เสียงกระแทกของหีบไม้เนื้อหยาบตกลงบนพื้นดินแห้งแล้งจนเกิดเสียงดังสนั่น ดึงสติสัมปชัญญะของหลินฟางเซียนให้หลุดพ้นจากห้วงมืดมิดอันยาวนาน ความเจ็บปวดแปลบปลา兹บริเวณท้ายทอยและซี่โครงสะท้อนลึกเข้าสู่กระดูก สมองที่เคยประมวลผลกลยุทธ์รบและการพลิกฟื้นแผ่นดินในอีกมิติหนึ่ง ค่อยๆ เรียบเรียงข้อมูลมหาศาลที่ไหลทะลักเข้ามาในความทรงจำ
นี่ไม่ใช่สนามรบอันเกรียงไกร หรือห้องประชุมลับที่นางเคยตลบหลังขุนนางกังฉิน
กลิ่นอับของดินโคลนผสมกลิ่นสาบของยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงโชยเข้าจมูก ภาพตรงหน้าคือลานดินหน้าบ้านสกุลหลินอันทรุดโทรม รั้วไม้ไผ่ผุพังตามกาลเวลา ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันและสมเพชเวทนาของชาวบ้านนับสิบคนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์ราวกับกำลังชมละครสัตว์ชั้นต่ำ
"เซียนเอ๋อร์... เจ้าอย่าได้โทษพวกเราเลย ยุคสมัยนี้แค่ปากท้องของคนในตระกูลยังเอาตัวไม่รอด ทางการเพิ่งประกาศรีดภาษีรอบใหม่ ข้าวสารในยุ้งฉางเหลือไม่ถึงก้นถัง หากยังเก็บคนไร้ประโยชน์อย่างเจ้าไว้กินข้าวสุกไปวันๆ มีหวังพวกเราได้อดตายกันหมดทั้งตระกูล"
น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงความไร้เยื่อใยดังขึ้นจากปากของ "หลินไห่" ผู้มีศักดิ์เป็นท่านอา ชายวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่นๆ ที่ตัดเย็บอย่างหยาบๆ มือข้างหนึ่งลูบเคราแพะใต้คางด้วยท่าทีตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับนางเป็นสุนัขตัวหนึ่งที่ป่วยใกล้ตายและไม่อาจเก็บไว้ให้เปลืองข้าวสุก
หลินฟางเซียนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ นางไม่รีบร้อนลนลาน แม้สภาพร่างกายในร่างนี้จะผอมโซจนแทบเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นชุดผ้าป่านหยาบสีซีดเก่าจนมองไม่เห็นเค้าเดิมว่าเคยตัดเย็บจากผ้าชนิดใด ทว่ากิริยาท่าทางในการพยุงตัวกลับสงบนิ่งราวกับนางพญาผู้สูงศักดิ์กำลังเสด็จดำเนินบนท้องพระโรง หาใช่หญิงสาวชาวบ้านที่กำลังถูกขับไล่ไสส่งให้ไปเผชิญความตายไม่
ดูลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยคราบน้ำตา บัดนี้กลับประกายแสงวาวโรจน์ดุจคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก เยือกเย็น คมกริบ และกวาดตามองประเมินสถานการณ์โดยรอบในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
นางจำได้แม่นยำ... ในมิติเดิม นางคือกุนซือหญิงผู้กุมชะตาแผ่นดิน วางแผนเกษตรกรรมแก้ปัญหาทุพภิกขภัยจนผู้คนนับล้านรอดตาย ทว่าในยามนี้ นางกลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างของบุตรสาวสายรองตระกูลหลิน ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น "ตัวกาลกิณี" ที่นำพาความซวยมาสู่ครอบครัวหลังมารดาเสียชีวิต และบิดาเพิ่งด่วนจากไปเมื่อเดือนก่อน
"ขับไล่... ข้าออกจากตระกูล?" หลินฟางเซียนเอ่ยทวนคำ เสียงของนางแหบแห้งเล็กน้อยเนื่องจากขาดน้ำมาหลายวัน ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับกังวานและมีพลังอำนาจบางอย่างแฝงอยู่จนหลินไห่ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
