วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 16

หมอกจางและภาพลวง

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"รองเท้าคู่โปรดของคุณดูจะหมดสภาพเร็วกว่าอุดมการณ์ในหัวเสียอีกนะครับ, คุณศิลา" เสียงทุ้มต่ำที่เจือกระแสเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้นจากเบื้องหน้า ตัดผ่านเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและเสียงเสียดสีของเนื้อผ้าที่เบียดผ่านพุ่มเฟิร์นหนาทึบ ศิลาหยุดฝีเท้าลงโดยพลัน ปล่อยให้ร่างสูงโปร่งของตนทิ้งน้ำหนักลงบนไม้เท้าไม้ไผ่ที่เพิ่งหักกิ่งทำขึ้นเมื่อชั่วโมงก่อน เขายกหลังมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาผสมกับฝุ่นดินบนขมับ สายตาคมกริบมองลอดผ่านม่านหมอกสีขาวขุ่นที่เริ่มแผ่ตัวหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลืนกินทัศนียภาพเบื้องหน้าให้เหลือเพียงเงาทึบของพรรณไม้โบราณ บนเนินดินชันที่เป็นทางลาดเอียง รวีไม่ได้หยุดพักด้วยซ้ำ ร่างในชุดเดินป่าทะมัดทะแมงสีเอิร์ธโทนยืนปักหลักอยู่บนชะง่อนหินสูงกว่าเล็กน้อย แผ่นหลังกว้างนั้นยังคงตั้งตรงราวกับถูกตรึงไว้ด้วยกฎเกณฑ์บางอย่างที่แม้แต่ความเหนื่อยล้าก็ไม่อาจสั่นคลอนได้ มือข้างหนึ่งของรวีถือเข็มทิศทองเหลืองเก่าคร่ำคร่า ส่วนอีกข้างปล่อยให้ปลายนิ้วไล้ไปตามเปลือกไม้ของต้นสนยักษ์ที่ยืนต้นตายอย่างโดดเดี่ยว ท่าทีสุขุมเยือกเย็นนั้นช่างตัดกับหยาดเหงื่อที่เกาะพราวบนกรอบหน้าคมคายของเจ้าตัวอย่างสิ้นเชิง ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันหยือก "อุดมการณ์ของผมยังใช้งานได้ดี แม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกแช่แข็งไว้ในพิพิธภัณฑ์ไร้ฝุ่นเหมือนของคุณก็เถอะครับ... ว่าแต่ ช่วยกรุณาลดฝีปากลงแล้วหันมามองสภาพภูมิประเทศตรงหน้าหน่อยเถอะ รวี เราหลงทางมาสามชั่วโมงเต็มแล้วนะ" รวีหันกลับมามอง ชั่วขณะหนึ่งที่นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพของนักมานุษยวิทยารุ่นน้องผู้ดื้อรั้น ดวงตาของรวีวาวโรจน์ด้วยประกายความท้าทายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ มันเป็นความดึงดูดอันตราย—แรงดึงดูดระหว่างสองขั้วความคิดที่ต่างฝ่ายต่างพยายามจะกลืนกินและโน้มน้าวอีกฝ่ายให้ยอมจำนนต่อความเชื่อของตน "เราไม่ได้หลงทาง, คุณศิลา" รวีเอ่ยเสียงเรียบ ทอดสายตาลงต่ำไปยังพื้นดินที่มีร่องรอยการเหยียบย่ำ "เราแค่กำลังเดินตามรอยเท้าของอดีต... รอยเท้าที่คนรุ่นคุณพยายามจะลบเลือนด้วยความรีเร่งที่จะก้าวไปสู่อนาคต" ศิลาขบกรามแน่น ความเหนื่อยล้าทางกายผสมโรงเข้ากับความหงุดหงิดทางความคิดจนกลายเป็นพลังงานความร้อนที่คุกรุ่นอยู่ในอก เขาก้าวฉับ ๆ เข้าไปประชิดร่างของอีกฝ่าย แม้ความสูงจะไม่แตกต่างกันนัก แต่แรงกดดันจากรัศมีรอบตัวของทั้งคู่ทำให้บรรยากาศรอบกายราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก "เลิกพูดจาเป็นบทกวีโวหารในยามวิกฤตแบบนี้สักทีได้ไหมครับ!" ศิลาจ้องลึกลงไปในดวงตานิ่งสนิทคู่นั้น "หมอกนี่กำลังหนาขึ้นเรื่อย ๆ อุณหภูมิลดลงทุกนาที และถ้าเรายังดึงดันจะเดินหน้าไปตามทฤษฎีบทกวีบ้า ๆ ของคุณโดยไม่มีแผนที่จริง ๆ เราจะได้กลายเป็นโครงกระดูกที่ถูกพบในอีกร้อยปีข้างหน้า พร้อมกับสมุดบันทึกที่เปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำค้าง... นั่นคือฉากจบที่คุณปรารถนาอย่างนั้นเหรอ?" ไม่มีความตื่นตระหนกในแววตารวี มีเพียงความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก รวีขยับตัวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงเหลือเพียงลมหายใจอุ่นที่ปะปนกับไอเย็นของผืนป่า ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมออกไป—ไม่ใช่เพื่อผลักไส แต่วางทับลงบนปกเสื้อแจ็คเก็ตที่เปียกชื้นของศิลาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนก