ปลายเหล็กแหลมของค้อนธรณีวิทยาเคาะลงบนผิวหินบะซอลต์สีดำสนิท เกิดเสียงสะท้อนทุบต่ำดังก้องไปทั่วหุบผาชัน ราวกับเสียงหัวใจที่เต้นช้าลงในสุสานแห่งกาลเวลา
"อย่าใช้แรงเยอะขนาดนั้นครับ คุณศิลา" เสียงนุ่มลึกของรวีดังขึ้นจากเงาด้านหลัง เขาก้าวเท้าเหยียบบนพื้นหินขรุขระอย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งถือกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำ อีกข้างสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทกันหนาวที่เปื้อนฝุ่น "หินชั้นนี้ไม่ได้ถูกกัดเซาะด้วยน้ำ แต่ถูกแกะสลักด้วยความตั้งใจ การที่คุณใช้ความรุนแรงกับมัน รังแต่จะทำลายร่องรอยที่ธรรมชาติไม่ได้เป็นคนสร้าง"
ศิลารดค้อนลง ชายหนุ่มหันกลับไปมองคู่หูจำเป็นด้วยแววตาที่ฉายความท้าทายปนรำคาญเล็กน้อย เขาปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมด้วยหลังมือ
"ถ้ามัวแต่ทะนุถนอมเหมือนงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ของคุณ เราคงได้แก่ตายคาหน้าผานี่ก่อนจะรู้ความจริงนะครับ คุณรวี" ศิลาตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่คมกริบ "โบราณวัตถุไม่ได้มีไว้แค่กราบไหว้บูชา มันมีไว้เพื่อให้อธิบาย และการอธิบายต้องอาศัยแรงกระแทกเพื่อเปิดเปลือกนอกที่ปิดบังความจริง"
รวีไม่โต้ตอบทันที เขาสบตากับนักมานุษยวิทยารุ่นน้อง นัยน์ตาคมกู๊ดภายใต้กรอบแว่นโลหะคู่นั้นสะท้อนภาพของศิลา—ภาพของชายผู้เชื่อมั่นในอนาคตและการรื้อสร้าง จนบางครั้งหลงลืมไปว่าซากปรักหักพังบางแห่งมีความเปราะบางเกินกว่าจะรับมือด้วยตรรกะดิบๆ
รวีเดินเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นจางๆ ของกระดาษเก่าและสนิมเหล็กโชยมาปะทะจมูก เขาโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วมือที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายปัดเศษฝุ่นสีเทาออกจากร่องหินที่ศิลาเพิ่งเคาะเมื่อครู่
"ความจริงไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยการบังคับขู่เข็ญเสมอไปหรอกครับ..." รวีพزุมเสียงกระซิบแผ่วเบา ขณะที่ปลายนิ้วของเขาไล่ไปตามรอยหยักบนหน้าผา "บางครั้ง มันรอให้เราเงี่ยหูฟังในยามที่เงียบที่สุดต่างหาก"
ท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขา ลมหนาวพัดผ่านช่องเขาเกิดเป็นเสียงหวีดหวิวคล้ายท่วงทำนองไร้เสียง แต่วินาทีนั้นเอง ที่แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ๆ ส่องทำมุมองศาพอเหมาะพอเจาะกับผิวหินที่เพิ่งถูกปัดฝุ่น
ศิลาชะงัก ลลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ
รอยสลักบนหน้าผาไม่ได้เรียงตัวเป็นอักษรโบราณที่พวกเขารู้จัก มันไม่ใช่ทั้งอักษรขอม อักษรพราหมณ์ หรือแม้แต่บันทึกพื้นถิ่นตระกูลภาษาใดๆ ที่ศิลาเคยศึกษามาตลอดชีวิตการเป็นนักมานุษยวิทยา
มันคือเส้นสายโค้งเวียนที่สลับซับซ้อน คล้ายคลื่นเสียงในกราฟสเปกตรัมของดนตรีสมัยใหม่ ทว่าถูกบันทึกไว้บนหน้าผาหินอายุหลายพันปี
"นี่มัน..." ศิลาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง สัญชาตญาณนักวิชาการตื่นตัวเต็มที่ เขาลืมความเหนื่อยล้าเป็นปลิดทิ้ง ก้าวเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชิดกับผิวหิน "นี่ไม่ใช่ตัวหนังสือ... แต่มันคือสัญกรณ์ดนตรี (Musical Notation) โบราณที่ไม่เคยมีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไหนเลย!"
รวีไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกเช่นเดียวกับเขา ชายหนุ่มเพียงแต่ยืนมองรอยสลักเหล่านั้นด้วยสายตาที่ลึกล้ำและซับซ้อน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้ศิลารู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด
"คุณคิดว่ามันคือโน้ตเพลงงั้นหรือครับ?" รวีเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความหมายบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง "แล้วคุณแน่ใจได้อย่างไร ว่ามันคือเสียงที่บรรเลงขึ้น... ไม่ใช่เสียงที่ถูก 'กักขัง' เอาไว้?"
ศิลาหันขวับมามองหน้าอีกฝ่าย คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยในน้ำเสียงนั้น "คุณหมายความว่ายังไง? ของพวกนี้ก็แค่บันทึกทำนองเพลงพื้นบ้าน หรือไม่ก็บทสวดโบราณ..."
"ถ้ามันเป็นแค่บทสวด ทำไมมันถึงไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดล่ะครับ?" รวีขัดขึ้น นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศิลา "ดูเส้นสายเหล่านั้นสิครับ มันวนเป็นวงปิด ไม่มีทางเข้า ไม่มีทางออก มันไม่ใช่บทเพลงที่ขับร้องเพื่อสรรเสริญพระเจ้า หรือแม้แต่รำลึกถึงความตาย... แต่มันคือ 'กรงขัง' ทางภาษา"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความอึดอัดและแรงดึงดูดทางความคิดที่รุนแรง สองร่างยืนประจันหน้ากันห่างกันเพียงคืบ ท่ามกลางหน้าผาสูงชันและภาษาโบราณที่ไม่มีมนุษย์คนใดในยุคปัจจุบันอ่านออก
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยสลักนั้นด้วยตนเอง ความเย็นเยียบของหินแผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว ราวกับมันกำลังชีพจรเต้นอยู่จริงๆ
"ภาษาที่ไม่มีคำแปล..." ศิลาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ถ้าเราอ่านมันไม่ออก... แล้วทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังเรียกชื่อผมอยู่ล่ะครับ?"
รวีไม่ตอบคำถามนั้น เขากลับเอื้อมมือมาทับลงบนหลังมือของศิลาที่สัมผัสอยู่กับหน้าผาหิน ความอบอุ่นจากมือของรวีตัดกับความเย็นของหินผาอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทำให้ศิลารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะไม่ใช่สัมผัสนั้น หากเป็นประโยคต่อมาที่รวีเอ่ยกระซิบข้างใบหู
"เพราะเสียงที่ถูกจารึกไว้ตรงนี้... ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้อ่านด้วยตา" รวีเว้นจังหวะ ปลายนิ้วของเขาออกแรงกดทับมือของศิลาให้แนบแน่นยิ่งขึ้นบนรอยสลักปริศนา "แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คุณ... 'ร้อง' มันออกมาต่างหาก"
ฉับพลันนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากเบื้องล่างของหุบผา—เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งอย่างจงใจ และไม่มีทีท่าว่าจะหลบซ่อนแม้แต่น้อย
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับนี้กับผมนะครับ
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 17
ภาษาที่ไม่มีคำแปล
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!