กลิ่นคาวโคลนและไอน้ำยามรุ่งสางยังไม่ทันจางหาย กลิ่นอายของความอดอยากที่ฝังรากลึกในดินแดนรกร้างแห่งนี้ก็แผ่ซ่านเสียดแทงประสาทสัมผัส หลินฟางเซียนยืนนิ่งอยู่หน้าแปลงเกษตรท้ายหมู่บ้าน สภาพแวดล้อมรอบตัวในยุคทศวรรษที่เจ็ดสิบนี้เต็มไปด้วยความแห้งแล้งและข้อจำกัด เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่ทางการแจกจ่ายให้ล้วนลีบแบนและอ่อนแอ หากปล่อยให้เติบโตตามยถากรรมเช่นที่ชาวบ้านทำกันมาทุกปี ผลลัพธ์สุดท้ายคงหนีไม่พ้นความอดอยากที่คืบคลานเข้ามาเคาะประตูบ้านในยามเหมันต์
"เจ้าคิดจะทำลายเมล็ดพันธุ์หลวงจริงๆ หรือ ฟางเซียน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวขี้ม้าเก่าๆ ของกองทัพก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังนาง กวานอี้หรี่ตามองถังไม้ที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ซึ่งถูกแช่ด้วยน้ำยาสมุนไพรสูตรพิเศษ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองร่างอรชรที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่น แต่นางกลับดูโดดเด่นสง่างามราวกับราชสำนักอันวิจิตรตระการตาหลุดลอยมาอยู่ท่ามกลางโคลนตม ความระแวงสงสัยในตัวสตรีผู้นี้ไม่เคยลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่คืนที่นางเอ่ยปากทักทายเขาด้วยยศบรรดาศักดิ์ลับในอดีตชาติอย่างไร้ที่ติ
ฟางเซียนมิได้หันกลับไปทันที นางยังคงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวคนของเหลวในถังไม้ด้วยความนุ่มนวล กลิ่นฉุนของรากโสมป่าและเปลือกไม้ตากแห้งลอยคละคลุ้งตัดกับกลิ่นดินโคลน
"ทำลายหรือครับ ท่านพันเอก... ท่านมองโลกแคบเกินไปแล้วกระมั้ง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อรัศมีคุกคามที่อีกฝ่ายจงใจแผ่ออกมา "เมล็ดพันธุ์ที่อ่อนแอ ย่อมให้ผลผลิตที่อ่อนแอ การดื้อดึงหว่านมันลงไปในดินที่ไร้ธาตุอาหาร ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งทหารมือเปล่าเข้าสู่สนามรบที่มีแต่ความตายรออยู่เบื้องหน้า"
กวานอี้ก้าวเข้ามาประชิดขึ้นอีกนิด กลิ่นกายบุรุษเพศที่เจือด้วยกลิ่นบุหรี่ฉุนและฝุ่นควันสนามรบโชยเข้าแตะนาสิก ฟางเซียนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันเยือกเย็นและดุร้ายที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม สมญานาม 'ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพ' ในภพก่อน หาใช่สิ่งที่ได้มาเพราะโชคช่วย แววตาคู่นั้นกำลังจับจ้องประเมินทุกอณูความคิดของนาง ราวกับต้องการผ่าอกดูว่าสตรีตรงหน้าซ่อนคมดาบไว้ที่ใด
"เจ้าใช้ตำราพิชัยสงครามมาใช้กับการเพาะปลูกรึ?" มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะหยัน แต่แววตากลับระแวดระวังถึงขีดสุด "คนในหมู่บ้านเริ่มซุบซิบกันแล้วว่าภรรยาของกวานอี้สติฟั่นเฟือน เอาแต่เอาสมุนไพรราคาแพงมาละลายน้ำเล่น"
"คำนินทากินไม่ได้ครับท่านอ๋อง... เอ่อ หมายถึงท่านพันเอก" นางแกล้งเอ่ยสะดุดเล็กน้อยเพื่อทดสอบปฏิกิริยา ดวงตาดอกท้อช้อนขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาดุร้ายคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว "หากข้าไม่เร่งฟื้นฟูสภาพดินและปรับปรุงพันธุ์พืชเสียตั้งแต่ตอนนี้ ฤดูเก็บเกี่ยวที่จะถึงนี้ ครอบครัวของเรา รวมถึงคนในคอมมูนแห่งนี้ จะไม่มีแม้แต่เศษเปลือกข้าวต้มประทังชีวิต"
นางหยิบเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการแช่ขึ้นมาเม็ดหนึ่ง วางมันลงบนฝ่ามือหยาบกร้านของตนเองให้เขาได้เห็นชัดๆ
"มองให้ดีสิครับ... เปลือกหุ้มที่ดูเหี่ยวย่นนี้ หากผ่านการกระตุ้นด้วยธาตุอาหารที่ข้าผสมขึ้น มันจะฟื้นคืนชีพ เปลือกจะกักเก็บความชื้นได้ดีขึ้น รากแก้วจะหยั่งลึกและแข็งแกร่งพอที่จะทนต่อลมแล้งได้ นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือวิทยาศาสตร์แห่งดินและน้ำ"
กวานอี้ก้มมองฝ่ามือเรียวบางที่เปื้อนคราบโคลน สลับกับใบเนียนนุ่มที่ประดับด้วยหยาดเหงื่อบางๆ จากการทำงานหนัก ความเด็ดเดี่ยวและสติปัญญาที่ฉายชัดผ่านแววตาคู่นั้น ทำให้หัวใจที่ด้านชาจากการนองเลือดในสนามรบกระตุกวูบอย่างประหลาด สตรีผู้นี้มีความลับ... และความลับนั้นช่างหอมหวานเย้ายวนใจเสียจนเขาแทบอยากจะกระชากหน้ากากของนางออกมาดูให้สิ้นซี่
ทว่า ก่อนที่กวานอี้จะได้เอ่ยคำใดโต้แย้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมเสียงตะโกนโวยวายก็ดังขึ้นจากทางเดินดินลูกรังหน้าแปลงนา
"กวานอี้! ออกมานี่เ9ี๋ยวนี้! แกกล้าดียังไงถึงขโมยปุ๋ยเคมีส่วนรวมไปใช้ตามอำเภอใจ!"
ร่างท้วมของหัวหน้าคอมมูนจ้าว พร้อมด้วยชายฉกรรจ์อีกสามคนเดินดุ่มเข้ามาด้วยท่าทางคุกคาม ในมือของหัวหน้าจ้าวยังถือสมุดบัญชีเก่าๆ สะบัดไปมาด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความริษยาและดูแคลน เนื่องจากตระกูลกวานตกอับหลังจากบิดาถูกกวาดล้างทางการเมือง พวกเขาจึงมักถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ
กวานอี้ขยับตัวก้าวออกไปบังร่างของหลินฟางเซียนไว้โดยสัญชาตญาณ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่อย่างน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนอุณหภูมิติดลบ
"ใครขโมย พูดให้มันระวังปากหน่อย หัวหน้าจ้าว" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของเสือร้ายในป่าลึก ทำให้กลุ่มคนที่เดินเข้ามาถึงกับชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ
"ฮึ! ไม่ขโมยแล้วเรียกอะไร ของในคลังหลวงถูกยักย้ายมาที่นี่ เมล็ดพันธุ์พวกนี้เป็นของคอมมูน แกเอามาทำบ้าอะไร แช่น้ำโคลนบ้าบอพวกนี้เนี่ยนะ!" หัวหน้าจ้าวชี้หน้าด่ากราด แต่พอลอบสบตากับนัยน์ตาดุร้ายดั่งสัตว์ป่าของกวานอี้ ก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
หลินฟางเซียนขยับกายก้าวพ้นแผ่นหลังกว้างของสามี นางคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและเยือกเย็น ราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิที่กำลังมองเด็กน้อยเล่นขายของ
"หัวหน้าจ้าวใจร้อนเกินไปแล้วครับ..." นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใสดุจไข่มุกกระทบจานหยก "หากท่านคิดว่าข้ากำลังทำลายทรัพย์สินส่วนรวม ไฉนเราไม่มาเดิมพันกันสักตั้งล่ะครับ"
กลุ่มชายฉกรรจ์ส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมาทันที หัวหน้าจ้าวแค่นเสียงฮึ "เดิมพัน? กับพวกตกอับอย่างพวกแกเนี่ยนะ มีอะไรให้เดิมพันไม่ทราบ!"