แต่กลับทำให้หัวใจของศิลาสะดุดวูบอย่างไม่น่าให้อภัย "คุณกลัวความตาย... หรือกลัวการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในความเงียบงันกันแน่ครับ, ศิลา?" เสียงกระซิบของรวีต่ำพร่า เจือไปด้วยความเย้ายวนที่ทรงพลังเกินกว่าจะต้านทานในสถานการณ์เช่นนี้ "คุณบอกว่าผมอยากแช่แข็งทุกอย่างไว้ในกาลเวลา แต่ความจริงคือคุณต่างหากที่วิ่งหนีอดีตอย่างไม่คิดชีวิต เพราะคุณกลัวว่าสักวัน... ท่วงทำนองที่คุณพยายามประพันธ์ขึ้นมาใหม่ จะไม่มีใครจดจำได้เลยเมื่อเทียบกับเสียงดั้งเดิมของผืนป่าแห่งนี้" คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่ปักเข้ากลางใจดำ ศิลาชะงักค้าง แววตาไหววับด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย—มีทั้งความโกรธ ความเจ็บแปลบ และความจริงอันน่ารังเกียจที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจันหน้า สองมือของเขากำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าววาจาใดเพื่อโต้แย้ง สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่พ้นผ่านหัวไหล่ของรวีไป ท่ามกลางมหมอกจางที่เคลื่อนตัวเชื่องช้า เงาทึบของแมกไม้ไม่ได้มีเพียงธรรมชาติ ร่างของสิ่งปลูกสร้างบางอย่างปรากฏขึ้นรางเลือน—มันไม่ใช่ซากปรักหักพังของศาลเจ้าโบราณที่พวกเขาตามหาตามบันทึกเก่าแก่ แต่มันคือโครงสร้างเหล็กกล้าและแผ่นไม้ร่วมสมัยที่ถูกทิ้งร้าง คานเหล็กขึ้นสนิมสีแดงจัดตัดกับความเขียวขจีของป่าดงดิบราวกับรอยแผลเป็นที่มนุษย์กรีดฝังลงบนแผ่นดิน รวีสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของชายหนุ่มตรงหน้า มือที่แต่วางอยู่บนปกเสื้อค่อย ๆ ลดลง ศิลาหันขวับไปมองทิศทางนั้น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "นั่น..." ศิลาเปล่งเสียงลอดไรฟัน ลืมความเหนื่อยล้าและข้อถกเถียงเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น "นั่นมันไม่ใช่สถาปัตยกรรมโบราณศตวรรษที่สิบเก้า... นั่นมันโครงสร้างของสถานีวิจัยที่เพิ่งถูกปิดตัวไปเมื่อสิบปีก่อนต่างหาก!" รวีหันกลับไปมองตาม เขาก้าวเดินผ่านร่างของศิลาเข้าไปใกล้โครงสร้างเหล็กกล้าร้างนั้นอย่างระมัดระวัง รองเท้าบูทเหยียบย่ำลงบนเศษกระดาษที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นดินชื้นแฉะ รวีโน้มตัวลงเก็บแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาปัดฝุ่นและหยาดน้ำค้างออกอย่างทะนุถนอม ท่าทางนั้น... ไม่ใช่นักอนุรักษ์ที่กำลังค้นพบโบราณวัตถุ แต่เป็นนักสืบที่กำลังกุมหลักฐานชิ้นสำคัญ "ไม่ใช่แค่สถานีวิจัยธรรมดาหรอครับ..." รวีพึมพำ น้ำเสียงที่เคยราบเรียบกลับแฝงไว้ด้วยความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกวาดมองข้อความที่เลือนรางบนกระดาษแผ่นนั้นก่อนจะเงยขึ้นสบตากับศิลา "ดูนี่สิ... ลายมือนี้ไม่ใช่ของนักวิจัยในโครงการ แต่เป็นลายมือของอาจารย์ภาคภูมิ... อาจารย์ของคุณเองไม่ใช่เหรอครับ?" ศิลาพุ่งตัวเข้าไปหาราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เขาดึงแผ่นกระดาษนั้นมาจากมือของรวี สายตาสาดส่องกราดไปยังตัวอักษรหวัด ๆ ที่เขียนด้วยหมึกกันน้ำ ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของศิลาสะดุดกhคือข้อความที่ปรากฏอยู่บรรทัดสุดท้าย—ข้อความที่ถูกเขียนขึ้นด้วยความเร่งรีบราวกับกำลังหนีตาย *“พวกมันไม่ได้ตามหาบทกวี... พวกมันกำลังตามหาเสียงที่ถูกลบ”* ทันใดนั้นเอง... ท่ามกลางความเงียบงัดของป่าลึกที่ถูกโอบล้อมด้วยหมอกทึบ เสียงฝีเท้าฝלหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับลำแสงไฟฉายกราดผ่านหมอกขาวตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับนี้กับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%