วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 15

มุ่งหน้าสู่ภูผาหมอก

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"หากคุณยังคงยึดติดกับท่วงทำนองที่ตายไปแล้ว เราก็คงไม่ต้องเสียเวลาเดินทางร่วมกันอีกต่อไปครับ, คุณรวี" น้ำเสียงของศิลาราบเรียบ ทว่าคมกริบราวกับใบมีดที่ถูกลับจนขึ้นเงา ภายในห้องรับรองขนาดกะทัดรัดของสถานีรถไฟสายเหนือ กลิ่นอายของความอึดอัดลอยอบอวลปะปนไปกับไอฝนจางๆ ที่เกาะอยู่ตามกระจกหน้าต่าง ฝนฤดูใบไม้ผลิยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับความขัดแย้งทางความคิดที่กัดเซาะความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองมาตลอดสิบสี่ตอนที่ผ่านมา รวีไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีชา คราบไอน้ำร้อนๆ ลอยวนขึ้นมาบังดวงตาคู่คมที่มักจะซ่อนความลับเอาไว้เบื้องหลังเสมอ ชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในจารีตประเพณีสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องในอุดมการณ์ กับความจำเป็นที่ต้องยอมจำนนต่อความเป็นจริง "คุณศิลากำลังเข้าใจผิด..." รวีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งสงบ แต่มั่นคงจนน่าหมั่นไส้ "ผมไม่ได้อยากแช่แข็งอดีตไว้เพื่อความงามอันไร้ชีวิตชีวาอย่างที่คุณกล่าวหา... แต่เพราะผมรู้ดีว่า หากเราปล่อยให้มันถูกบิดเบือนไปตามกระแสสังคมที่หิวกระหายความฉาบฉวย สิ่งที่เราจะเหลืออยู่ไม่ใช่บทกวี... แต่เป็นเพียงเสียงคำรามของความไร้รากต่างหาก" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะวาววับด้วยประกายแห่งความท้าทาย เขาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะไม้ตัวเล็กจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าๆ ลอยเข้าจมูก "รากเหง้าที่ไม่มีลมหายใจ ก็เป็นได้แค่ท่อนซุงผุๆ ในป่าที่รอวันย่อยสลายครับ, คุณรวี" ศิลาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย "ในเมื่อเป้าหมายของเราคือการตามหา 'บันทึกบทเพลงแห่งวสันต์' ที่หายไป... ถ้าเรามัวแต่เถียงกันเรื่องรูปimรูปแบบทางวรรณกรรม รถไฟขบวนนี้คงพาเราไปไม่ถึงตีนเขาหรอกครับ" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บทสนทนาที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยนัยยะทางจิตวิทยาทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ทั้งสองคนต่างเป็นมืออาชีพในสาขาของตน ศิลาผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยดนตรีที่มองเห็นการปรับตัวเป็นทางรอด กับรวีนักอนุรักษ์ผู้ปกป้องความบริสุทธิ์ของถ้อยคำดั่งชีวิต ทั้งคู่ยืนอยู่คนละขั้วของอุดมการณ์ แต่กลับถูกแรงดึงดูดประหลาดเหวี่ยงให้ต้องมาเผชิญหน้าและพึ่งพาซึ่งกันและกันในภารกิจนี้ เสียงประกาศจากเครื่องขยายเสียงของสถานีดังแทรกขึ้นมา ตัดความเงียบงันระหว่างคนทั้งคู่ เป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาของการเจรจาได้สิ้นสุดลงแล้ว รถไฟสายมุ่งหน้าสู่ "ภูผาหมอก" กำลังจะออกเดินทาง รวีถอนหายใจยาวนาน เขาปิดสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มในมือลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มรุ่นน้องร่วมเดินทาง แววตาคู่นั้นไหววับชั่วขณะ คล้ายมีความอ่อนล้าซ่อนอยู่ใต้ความแข็งกร้าว "ก็ได้..." รวีเอ่ยเสียงเรียบ แต่เด็ดขาด "เราจะเดินทางไปด้วยกันตามข้อเสนอของคุณ... แต่จำไว้ ศิลา หากการค้นหาครั้งนี้ทำให้บทกวีโบราณต้องแปดเปื้อน ผมนี่แหละจะเป็นคนหยุดคุณด้วยมือของผมเอง" ศิลายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ทว่าเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตราย "ผมก็คาดหวังไว้เช่นนั้นเหมือนกันครับ... คุณรวี" ภายในโบกี้รถไฟชั้นสองที่โยกเยกไปตามแรงขับเคลื่อนของเครื่องจักรเก่าคร่ำครึ บรรยากาศอึมครึมจากภายนอกหน้าต่างสะท้อนเงาของคนทั้งสองที่นั่งเผชิญหน้ากัน ความเงียบที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่ความอึดอัดอีกต่อไป หากแต่มันคือความตึงเครียดของการสงบศึกชั่วคราวเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากอาคารบ้านเรือนในเมืองใหญ่ กลายเป็นผืนป่าทึบและภูเขาสูงใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกหนาทึบ สมชื่อ "ภูผาหมอก" สถานที่ซึ่งถูกลืมเลือนจากหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นที่ซ่อนเร้นของเบาะแสชิ้นสุดท้ายที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับ "วสันตฤดู" ไปตลอดกาล ศิลาหยิบกระดาษโน้ตแผ่นเก่าที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนของบทเพลงโบราณขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แสงไฟสีส้มสลัวจากเพดานโบกี้รถไฟส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา แววตาของนักมานุษยวิทยาหนุ่มฉายแววครุ่นคิด เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากรหัสตัวโน้ตที่รวีพยายามปกปิดมาตลอด ขณะที่รวีหลับตาลงพิงพนักเบาะ ราวกับต้องการพักผ่อนจากความเหนื่อยล้า แต่ปลายนิ้วมือข้างที่วางอยู่บนตักกลับเคาะเป็นจังหวะช้าๆ ตามเสียงเหล็กกระทบรางรถไฟ—จังหวะที่เป็นรหัสลับเฉพาะตัว ซึ่งศิลาจำได้ขึ้นใจว่ามันคือท่วงทำนองเดียวกับบทกวีต้องห้ามบทนั้น รถไฟแล่นลึกเข้าไปในหุบเขาที่มืดครึ้มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกลืนกินพวกมันเข้าไปในอุโมงค์แห่งกาลเวลา ผ่านไปหลายชั่วโมงท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของพนักงานตรวจตั๋วก็ดังขึ้นที่ประตูด่วนเชื่อมระหว่างโบกี้ รวีลืมตาขึ้นช้าๆ ในขณะที่ศิลาเงยหน้าจากกระดาษโน้ต พนักงานตรวจตั๋วในชุดเครื่องสีเทาเข้มก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาดและตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะยื่นซองจดหมายสีขาวสะอาดที่ไม่มีแสตมป์หรือตราประณามใดๆ มาให้ศิลา พร้อมกับกระซิบเสียงเบาด้วยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของนักมานุษยวิทยาหนุ่มกระตุกวูบ "มีผู้ฝากสิ่งนี้มาให้คุณ... จากสถานีปลายทางที่คุณกำลังจะไปครับ" ศิลารับซองจดหมายมาด้วยความฉงน ขณะที่รวีขมวดคิ้วมุ่นด้วยความระแวง ทันทีที่ศิลาฉีกซองออกแล้วดึงกระดาษแผ่นบางด้านในออกมา ข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ปรากฏแก่สายตา—ลายมือของคนตายที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน *'ยินดีต้อนรับสู่ภูผาหมอก... ผู้สืบทอดแห่งความเงียบงัน จงระวังให้ดีว่าเสียงเพลงที่คุณตามหา แท้จริงแล้วกำลังร้องเรียกชื่อใครอยู่กันแน่'* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจของกวีบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%