไม่ต้องรีบค่ะ ศิรินทร์ หายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ เรียบเรียงข้อมูล ระบบไม่ได้บอกว่าคุณคือใคร แต่ระบบกำลังบอกว่า... เรากำลังไขปริศนาชิ้นสุดท้ายได้แล้ว" รวินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยฮีลใจเธอมาโดยตลอด ศิรินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาสั่นระริกเมื่อครู่เริ่มสงบลงด้วยความอบอุ่นที่อีกฝ่ายส่งมาให้ เธอพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะใช้มือเรียวบางอีกข้างหยิบกระดาษจดหมายสีเหลืองกรอบเก่าคร่ำคร่าออกจากกล่องไม้ด้วยความระมัดระวัง ตัวอักษรหวัดๆ แต่ทรงพลังด้วยลายมือของผู้มีการศึกษาในอดีตปรากฏแก่สายตา: *“แด่สายเลือดแห่งผู้พิทักษ์... หากเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่าระฆังแห่งการชำระล้างใกล้จะตีครบสามครั้ง ผู้ใดที่มีสายโลหิตของ ‘วรวรรณธน์’ จักต้องเลือก... ระหว่างการปิดผนึกประตู หรือการปลดปล่อยวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อแลกกับความจริง... ศิรินทร์ ลูกพ่อ...”* ดวงตาของรวินทร์เบิกกว้างขึ้นทันที "ศิรินทร์... ลูกพ่อ? ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่ใช่แค่วิญญาณเร่ร่อน แต่คุณคือทายาทสายตรงของตระกูลขุนนางผู้ดูแลมิติที่สาบสูญ!" ก่อนที่ศิรินทร์จะทันได้ตอบคำถาม เสียงระฆังโบราณจากหอคอยนาฬิกาประจำเมืองก็ดังขึ้นกังวานฝ่าความมืดของค่ำคืน *กริ๊งงงงงงงงง...* เสียงครั้งที่หนึ่งสะท้อนก้องในโสตประสาท แรงสั่นสะเทือนทางไสยเวทแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนฝุ่นบนชั้นหนังสือฟุ้งกระจาย หน้าต่างกระจกสีโบราณสั่นไหวราจะแตกเป็นเสี่ยงๆ "ระฆังลูกแรก..." ศิรินทร์อุทาน สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "เงื่อนไขภารกิจลับเริ่มทำงานแล้วค่ะ รวินทร์!" รวินทร์หันขวับไปมองหน้าจออินเทอร์เฟซของระบบที่สว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ตัวอักษรสีแดงฉานกระพริบเตือนรัวเร็ว พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังชัดเจนในหัว *[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการบุกรุกจากมิติเบื้องต่ำ ระฆังเที่ยงคืนลูกที่สองกำลังจะเริ่มตีในอีก 30 วินาที... และเป้าหมายระดับ SSS "ผู้ดูแลกาลเวลา" ได้ลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ณ เบื้องหลังชั้นหนังสือ!]* รวินทร์คว้าประแจเหล็กและยันต์ผนึกพลังขึ้นมาถือไว้ในมือมั่น เขาก้าวไปยืนขวางหน้าศิรินทร์โดยสัญชาตญาณ แม้ภัยอันตรายเบื้องหน้าจะน่ากลัวเพียงใด แต่รอยยิ้มบางเบากลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่มผู้รอบคอบ ในขณะเดียวกัน เงาสودดำทึบขนาดมหึมาที่แผ่ไอความเย็นยะเยือกจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ก็ค่อยๆ ก้าวทะลุตู้หนังสือไม้สักโบราณออกมาทีละก้าว... พร้อมกับดวงตาสีแดงคู่ยักษ์ที่จ้องมองตรงมายังพวกเขาด้วยความกระหาย! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับรวินทร์และศิรินทร์เสมอนะคะ
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%