"ใช่! สัญญาตัดขาดตระกูลถูกเขียนขึ้นอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมโบราณแล้ว เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้แซ่ 'หลิน' อีกต่อไป หีบไม้นั่นคือสมบัติทั้งหมดที่เจ้าพึงมีได้... ไสหัวไปซะ! ก่อนที่ข้าจะใช้กำลังขับไล่เจ้าให้พ้นอาณาเขตตระกูลหลิน" หลินไห่ขึ้นเสียงกลบเกลื่อนความประหม่าที่เกิดขึ้นในใจเมื่อสบตากับหญิงสาวตรงหน้า
รอบข้างมีเสียงซุบซิบนินทากระซิบกระซาบดังขึ้นไม่ขาดสาย
*“นางเด็กคนนี้ท่าจะสติหลุดไปแล้วกระมัง ถูกไล่ออกกลางฤดูหนาวเหน็บแถมไม่มีแม้แต่เศษเงินติดตัว มีหวังได้กลายเป็นศพข้างถนนภายในสามวันแน่ๆ”*
*“น่าสงสารนะ แต่ยุคนี้ใครจะไปแบกรับภาระคนอื่นได้ ข้าวสารลิตรละเท่าไหร่ ใครๆ ก็เอาตัวไม่รอดกันทั้งนั้น”*
หลินฟางเซียนไม่ได้ใส่ใจเสียงนินทารอบข้าง สายตาของนางกวาดมองไปที่หีบไม้เก่าๆ บนพื้น ด้านในมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดวิ่นสองชุด และเศษแป้งข้าวโพดขึ้นราก้นถุงเล็กๆ ช่างเป็นการกระทำที่ใจดำและตัดขาดเยื่อใยอย่างแท้จริงในยุคที่ผู้คนต่างดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
ทว่า... รอยยิ้มเยาะหยันกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของอดีตกุนซือหญิง
ในสายตาของคนโง่เขลา ยุคข้าวยากหมากแพงคือหายนะ แต่ในสายตาของนักวางแผนผู้มองขาด ยุคเปลี่ยนผ่านและวิกฤตการณ์เช่นนี้ต่างหาก คือ "โอกาสทอง" ในการสร้างรากฐานอำนาจใหม่จากจุดที่ต่ำที่สุด
"ท่านอาพูดถูกแล้ว..." หลินฟางเซียนกล่าวพร้อมกับก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้หลินไห่ทีละก้าว การก้าวเดินของนางมั่นคงและสง่างาม ราวกับไม่ได้กำลังยืนอยู่บนกองดินโคลน หากแต่เป็นพรมแดงในท้องพระโรง "ข้า 'หลินฟางเซียน' ขอขอบคุณความใจกว้างของท่าน ที่เมตตาตัดขาดความสัมพันธ์อันน่ารังเกียจนี้ ทำให้ข้าไม่ต้องทนร่วมชายคาเดียวกับคนอกตัญญูและเห็นแก่ตัวเช่นพวกท่านอีก"
"เจ้า! นังเด็กเหลือขอ กล้าดียังไงมาสามหาวต่อหน้าผู้อาวุธ!" หลินไห่หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว เงื้อมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอนนางสักฉาด
ทว่า ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นจะกระทบใบหน้าของนาง หลินฟางเซียนกลับยกมือขึ้นจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบที่ดูราวกับไม่มีเรี่ยวแรงกลับกดลงที่จุดชีพจรสำคัญบนข้อมือของหลินไห่อย่างเหมาะเจาะ จนชายวัยกลางคนถึงกับร้อง "โอ๊ย" ออกมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด
"จำไว้... นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของข้ามิใช่สิ่งที่ตระกูลหลินจะมาบงการได้อีก และจงจำใส่สมองเอาไว้..." หลินฟางเซียนโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของหลินไห่ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเย็นเยียบราวกับสายลมจากขุมนรก "วันที่พวกท่านต้องคลานมากราบเท้าขอความช่วยเหลือจากข้า มันจะมาถึงเร็วกว่าที่ท่านคิดอย่างแน่นอน"
นางสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี จนหลินไห่เซถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้ ร่างกายของเขาพาลสั่นเทาขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น