ฟางเซียนก้าวเข้าไปใกล้รั้วไม้ไผ่ ดวงตาสุกสกาวทอประกายเฉียบคมดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก
"เดิมพันด้วยผลผลิตในแปลงนี้... หากข้าสามารถทำให้ข้าวสาลีรุ่นนี้งอกงามเร็วกว่าแปลงปกติสามเท่า และให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์ หัวหน้าจ้าวต้องยอมยกสิทธิ์การจัดสรรแปลงนาท้ายหมู่บ้านให้ตระกูลกวานดูแลแต่เพียงผู้เดียวในฤดูกาลหน้า"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองสมุดบัญชีในมืออีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"แต่ถ้าข้าทำไม่ได้... ข้าและสามีจะยอมรับโทษโบยตามกฎคอมมูน และยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีให้แก่ทางการทันที ว่าอย่างไรล่ะครับ ท่านกล้ารับคำท้าของสตรีสติฟั่นเฟือนผู้นี้หรือไม่?"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมบริเวณแปลงนาทันที หัวหน้าจ้าวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ตะลึงลานกับความกล้าหาญบ้าบิ่นของภรรยาตระกูลกวาน ขณะที่กวานอี้หันขวับกลับมามองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนทึ่ง มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อแขนเรียวของนางไว้แน่นราวกับจะคาดคั้น
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เสียงปรบมือเบาๆ และฝีเท้าม้าที่ควบใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วก็ดังแทรกขึ้นจากระยะไกล ขบวนรถจี๊ปทหารสีเขียวมะกอกคันหนึ่งแล่นมาจอดสนิทที่หน้าแปลงนา ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ประตูรถเปิดออก เผยให้เห็นรองเท้าหนังขัดเงาเรียบร้อย กางเกงขายาวรีดจีบคมกริบ และชายเสื้อคลุมกันหนาวผ้าสักหลาดชั้นดี—การแต่งกายที่บ่งบอกถึงชนชั้นสูงและอำนาจล้นพ้น ซึ่งไม่ควรมาปรากฏตัวอยู่ในหมู่บ้านชนบททุรกันดารเช่นนี้
ร่างของนายทหารยศสูงวัยกลางคนก้าวลงจากรถ แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงแดดยามสาย ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่สายตากลับกวาดมองไปทั่วแปลงนา ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลินฟางเซียน
"น่าสนใจ..." เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน "ข้าเดินทางมาตรวจราชการแถบนี้พอดี ไม่นอกจากจะได้เห็นการทดลองเกษตรที่แปลกประหลาด ยังได้ยินคำท้าทายที่น่าสนุกยิ่งนัก"
หัวหน้าจ้าวและชาวบ้านรีบก้มหัวทำความเคารพตัวสั่นเทาเมื่อเห็นเครื่องหมายบนปกเสื้อของแขกผู้มาเยือน มีเพียงกวานอี้ที่ยืนนิ่งเป็นหิน ดวงตาหรี่แคบลงด้วยความระแวดระวังขั้นสุด
หลินฟางเซียนแย้มยิ้มรับการมาเยือนอย่างใจเย็น นางรู้ดีว่าบุคคลผู้มาใหม่นี้คือใคร... และหมากตาต่อไปบนกระดานอำนาจนี้ กำลังจะถูกเดินโดยมีเดิมพันเป็นความอยู่รอดของตระกูลกวาน
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางพลิกชะตาไปกับกุนซือสาวของเรานะครับ!
บัญญัติกุนซือเหนือบัลลังก์ยุคแปรผัน•ตอนที่ 2
หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญญัติกุนซือเหนือบัลลังก์ยุคแปรผัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!