หลินฟางเซียนไม่รอช้า นางก้มลงแบกหีบไม้เนื้อหยาบขึ้นพาดบ่าอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้น้ำหนักจะทำให้หัวไหล่ข้างหนึ่งทรุดลงเล็กน้อย แต่นางก็ยืดอกเดินผ่านฝูงชนที่แหวกทางให้อย่างหวาดหวั่น ไม่มีคราบน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น มีเพียงแผ่นหลังที่เหยียดตรงและก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ท่ามกลางเงาไม้ทึบของต้นสนโบราณริมทาง ม้าศึกสีดำสนิทร่างกำยำยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้น บนหลังม้ามีบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์ทมิฬ บ่งบอกถึงสถานะอันสูงส่งและอำนาจล้นพ้นตัว
กวานอี้ หรี่ตาลงเล็กน้อยภายใต้ปีกหมวกปักลายทหาร เขามองตามร่างบอบบางที่กำลังแบกหีบไม้เดินฝ่าลมหนาวออกไปจากเขตหมู่บ้านด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความฉงนและระแวงสงสัย
สตรีชาวบ้านที่ถูกขับไล่ไสส่ง เหตุใดจึงไม่มีความหวาดกลัวหรือความสิ้นหวังในแววตาคู่นั้นเลย? ท่าทีเย่อหยิ่งทระงองตนราวกับนางพญาเช่นนั้น... มันไม่ใช่สิ่งที่สตรีตกอับทั่วไปควรจะมี
"ท่านอ๋อง จะให้กระผมส่งคนไปจัดการเงียบๆ หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" องครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างกระซิบถามด้วยเสียงอันเบา
กวานอี้ ยกมือขึ้นห้าม ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ บนด้ามกระบี่ประจำกาย รอยยิ้มที่มุมปากของท่านอ๋องผู้ดุร้ายและเยือกเย็นปรากฏขึ้นอย่างน่าขนลุก
"ไม่ต้องปล่อยนางไป..." กวานอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟัง ทว่าแฝงความเหี้ยมเกรียมไว้อย่างสมบูรณ์ "ข้าอยากรู้นักว่า หมากตัวนี้ที่ถูกเขี่ยทิ้ง จะสามารถปีนป่ายขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนให้แผ่นดินนี้ได้สักแค่ไหนกันเชียว"
สายตาคมกริบของท่านอ๋องมองตามร่างของหลินฟางเซียนที่หายลับไปในแนวป่า ขณะที่ความมืดมิดของยามสนธยาเริ่มเข้าปกคลุมทั่วผืนแผ่นดิน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าศึกอีกหลายสพพม้าก็ควบตะบึงเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้ากวานอี้ พร้อมกับราชองครักษ์รีบยื่นม้วนสาส์นลับที่ประทับตราประทับลัญจกรสีชาดด้วยความเร่งร้อน
"รายงานท่านอ๋อง! ได้รับพระราชโองการลับจากเมืองหลวง... ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งด่วนให้ท่านนำกำลังพลเข้าควบคุมพื้นที่ชายแดนภาคเหนือทันที เพราะพบเบาะแสว่ามีกลุ่มกบฏซุ่มซ่อนอยู่ และ..." องครักษ์ผู้รายงานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงสั่นเครือ "และมีพระราชโองการสมรสพระราชทาน... ให้ท่านอ๋องอภิเษกสมรสกับบุตรสาวตระกูลขุนนางตกอับผู้หนึ่ง เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมืองพ่ะย่ะค่ะ!"
กวานอี้ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมดุหรี่แคบลงทันทีเมื่อรับม้วนสาส์นนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน
____________________
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เฉินเว่ยสายลุย" ครับ
บัญญัติกุนซือเหนือบัลลังก์ยุคแปรผัน•ตอนที่ 1
จิตวิญญาณกุนซือในร่างสตรีตกอับ
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญญัติกุนซือเหนือบัลลังก์ยุคแปรผัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!